ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย – สิงคโปร์

การค้าไทย – สิงคโปร์ ยังคงขยายตัวในปี 2563 มูลค่าการค้ารวม 531,636.54 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ประมาณ 19,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.89 โดยไทยได้ดุลการค้า 59,097.74 ล้านบาท (ขยายตัวร้อยละ 58.79) แบ่งเป็นการส่งออก 295,367.14 ล้านบาท (ขยายตัวร้อยละ 7.44) การนำเข้า 236,269.40 ล้านบาท (หดตัวร้อยละ 0.6)

มูลค่าการค้าที่ขยายตัวในปี 2563 ทำให้สิงคโปร์เป็นคู่ค้าสำคัญอันดับที่ 5 ของไทย(สูงขึ้น 1 อันดับจากปี 2562) รองจาก จีน ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และมาเลเซีย และไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 10 ของสิงคโปร์ สินค้าที่กระทรวงพาณิชย์ไทยผลักดันการส่งออกมายังสิงคโปร์ ในปี 2563 – 2564 ได้แก่ (1) ข้าว (2) อาหารสำเร็จรูป (3) เครื่องดื่ม (4) ผลไม้สดแช่เย็น แช่แข็งและผลไม้แห้ง (5) อัญมณีและเครื่องประดับ (ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ สิงคโปร์) 

จากสถิติของธนาคารแห่งประเทศไทย ปัจจุบันสิงคโปร์เป็นประเทศเป้าหมายการลงทุนโดยตรงอันดับที่ 1 ของไทย โดยในปี 2563 การลงทุนโดยตรงของไทยในสิงคโปร์ มีมูลค่ารวม 56,664.99 ล้านบาท ในขณะที่สิงคโปร์ เป็นแหล่งที่มาของเงินลงทุนจากต่างประเทศ เป็นอันดับที่ 4 ของไทย (รองจาก ญี่ปุ่น จีน และ เนเธอร์แลนด์) โดยมีโครงการที่ BOI อนุมัติ 136 โครงการ ทั้งนี้ สิงคโปร์เป็นผู้ลงทุนอันดับที่ 1 ของไทยในอาเซียนต่อเนื่องกว่า 1 ทศวรรษ 

ธนาคารแห่งประเทศไทยและ MAS (ธนาคารกลางสิงคโปร์) ได้ดำเนินความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงระบบการชำระเงิน PayNow ของสิงคโปร์ กับ PromptPay ของไทย เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2564

ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสิงคโปร์กับต่างประเทศ ปี 2563         

หลังจากที่สิงคโปร์ได้จำกัดการเดินทางเข้าประเทศ  เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เมื่อเดือนมีนาคม 2563 สิงคโปร์ได้ปรับรูปแบบการติดต่อสัมพันธ์กับต่างประเทศในระดับสูง เป็นการหารือทางโทรศัพท์และระบบการประชุมทางไกล โดยเน้นสาขาความร่วมมือ (1) ด้านสาธารณสุขและการรับมือกับโรคติดเชื้อโควิด-19 (2) การรักษาห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ (โดยเฉพาะอาหารและเวชภัณฑ์) (3) การขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน (4) การส่งเสริมการเดินทางระหว่างประเทศที่จำเป็น โดยจัดทำช่องทางพิเศษ (Green Lane) และ (5) เศรษฐกิจและการเงินดิจิทัล 

ต่อมาเมื่อสิงคโปร์เริ่มควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดฯ ได้ดีในช่วงไตรมาสที่ 3 และ 4 ของปี 2563 รัฐบาลสิงคโปร์จึงได้เริ่มฟื้นฟูการแลกเปลี่ยนการเยือนที่จำเป็นของภาครัฐ (ยังคงอยู่ในระดับรองนายกรัฐมนตรีลงมา) และอำนวยความสะดวกการเดินทางที่จำเป็นของภาคเอกชนและประชาชน โดยใช้มาตรการจัดการตามความเสี่ยง (Risk-Managed Approach) 

มูลค่าการค้าระหว่างประเทศของสิงคโปร์รวม 969,100 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ลดลงประมาณ 53,100 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ จากปีก่อนหน้า โดยเป็นการส่งออก 515,600 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ และการนำเข้า 453,500 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ สินค้าที่มีการนำเข้าและส่งออกมากที่สุด คือ เครื่องจักร สารเคมีและเคมีภัณฑ์ และอะไหล่เครื่องยนต์ 

ประเทศและดินแดนคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของสิงคโปร์ (มูลค่าการค้ารวมสูงสุด) 10 อันดับแรก ในปี 2563 ได้แก่ (1) จีน 136,200 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (2) มาเลเซีย 103,500 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (3) สหรัฐฯ 102,400 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (4) สหภาพยุโรป 90,100 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (5) ไต้หวัน 75,200 ล้านดอลลาร์ (6) ฮ่องกง 69,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (7) ญี่ปุ่น 49,600 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (8) อินโดนีเซีย 48,800 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (9) เกาหลีใต้ 44,600 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ และ (10) ไทย 33,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ดินแดนที่มีสัดส่วนการส่งออกสูงสุด คือ ฮ่องกง และสัดส่วนการนำเข้าสูงสุด คือ ไต้หวัน 

มาเลเซีย ยังคงเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดที่สุดของสิงคโปร์ เนื่องจากสิงคโปร์ต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค และแรงงานจากมาเลเซีย การประกาศปิดชายแดนของมาเลเซียได้สร้างกระแสการกักตุนสินค้าในสิงคโปร์ในช่วง Circuit Breaker อยู่เป็นระยะ นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์จึงพยายามรักษาความสัมพันธ์และการติดต่อกับ นายกรัฐมนตรีมาเลเซียอย่างใกล้ชิด โดยตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2563 นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ได้โทรศัพท์แสดงความยินดีต่อการเข้ารับตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย จากนั้น เมือวันที่ 19 มีนาคม 2563 สองฝ่ายได้จัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อหาเรื่องการรับมือกับโรคโควิด-19 และการส่งเสริมการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน และเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2563 นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ได้หารือทางโทรศัพท์กับนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เรื่องการส่งเสริมการเดินทางข้ามระหว่างกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนธันวาคม 2563 มาเลเซียได้ขอยุติความตกลงรถไฟความเร็วสูง (HSR) มาเลเซีย – สิงคโปร์ 

อินโดนีเซีย ความสัมพันธ์สิงคโปร์ – อินโดนีเซียมีความใกล้ชิด โดยประธานาธิบดีสิงคโปร์ได้เดินทางเยือน อินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ (State Visit) ระหว่างวันที่ 3 – 6 กุมภาพันธ์ 2563 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซียได้เยือนสิงคโปร์ระหว่างวันที่ 24 – 26 สิงหาคม 2563 เพื่อเตรียมการประชุม Leader’s Retreat ทวิภาคี สิงคโปร์ – อินโดนีเซีย ครั้งที่ 5 ซึ่งอินโดนีเซียมีกำหนดเป็นเจ้าภาพ และเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2563 สองฝ่ายได้จัดการประชุม Singapore-Indonesia Six Bilateral Economic Working Groups (6WG) ครั้งที่ 10 นอกจากนี้ ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย และนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ได้เห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการจัดทำความตกลงการเงินทวิภาคี จำนวน 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ออกไปเป็นปี 2565 โดยเป็นความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนเงินตราร้อยละ 70 และ Repurchase Agreement – Repo ร้อยละ 30

จีน ปี 2563 เป็นวาระครบรอบ 30 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตจีน – สิงคโปร์ จีนยังคงเป็นเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของสิงคโปร์ติดต่อกันเป็นปีที่ 10 และเป็นประเทศเป้าหมายการลงทุนอันดับที่ 1 ของสิงคโปร์ต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 8 สิงคโปร์ให้ความสำคัญกับความร่วมมือแบบเจาะลึกกับ 3 มหานครสำคัญ ได้แก่ นครเซี่ยงไฮ้ (SSCCC) นครฉงชิ่ง (CCI) และนครเทียนจิน (STETC)  ซึ่งเน้นความร่วมมือ 4 ด้าน คือ (1) บริการทางการเงิน (2) การบินและอากาศยาน (3) การขนส่งและโลจิสติกส์ และ (4) ICT นายหยาง เจี๋ยฉือ สมาชิกกรมการเมือง พรรคคอมมิวนิสต์จีน และผู้อำนวยการสำนักงาน ต่างประเทศ พรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้เยือนสิงคโปร์ระหว่างวันที่ 19 – 21 สิงหาคม 2563 จากนั้น เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2563 นายหวัง อี้ มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีนได้แวะพักเปลี่ยนเครื่องและพบหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ที่ท่าอากาศยานชางงี และเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2563 รองนายกรัฐมนตรีของสองประเทศได้เป็นประธานการประชุม JCBC ครั้งที่ 16 โดยได้ตกลงที่จะจัดตั้งโครงการเจรจาทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแก่ความตกลงการค้าเสรี สิงคโปร์ – จีนด้วย 

