ไทย-สิงคโปร์ เดินหน้าขยาย DR Linkage เสริมศักยภาพตลาดทุนข้ามพรมแดน ขยายโอกาสให้นักลงทุน

ไทยและสิงคโปร์ได้ดำเนินความร่วมมือภายใต้ “Thailand-Singapore Depository Receipts – DR Linkage” โดยเมื่อเดือนพฤษภาคม 2566 ไทยได้เข้าจดทะเบียนตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์สิงคโปร์ (Singapore Depository Receipts – SDRs) จำนวน 3 บริษัท ได้แก่ (1) บริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) (2) บริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) (3) บริษัท ปตท. สำรวจ และผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) ขณะที่ Singapore Airlines ได้เข้าจดทะเบียนตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ไทย (Depository Receipt – DR) เมื่อเดือนกันยายน 2566

เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2567 ไทยได้จดทะเบียนตราสารแสดงสิทธิในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (Singapore Exchange – SGX) เพิ่มอีก 5 บริษัท ได้แก่ (1) Advanced Info Service (AIS) บริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุดของไทย ซึ่ง Singtel ถือหุ้นอยู่ ร้อยละ 23 โดยรหัสหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ คือ TADD (2) Delta Electronics ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งได้รับประโยชน์จากการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าและ Data Centre โดยรหัสหลักทรัพย์ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ คือ TDED (3) Gulf Energy Development หนึ่งในผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่ที่สุด ในประเทศไทย ครอบคลุมทั้งพลังงานแบบดั้งเดิม และพลังงานหมุนเวียน โดยรหัสหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ คือ TGED (4) ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารผู้ให้บริการสินเชื่อสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และเป็นผู้เล่นหลักในกลุ่มลูกค้าที่มีความมั่งคั่งสูง โดยรหัสหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ คือ TKKD (5) Siam Cement Group (SCG) กลุ่มบริษัทอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งครอบคลุมธุรกิจปูนซีเมนต์ วัสดุก่อสร้าง เคมีภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ โดยรหัสหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ คือ TSCD การขยายความร่วมมือครั้งนี้ ส่งผลให้ไทยมีจำนวน SDRs ทั้งหมดรวม 8 บริษัท

สืบเนื่องจาก ปี 2566 มีการเปิดตัว DR ของ Singapore Airlines (SIA) ในประเทศไทย โดยใช้ชื่อหลักทรัพย์ SIA19 ซึ่งได้รับผลตอบรับอย่างดี ทำให้ในปี 2667 สิงคโปร์จึงได้ขยายความร่วมมือ โดยการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย (The Stock Exchange of Thailand – SET) เพิ่มอีก 8 หลักทรัพย์ ได้แก่ (1) SINTEL80 จากบริษัท Singtel ผู้ประกอบธุรกิจด้านโทรคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในอาเซียน (2) STEG19 จากบริษัท ST Engineering บริษัทด้านอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ (3) VENTURE19 จากบริษัท Venture Corp บริษัทเทคโนโลยี (4) THAIBEV19 จากบริษัท Thai Beverage ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งดำเนินธุรกิจใน 90 ประเทศทั่วโลก (5) UOB19 จากบริษัท United Overseas Bank ธนาคาร ให้บริการทางการเงิน มีสาขา 500 แห่งใน 19 ประเทศทั่วโลก (6) DBS19 จากบริษัท DBS Group Holdings ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีเครือข่ายครอบคลุม 19 ตลาดทั่วโลก (7) INDIAESG19 อ้างอิง iShares MSCI India Climate Transition ETF เน้นลงทุนในบริษัทในประเทศอินเดียที่กำลังปรับตัวเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (8) GOLD19 อ้างอิงกองทุน SPDR Gold Shares ETF ทองคำขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีการถือครองทองคำจริง มีการซื้อขายในหลายประเทศ เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ และ เม็กซิโก เป็นต้น

มุมมองจากผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง

นาง Serene Cai หัวหน้าฝ่ายการซื้อขายหลักทรัพย์ของ SGX Group กล่าวว่า บริษัทไทยเหล่านี้ เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมของตนและอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์จากแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล SDRs ทั้ง 8 บริษัทนี้รวมกันคิดเป็นมูลค่ามากกว่าร้อยละ 40 ของดัชนีชี้วัด SET50 ซึ่งติดตามการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น 50 อันดับแรกที่มีมูลค่าสูงสุดในตลาดหลักทรัพย์ไทย นาย Gerald Wong ประธานกรรมการบริหารของแพลตฟอร์มที่ปรึกษาการลงทุน Beansprout กล่าวว่า การลงทุนใน SDRs ของไทยช่วยเพิ่มตัวเลือกการลงทุนในบริษัทที่ไม่มีในตลาดสิงคโปร์ เช่น บริษัทสำรวจและผลิตน้ำมันขนาดใหญ่ และนายสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ ประธานกรรมการบริหารของ AIS มองว่า การจดทะเบียน SDRs ของ AIS ใน SGX นี้ช่วยสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้นักลงทุนในสิงคโปร์และเปิดช่องทางที่สะดวกในการเข้าถึงการเติบโตของบริษัท


ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์


แหล่งที่มาข้อมูล/ภาพ