ยุทธศาสตร์ชาติอัจฉริยะและรัฐบาลดิจิทัลเพื่อประชาชนของสิงคโปร์: จากรากฐาน สู่ก้าวใหม่ “Smart Nation 2.0”

จุดเริ่มต้นและการวางรากฐาน “Smart Nation 1.0”

ยุทธศาสตร์ชาติอัจฉริยะและรัฐบาลดิจิทัลของสิงคโปร์ได้รับการพัฒนาอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก หลังจากที่นายลี เซียน ลุง (H.E. Mr. Lee Hsien Loong) อดีตนายกรัฐมนตรีกล่าวถ้อยแถลงในโอกาสวันชาติสิงคโปร์เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2557 และต่อมาในเดือนพฤศจิกายนของปีเดียวกัน ได้ประกาศข้อริเริ่มชาติอัจฉริยะ (Smart Nation Initiative) วางรากฐานของการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาปฏิรูประบบการทำงานของหน่วยงานภาครัฐให้ทันสมัย รวดเร็ว และมีบูรณาการ

ในช่วง 2 ปีแรก สิงคโปร์ยังคงขาดหน่วยงานกลางเพื่อประสานงาน จนกระทั่งปี 2559 รัฐบาลได้จัดตั้งคณะทำงานชาติอัจฉริยะ โดยเริ่มจากการบูรณาการงานด้านดิจิทัลของกระทรวงการคลัง และกระทรวงการสื่อสารและสารสนเทศ รวมทั้งจัดตั้งกลุ่ม Engineering Project ที่รวบรวมวิศวกรคอมพิวเตอร์ชั้นนำมาพัฒนาซอฟต์แวร์ ต่อมาจึงได้จัดตั้ง สำนักงานชาติอัจฉริยะและรัฐบาลดิจิทัล (Smart Nation and Digital Government Office – SNDGO) ภายใต้สำนักงานนายกรัฐมนตรี เพื่อรับผิดชอบด้านรัฐบาลดิจิทัลโดยเฉพาะ ควบคู่ไปกับกระทรวงการสื่อสารและสารสนเทศดูแลด้านเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล โดยจนถึงปัจจุบัน ได้ขับเคลื่อนโครงการไปแล้วกว่า 2,500 โครงการ

การผสานศาสตร์เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรม

รัฐบาลสิงคโปร์ตระหนักว่า ปัจจัยสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลคือทรัพยากรบุคคล โดยเฉพาะวิศวกรที่แม้จะเก่งด้านนวัตกรรม แต่มักขาดพื้นฐานทางสังคมศาสตร์ ทำให้การสร้างสรรค์นโยบายเพื่อแก้ปัญหาสังคมอาจยังไม่ตอบโจทย์ รัฐบาลจึงมุ่งประสานคน 2 กลุ่ม คือ วิศวกรกับนักสังคมศาสตร์เข้าด้วยกัน เกิดเป็นการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาใหม่ ๆ เช่น มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) ได้จัดตั้งวิทยาลัยการออกแบบและวิศวกรรม (College of Design and Engineering) โดยควบรวมคณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะการออกแบบและสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน

ผลผลิตด้านนวัตกรรมของ SNDGO เน้น 3 ด้านหลัก ได้แก่

  1. ประโยชน์ (Impact) ต่อประชาชน
  2. การจัดทำบริการที่คำนึงถึงประชาชนและภาคธุรกิจในสัดส่วนที่เท่ากัน
  3. ธรรมาภิบาล (Governance)

โดยมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับทั้งกระทรวงด้านเศรษฐกิจและกระทรวงด้านสังคม เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ทางเทคโนโลยีที่ให้บริการประชาชนได้อย่างตรงจุด

โครงสร้างพื้นฐานและบริการดิจิทัลที่สำคัญ

ผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมจากการวางรากฐานในช่วงทศวรรษแรก ได้แก่

