สิงคโปร์มุ่งลดก๊าซเรือนกระจกใน 3 มิติ

เมื่อวันที่ 21 – 25 ตุลาคม 2567 สิงคโปร์ โดยหน่วยงาน Singapore Energy Market Authority (EMA) ได้จัดงาน Singapore International Energy Week (SIEW) 2024 ณ Sands Expo & Convention Centre ภายใต้แนวคิดหลัก “A Connected and Sustainable Energy World” โดยมีนาย Gan Kim Yong รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ กล่าวเปิดงานและได้กล่าวถึงแนวทางในการลดก๊าซเรือนกระจกของสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศขนาดเล็ก ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็นร้อยละ 0.1 ของโลก อย่างไรก็ตาม สิงคโปร์ต้องการเป็นส่วนหนึ่ง ในการสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยได้ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุดไว้ภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) และบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2593 (ค.ศ.2050) ซึ่งถือว่าเป็นเป้าหมาย ที่ดำเนินการได้ยากเนื่องจากสิงคโปร์มีพื้นที่จำกัดในการผลิตพลังงานสะอาด ดังนั้น สิงคโปร์จึงกำหนด แนวทางการลดก๊าซเรือนกระจกไว้ 3 มิติ ดังนี้

1. Resilience

สิงคโปร์จะต้องจัดหาแหล่งพลังงานสะอาดให้เพียงพอต่อความต้องการใช้พลังงานภายในประเทศโดยมีเป้าหมายการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์จำนวน 2 กิกะวัตต์ ภายในปี 2573 ในขณะที่ปัจจุบันผลิตได้ 1.35 กิกะวัตต์ และเพิ่มเป้าหมายการนำเข้าพลังงานไฟฟ้าคาร์บอนต่ำจากเดิม 4 กิกะวัตต์ เป็น 6 กิกะวัตต์ ภายในปี 2578 ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 3 ของความต้องการใช้พลังงานทั้งหมด ของสิงคโปร์ ในการนี้ สิงคโปร์ได้ออกใบอนุญาตการนำเข้าไฟฟ้าจากอินโดนีเซีย 5 โครงการ รวม 2 กิกะวัตต์ และออกใบอนุญาตการนำเข้าจากกัมพูชา อินโดนีเซีย และเวียดนาม รวม 3.6 กิกะวัตต์ รวมทั้งยังเพิ่ม การนำเข้าไฟฟ้าผ่านโครงการ Laos-Thailand-Malaysia-Singapore Power Integration Project (LTMS – PIP) จาก 100 เป็น 200 เมกะวัตต์ ภายใต้กรอบความร่วมมืออาเซียนในโครงการ ASEAN Power Grid นอกจากนี้ สิงคโปร์ได้จัดทำยุทธศาสตร์การใช้พลังงานไฮโดรเจนแห่งชาติ และสนับสนุนทุนค้นคว้าวิจัยจำนวน 180 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ รวมไปถึงศึกษาการใช้พลังงานนิวเคลียร์ร่วมกับภาคเอกชน เช่น Amazon และ Google เพื่อพัฒนาเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก รวมทั้งได้จัดทำความตกลงนิวเคลียร์พลเรือน กับสหรัฐอเมริกา (Civil Nuclear Agreement หรือ 123 Agreement) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์และการพัฒนาบุคลากรด้านความปลอดภัยนิวเคลียร์ในระยะกลางและระยะยาว

2. Reliability

สิงคโปร์จะต้องจัดหาแหล่งพลังงานสะอาดที่เชื่อถือได้และมีความสามารถในการรองรับการกักเก็บพลังงานได้เพียงพอ โดยในปี 2566 สิงคโปร์ได้จัดตั้ง Gasco ซึ่งเป็นหน่วยงาน จัดหาก๊าซธรรมชาติเพื่อตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมพลังงานสิงคโปร์ โดยดำเนินการจัดทำสัญญา ด้านพลังงาน และประเมินภาพรวมการจัดหาก๊าซธรรมชาติ นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังได้ประกาศโครงการ พัฒนาสถานีก๊าซ LNG แห่งที่ 2 ที่ Jurong port เพื่อรองรับการกักเก็บก๊าซ LNG นอกชายฝั่ง ซึ่งจะสามารถเพิ่มความสามารถในการกักเก็บได้ถึง 5 ล้านตันต่อปี มากขึ้นจากเดิมร้อยละ 50

3. Responsiveness

สิงคโปร์จะต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานเพื่อสามารถตอบสนองต่อความต้องการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสิงคโปร์จะลงทุนการปรับปรุงสายส่งไฟฟ้า เพื่อให้ธุรกิจในสิงคโปร์สามารถเข้าถึงไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยประเมินการใช้ไฟฟ้าสูงสุด และต่ำสุดในแต่ละช่วงวันเพื่อลดค่าใช้จ่ายในระบบ และจัดมาตรการสนับสนุนเพื่อลดการใช้ไฟฟ้าในช่วง ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง อาทิ การให้ธุรกิจสามารถใช้พลังงานจากแบตเตอรี่สะสมไฟฟ้าในโครงการ Battery Energy Storage System (BESS) การส่งเสริมให้ผู้ให้บริการ EV Charger ปรับกำลังการชาร์จไฟฟ้ารถยนต์ ให้เร็วขึ้น นอกจากนี้ EMA ยังมีแผนจะจัดทำ Future Grid Capability Roadmap ภายในปีนี้ ซึ่งเป็นแผนงานพัฒนาศักยภาพโครงข่ายพลังงานแห่งอนาคต โดยมุ่งรับมือกับความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้น จากการใช้พลังงานหมุนเวียน พร้อมรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในอนาคต เช่น โซลาร์เซลล์ ระบบกักเก็บพลังงาน และที่ชาร์จรถไฟฟ้า


ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์


แหล่งที่มาข้อมูล/ภาพ
  • Cover Image: Shutterstock