ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์ (BIC) ได้นำเสนอความเคลื่อนไหวของตลาดโปรตีนทางเลือกในสิงคโปร์ให้ผู้อ่านมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากในช่วงปี 2563 เป็นต้นมา ตลาดนี้กำลังขยายตัวอย่างคึกคัก ทั้งจากการสนับสนุนของรัฐบาลสิงคโปร์ผ่านแผน 30 by 30 ซึ่งมุ่งเน้นด้านความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงเทรนด์การบริโภคเพื่อสุขภาพ การคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน

หนึ่งในพัฒนาการที่น่าสนใจในปี 2567 คือการที่สำนักงานอาหารแห่งสิงคโปร์ (Singapore Food Agency: SFA) ได้อนุญาตให้บริโภคแมลงเป็นแหล่งโปรตีนทางเลือก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวิธีในการพัฒนาอาหารโปรตีนทางเลือกที่มีต้นทุนการผลิตต่ำและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายในเรื่องการปรับตัวและการลดต้นทุนการผลิต ด้วยพัฒนาการเหล่านี้ ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์ (BIC) จึงขอแบ่งปันข้อมูลและชี้ช่องทางให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในโอกาสทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจากตลาดโปรตีนทางเลือกในสิงคโปร์

การสนับสนุนจากภาครัฐบาล

ตั้งแต่ปี 2563 SFA ได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานขับเคลื่อนการพัฒนาโปรตีนทางเลือกในสิงคโปร์ โดยร่วมมือกับ Agency for Science, Technology and Research (A*STAR) และได้รับงบประมาณถึง 144 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาโปรตีนจากพืช (Plant-Based Protein) และยังได้มอบเงินทุนกว่า 23 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ให้กับ 12 โครงการภายใต้โครงการวิจัยอาหาร Singapore Food Story R&D Programme ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับการผลิตโปรตีนทางเลือก รวมถึงการแก้ปัญหาการเลี้ยงสัตว์น้ำในเขตร้อนและการเกษตรในเมือง

ในปี 2565 สิงคโปร์ได้ลงทุนเพิ่มเติมอีก 165 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เพื่อวิจัยและพัฒนาอาหารสำหรับชุมชนเมืองที่ยั่งยืน (Sustainable Urban Food) และอาหารแห่งอนาคต (Future Food) โดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีเพาะเลี้ยงเนื้อสัตว์จากเซลล์ (Cell-based Meat) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการผลิตโปรตีนที่ไม่ต้องใช้การเลี้ยงสัตว์แบบดั้งเดิม และล่าสุดในปี 2567 สิงคโปร์ได้อนุญาตการบริโภคแมลงเป็นแหล่งโปรตีนทางเลือก ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่ง แนวทางการพัฒนาอาหารโปรตีนทางเลือกที่มีต้นทุนการผลิตต่ำและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ เนื้อสัตว์เพาะเลี้ยงในห้องแล็ป (Lab-Grown Meat) ยังได้รับการยอมรับจากสภาศาสนาอิสลามแห่งสิงคโปร์ (Majlis Ugama Islam Singapura – MUIS) ว่าสามารถบริโภคได้หากผลิตจากเซลล์ของสัตว์ที่เป็นฮาลาล

นวัตกรรมอาหารโปรตีนทางเลือกในสิงคโปร์

ในปัจจุบัน สิงคโปร์ถือเป็นผู้นำในด้านนวัตกรรมอาหาร โดยการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้มีมูลค่ามากกว่า 317 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีสตาร์ทอัพด้านโปรตีนทางเลือกมากกว่า 60 รายที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในประเทศ สามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ได้แก่