  • ระบบบริการประชาชนดิจิทัล (SingPass) พัฒนาโดย GovTech เริ่มให้บริการเต็มรูปแบบตั้งแต่ปี 2561 เป็นแอปพลิเคชันที่รวมบริการดิจิทัลของรัฐและเอกชนไว้ในที่เดียว ทั้งการยืนยันตัวตน (Digital ID) การยื่นภาษี ขอใบอนุญาต ยื่นเอกสารกองทุน ไปจนถึงบริการธนาคารพาณิชย์ โดยมีความปลอดภัยสูงผ่านระบบยืนยันตัวตน 2 ขั้นตอน (2FA) และเทคโนโลยีชีวมิติ (จดจำลายนิ้วมือและใบหน้า)
  • ระบบบริการดิจิทัลสำหรับภาคธุรกิจ (GoBusiness) แพลตฟอร์มศูนย์กลางให้คำแนะนำและอำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจแบบเฉพาะราย (Personalized help) รวบรวมบริการภาครัฐกว่า 300 รายการ มีบริการให้คำปรึกษาออนไลน์ (e-Adviser) และการขอใบอนุญาตต่าง ๆ แบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ
  • แพลตฟอร์มสนับสนุนอื่น ๆ เว็บไซต์ Business Grants Portal สำหรับเป็นศูนย์รวมข้อมูลการขอรับทุนจากรัฐบาล และ Bizfile+ โดย ACRA ซึ่งเป็นฐานข้อมูลของธุรกิจที่จดทะเบียนในสิงคโปร์ทั้งหมดกว่า 565,000 ราย

ก้าวต่อไปกับวิสัยทัศน์ “Smart Nation 2.0”

ต่อยอดจากวิสัยทัศน์ Smart Nation 1.0 ซึ่งได้วางรากฐานและลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้สิงคโปร์มาตลอด 10 ปี เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567 นายลอเรนซ์ หว่อง (Lawrence Wong) นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ประกาศเปิดตัว “Smart Nation 2.0”

วิสัยทัศน์ใหม่นี้ตั้งเป้าเพิ่มความชัดเจนและใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับผลกระทบของเทคโนโลยีต่อสังคม และความจำเป็นในการรักษาค่านิยมร่วมกันของชาติ (Shared Values) ซึ่งขับเคลื่อนภายใต้ 3 เป้าหมายสำคัญ ได้แก่

1. ความเชื่อมั่น (Trust)

มุ่งสร้างชาติอัจฉริยะที่ประชาชนสามารถไว้วางใจได้อย่างแท้จริง โดยเน้นการเสริมความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้มีความมั่นคงและยืดหยุ่นมากขึ้นยกระดับการรับมือกับภัยคุกคามออนไลน์ เช่น การหลอกลวง (Scams) และการกลั่นแกล้ง (Cyberbullying) และออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยออนไลน์โดยเฉพาะ

เครื่องมือสำคัญด้านความมั่นคงปลอดภัยทางดิจิทัล

  • Singpass ตัวตนดิจิทัล (Digital ID) แห่งชาติที่ปลอดภัยสำหรับการเข้าถึงบริการภาครัฐและเอกชน ช่วยปกป้องข้อมูลและลดความซับซ้อนในการทำธุรกรรมผ่านการล็อกอินด้วยข้อมูลชีวมิติ (Biometrics) หรือระบบยืนยันตัวตน 2 ขั้นตอน (2FA)
  • SATIS (System for Automated Threat Intelligence and Scams) ใช้ AI ในการปกป้องผู้ใช้จากการหลอกลวงออนไลน์ โดยจะสแกนเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง เพื่อระบุไซต์ต้องสงสัยและทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสกัดกั้น
  • ScamShield พัฒนาโดยรัฐบาลสิงคโปร์เพื่อเป็นโปรแกรมครบวงจรในการต่อต้านการหลอกลวง นอกจากการบล็อกสายเรียกเข้าและ SMS หลอกลวงแล้ว ผู้ใช้ยังสามารถตรวจสอบข้อความ เบอร์โทรศัพท์ และลิงก์เว็บไซต์ต้องสงสัยผ่านแอปพลิเคชันก่อนทำการแจ้งความได้ รวมถึงสามารถแจ้งความโดยการอัปโหลดภาพหน้าจอ พร้อมบริการสายด่วนช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง

2. การเติบโต (Growth)