สหรัฐฯ เศรษฐกิจสิงคโปร์ยังคงได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าสหรัฐฯ – จีน อย่างมาก นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ได้เขียนบทความ “The Endangered Asian Century: America, China, and the Perils of Confrontation” ในนิตยาสาร Foreign Affairs ฉบับเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2563 ให้ความเห็นว่า สหรัฐฯ ควรส่งเสริมความร่วมมือกับจีนในเอเชียให้มากขึ้น เพราะเศรษฐกิจของเอเชียจะขยายตัวไม่ได้หากขาดความเป็นผู้นำที่สร้างสรรค์และเปิดกว้างของสหรัฐฯ ขณะที่จีนก็มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจภายใต้ Pax Americana หากสงครามการค้าสหรัฐฯ – จีนยังคงยืดเยื้อ จะบั่นทอนทั้งเสถียรภาพและเศรษฐกิจของเอเชีย เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563 MAS และกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้จัดทำ Joint Statement on Financial Services Data Connectivity และเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2563 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้ลงนาม MoU on Trade Financing and Investment Cooperation อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงติดตามเรื่องการแทรกแซงค่าเงินของรัฐบาลสิงคโปร์ (Currency Manipulator) อยู่เป็นระยะ 

ความร่วมมือเศรษฐกิจพหุภาคี  นอกจากการลงนามความตกลง RCEP ความตกลง UKSFTA และการสนับสนุนให้สหราชอาณาจักร เข้าร่วม CPTPP แล้ว สิงคโปร์ได้จัดการประชุมผ่านระบบทางไกลและจัดทำความตกลง เศรษฐกิจพหุภาคีเพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยงและห่วงโซ่อุปทานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้แก่ (3.1) Joint Ministerial Statement on Supply Chain Connectivity (ออสเตรเลีย บรูไน แคนาดา ชิลี ลาว เมียนมาร์ นาอูรู นิวซีแลนด์ UAE อุรุกวัย และสิงคโปร์เข้าร่วม) การประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เพื่อส่งเสริมการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน (ออสเตรเลีย แคนาดา เกาหลีใต้ นิวซีแลนด์ และ สิงคโปร์ เข้าร่วม) และการประชุม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เพื่อส่งเสริมหุ้นส่วนเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economic Partnership Agreement – DEPA) สิงคโปร์ – นิวซีแลนด์ – ชิลี นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังแสดงบทบาทที่แข็งขันในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ทั้งในกรอบอาเซียน เอเปค G20 WEF และ Pacific Alliance

แนวโน้มเศรษฐกิจของสิงคโปร์ ในปี 2564         

กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ (MTI) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของสิงคโปร์จะฟื้นตัว และ GDP จะขยายตัวร้อยละ 4 – 6 โดยการบริโภคภายในประเทศ จะเพิ่มขึ้นเนื่องจากการเปิดเศรษฐกิจและสังคมระยะที่ 3 เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2563 อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาสที่ 1/2564 ภาคบริการ อาหาร การท่องเที่ยว โรงแรม และการคมนาคม จะยังคงต้องพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศเป็นสำคัญ 

MTI ประเมินแนวโน้มการฟื้นฟูเศรษฐกิจของสิงคโปร์ในปี 2564 ดังนี้ (1) ภาคอุตสาหกรรมการผลิตจะเพิ่มการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีเพื่อรองรับอุปสงค์จากตลาด 5G ที่เพิ่มขึ้น และธุรกิจประกันภัยจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง (2) การบิน การท่องเที่ยว การค้าปลีกและบริการอาหาร จะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่จะยังไม่กลับมามีสภาพคล่องเท่ากับช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 และ (3) ภาคการก่อสร้าง จะฟื้นตัวจากปีที่แล้ว แต่จะยังคงมีข้อจำกัดจากมาตรการทางสาธารณสุขเพื่อควบคุมโรคระบาดฯ (Safe Management Measures – SMMs) 

นายเฮง ซวี เกียต รองนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ มีกำหนดแถลงงบประมาณแผ่นดินประจำปี 2564 ต่อรัฐสภาสิงคโปร์ ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 ซึ่งจะครอบคลุมถึงการจัดสรรวัคซีนและจัดตั้งศูนย์ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าหมายการฉีดวัคซีนให้ประชากรในสิงคโปร์ทั้งหมด (รวมชาวต่างชาติที่พำนักระยะยาว) ภายในไตรมาสที่ 3/2564 การสร้างงานรูปแบบใหม่ ๆ การเสริมสร้าง Social Safety Nets โครงการสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน The Singapore Green Plan 2030  


ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์