  1. โปรตีนจากพืช (Plant-Based Protein) จำนวนสตาร์ทอัพในด้านโปรตีนจากพืชเพิ่มขึ้นกว่า 40 แห่ง ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะประสบปัญหาต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น แต่ผู้บริโภคยังคงมีความต้องการในนวัตกรรมใหม่ ๆ เช่น ไข่จากพืชที่พัฒนาโดย Agrocorp International และ Float Foods ซึ่งช่วยตอบสนองความต้องการด้านอาหารที่ยั่งยืนและดีต่อสุขภาพ
  2. โปรตีนจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Cell-Based Protein) สิงคโปร์เป็นประเทศแรกของโลกที่อนุมัติการจำหน่ายเนื้อเพาะเลี้ยง (Cultivated Meat) โดยบริษัท Good Meat และ Upside Foods ได้รับอนุมัติให้จำหน่ายผลิตภัณฑ์เนื้อเพาะเลี้ยงในตลาด อีกทั้งในปี 2566 สิงคโปร์ได้เปิดตัวศูนย์นวัตกรรมเนื้อสัตว์ไฮบริดแห่งแรกของโลก โดยบริษัทMeatable และบริษัท Love Handle ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาเนื้อที่ผลิตจากเซลล์ที่ยั่งยืน
  3. แมลงและโปรตีนจากแมลง (Insect Protein) SFA ได้อนุมัติการจำหน่ายและการบริโภคแมลง 16 ชนิดในสิงคโปร์ และมีร้านอาหาร เช่น House of Seafood และ Fura ที่เริ่มเสิร์ฟเมนูที่ทำจากแมลง ซึ่งเป็นทางเลือกที่ยั่งยืนและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง
  4. ผงโปรตีนจากอากาศ (Solein) สิงคโปร์เป็นประเทศแรกของโลกที่อนุญาตให้จำหน่ายผงโปรตีนที่ผลิตจากก๊าซในอากาศ โดยมีบริษัท Solar Foods จากฟินแลนด์เป็นผู้บุกเบิกนวัตกรรมนี้ ซึ่งนับเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยกระบวนการผลิตโปรตีนจากอากาศแทนการใช้ทรัพยากรธรรมชาติแบบดั้งเดิม ซึ่งศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์ได้เคยรายงานไว้ในบทความสิงคโปร์อนุญาตให้ขายผงโปรตีนที่ผลิตจาก “ก๊าซในอากาศ” เป็นประเทศแรกและเทรนด์การเติบโตของโปรตีนทางเลือกในสิงคโปร์ที่น่าจับตามอง

ความท้าทายของอุตสาหกรรมเนื้อเพาะเลี้ยงในสิงคโปร์และแนวทางการปรับตัว

อุตสาหกรรมเนื้อเพาะเลี้ยงในสิงคโปร์เผชิญกับปัญหาหลัก ๆ ในเรื่องต้นทุนการผลิตที่สูง โดยสารที่จำเป็น สำหรับการเลี้ยงเซลล์ เช่น Fetal Bovine Serum (FBS) ยังคงมีราคาสูง อีกทั้งยังมีความช้าในการขยายกระบวนการผลิต ซึ่งทำให้ราคาของเนื้อเพาะเลี้ยงสูงเกินไป (มากกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัม) และไม่สามารถแข่งขันกับเนื้อสัตว์ทั่วไปที่มีต้นทุนต่ำกว่าได้ เป็นผลให้ผู้ประกอบการหลายรายต้องปรับตัว อาทิ บริษัท Eat Just จากสหรัฐฯ ที่หยุดการผลิตเนื้อเพาะเลี้ยงที่โรงงานในสิงคโปร์ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2567 และร้านอาหาร Huber’s Butchery ที่เป็นร้านอาหารแห่งแรกในสิงคโปร์ที่เสิร์ฟเนื้อเพาะเลี้ยงได้ระงับเมนูดังกล่าวตั้งแต่เดือนธันวาคม 2566

อย่างไรก็ตาม สตาร์ทอัพในอุตสาหกรรมยังคงพยายามหาวิธีลดต้นทุนการผลิตเพื่อแข่งขันในตลาดที่มีการแข่งขันสูง อาทิ การพัฒนาเนื้อผสมพืชที่มีส่วนผสมของเนื้อเพาะเลี้ยงเพียงร้อยละ 3 เพื่อลดต้นทุนการผลิต ซึ่งทำให้ Eat Just สามารถเสนอผลิตภัณฑ์ในราคาที่ไม่สูงจนเกินไปและเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น หรือการควบรวมกิจการเพื่อลดต้นทุนในการผลิตและพัฒนาเทคโนโลยีที่จะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตอบสนองต่อความต้องการของตลาดในวงกว้างได้มากขึ้น ดังเช่นที่บริษัท Shiok Meats ได้ควบรวมกิจการกับ Umami Bioworks เมื่อเดือนธันวาคม 2566

การพัฒนาเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มกำลังการผลิตและลดต้นทุนถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้สตาร์ทอัพในอุตสาหกรรมเนื้อเพาะเลี้ยงสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว และสร้างโอกาสให้ผลิตภัณฑ์เนื้อเพาะเลี้ยง
เข้าสู่ตลาดได้ในปริมาณมากขึ้น พร้อมทั้งตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคในตลาดอาหารที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

Shiok Meats พัฒนาอาหารทะเลเพาะเลี้ยงจากเซลล์ ควบรวมกิจการกับ Umami Bioworks
ภาพเนื้อไก่เพาะเลี้ยงถูกสร้างโดยตรงจากเซลล์สัตว์จาก Eat Just
แหล่งข้อมูล: https://www.straitstimes.com/singapore/environment/worlds-first-cell-cultured-chicken-likely-to-be-at-restaurants-in-singapore
ภาพผงโปรตีนอากาศ (Solein) แหล่งข้อมูล: https://solarfoods.com/solein/

เทรนด์อาหารอนาคตจากรายงาน Menu 2033: The Future of Food และโอกาสของผู้ประกอบการไทย

จากรายงาน Menu 2033: The Future of Food ที่จัดทำโดย Synthesis Futures คาดการณ์ว่า โปรตีนทางเลือกจะยังคงได้รับความสนใจอย่างมาก โดยมี 4 ประเภทที่จะได้รับความสนใจในปี 2576 (ค.ศ. 2033) ได้แก่ โปรตีนจากพืช (Plant Power) มีรสชาติและเนื้อสัมผัสที่คล้ายคลึงกับเนื้อสัตว์ดั้งเดิมและราคาที่สามารถแข่งขันได้ เนื้อเพาะเลี้ยง (Cultivated Meat) มีราคาที่เข้าถึงได้ โปรตีนจากแหล่งอื่นๆ ที่มีผลกระทบต่ำต่อสิ่งแวดล้อม (Balancing Biomass) เช่น โปรตีนจากแมลงและสัตว์ทะเลจะมีความหลากหลายมากขึ้น และการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ (Meatyverse) ในการปรับปรุงกระบวนการผลิตเนื้อจะได้รับความนิยมสูงขึ้น

ประเทศไทยมีโอกาสในการขยายตลาดอาหารทางเลือก โดยเฉพาะโปรตีนจากแมลงซึ่งอยู่ในหมวด Balancing Biomass อาหารแห่งอนาคตที่สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรและสอดคล้องกับแนวโน้มการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากประเทศไทยมีสภาพภูมิอากาศเหมาะสมและสามารถเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจได้เกือบ 200 ชนิด การพัฒนาอุตสาหกรรมนี้จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรและเสริมสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นให้ยั่งยืน

สิงคโปร์เพิ่งจะอนุญาตให้บริโภคแมลงเป็นแหล่งโปรตีนทางเลือกเมื่อปี 2567 จึงทำให้ในปัจจุบัน ตลาดอาหารจากแมลงยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้นและยังไม่แพร่หลายมากนัก โดยยังคงมีจำนวนผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์จากแมลงค่อนข้างจำกัด ทั้งนี้ บริษัท Insect Food Pte Ltd เป็นผู้จัดจำหน่ายและนำเข้าอาหารจากแมลงสำหรับการบริโภคของมนุษย์รายแรกในสิงคโปร์ ซึ่งเปิดตัวผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดในหลากหลายรสชาติ เช่น รสชีส รสต้นตำรับ รสไข่เค็ม นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์ผงโปรตีนจากจิ้งหรีดและตัวอ่อนแมลง (mealworms) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการขยายตลาดอาหารจากแมลงในอนาคตในสิงคโปร์ แม้ปัจจุบันจะยังไม่ค่อยพบผลิตภัณฑ์จากแมลงในซุเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ แต่ตลาดนี้มีโอกาสในการเติบโตเนื่องจากมีแนวโน้มที่ผู้บริโภคจะเริ่มรับรู้และเปิดรับอาหารทางเลือกที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การเข้าตลาดสิงคโปร์จึงเป็นโอกาสสำคัญสำหรับธุรกิจไทยในการนำเสนอผลิตภัณฑ์จากแมลง ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความหลากหลายให้กับตลาดและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่สนใจในอาหารเพื่อสุขภาพและความยั่งยืน


ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์


ข้อมูลอ้างอิง