เตรียมความพร้อมของแรงงานและภาคธุรกิจให้สามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ถูกนำมาใช้เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการวิจัย ตลอดจนพัฒนาทักษะดิจิทัลของคนรุ่นใหม่ผ่านการศึกษา การอบรมครู และการสร้างหลักสูตรใหม่ เพื่อให้เยาวชนสามารถเติบโตในโลกดิจิทัลได้อย่างมีศักยภาพ

โครงการริเริ่มสำคัญของ GovTech เพื่อขับเคลื่อนการเติบโต

  • SG Tech Stack (SGTS) แพลตฟอร์มที่ช่วยเสริมศักยภาพให้หน่วยงานรัฐในการสร้างบริการดิจิทัลที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ รวบรวมเครื่องมือสำเร็จรูปและแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด เพื่อลดความซับซ้อน ลดต้นทุน และเร่งรัดการพัฒนาบริการออกสู่ประชาชน
  • GoBusiness ประตูสู่ธุรกิจแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (One-stop platform) รวบรวม e-services ของรัฐกว่า 120 รายการ พร้อมที่ปรึกษาออนไลน์ (e-advisers) กว่า 200 รายการ เพื่อให้คำแนะนำแบบเฉพาะบุคคลและทำให้เส้นทางการทำธุรกิจง่ายขึ้น
  • Career Kaki โค้ชอาชีพส่วนตัวที่ขับเคลื่อนด้วย AI ให้คำแนะนำด้านงาน หลักสูตร และแหล่งข้อมูลที่ปรับแต่งให้เข้ากับโปรไฟล์ของผู้ใช้โดยเฉพาะ รวมถึงให้คำปรึกษาด้านเส้นทางอาชีพและการสมัครงาน
  • SMEs Go Digital โครงการช่วยเหลือ SME ในการปรับตัวสู่ดิจิทัล โดยให้การสนับสนุนและทรัพยากรในการนำโซลูชันเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ เพื่อปรับปรุงการดำเนินงานและขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ

3. ชุมชน (Community)

สร้างสังคมดิจิทัลที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีและการเรียนรู้ทักษะดิจิทัลสำหรับประชาชนทุกกลุ่ม ควบคู่กับการรักษาบริการแบบดั้งเดิมสำหรับผู้ที่ยังไม่พร้อมใช้เทคโนโลยี ตลอดจนใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยงผู้คน สืบสานวัฒนธรรม และเสริมสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสังคม

การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน (Strengthening Community)

  • โครงการ Digital for Life (DfL) เป็นโครงการขับเคลื่อนระดับชาติที่ส่งเสริมความรอบรู้ทางดิจิทัล (Digital literacy) การเข้าถึงอย่างเท่าเทียมและการอยู่ร่วมกัน นำเสนอโปรแกรมสอนทักษะทางเทคโนโลยี สนับสนุนการใช้งานออนไลน์อย่างปลอดภัย และช่วยสร้างสมดุลที่ดีระหว่างการใช้ชีวิตในโลกดิจิทัลและโลกออฟไลน์
  • เปิดพื้นที่ให้ชุมชนร่วมสร้าง (Co-creation) รัฐบาลสนับสนุนให้ประชาชนและคนในชุมชนเข้ามา “ร่วมคิด ร่วมทำ” กับภาครัฐ แทนที่จะให้รัฐเป็นผู้แก้ปัญหาฝ่ายเดียว รัฐจะเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่นำเสนอไอเดียและร่วมกันพัฒนาเครื่องมือดิจิทัลใหม่ ๆ เพราะคนในชุมชนย่อมเข้าใจปัญหาของตัวเองดีที่สุด การจับมือกันทำงานนี้จึงช่วยให้ได้เทคโนโลยีที่นำไปแก้ปัญหาสังคมได้ตรงจุดและยั่งยืน

สรุป

หาก Smart Nation 1.0 คือการสร้างโครงสร้างและระบบ (Build and Deploy) วิสัยทัศน์ Smart Nation 2.0 ก็คือการมุ่งเน้นไปที่ผู้คน สังคม และความปลอดภัย (People, Society, and Security) เพื่อให้เทคโนโลยีสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวสิงคโปร์ได้อย่างยั่งยืนและปลอดภัยในยุคต่อไป


ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์


ข้อมูลอ้างอิง