สิงคโปร์ยังคงดำเนินการตามแผนแม่บท Singapore Green Plan 2030 อย่างเข้มข้น โดยในเดือนพฤษภาคม 2568 สิงคโปร์ได้เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนในระบบการผลิตไฟฟ้าได้ถึงร้อยละ 2.58 ซึ่งถือว่าแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากการเพิ่มการนำเข้าไฟฟ้าพลังงานสะอาดจากต่างประเทศและการเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ภายในประเทศที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ข้อมูลจากตลาดไฟฟ้าแห่งชาติสิงคโปร์ (National Electricity Market of Singapore) ระบุว่า ในเดือนพฤษภาคม 2568 การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ภายในประเทศ เติบโตในอัตราสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2567 ขณะเดียวกัน การนำเข้าไฟฟ้าหมุนเวียนก็เพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่สามติดต่อกัน และแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 2 ปี

ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2568 สิงคโปร์นำเข้าไฟฟ้าพลังงานสะอาดจำนวน 122.7 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง คิดเป็นร้อยละ 0.52 ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ซึ่งถือเป็นความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วที่ยังไม่มีการนำเข้าไฟฟ้าพลังงานสะอาด โดยเพิ่งเริ่มนำเข้าครั้งแรกในไตรมาสสุดท้ายของปี 2567

Singapore Green Plan 2030 คืออะไร

Singapore Green Plan 2030 เป็นแผนแม่บทด้านความยั่งยืนระดับชาติของสิงคโปร์ เพื่อผลักดันวาระแห่งชาติด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน และรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรมภายในปี 2593 (ค.ศ. 2050) ตามกรอบความร่วมมือระดับโลกขององค์การสหประชาชาติ (United Nations – UN) ว่าด้วยวาระการพัฒนาอย่างยั่งยืนปี 2573 (ค.ศ. 2030) และความตกลงปารีส (Paris Agreement) โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนในพลังงานสะอาด พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการส่งเสริมรูปแบบการใช้ชีวิตที่ยั่งยืนในทุกมิติ แผนแม่บทฉบับนี้ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนภายในระยะเวลา 10 ปี โดยเน้นการลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังใน 5 ด้านหลัก ได้แก่

  1. เมืองในธรรมชาติ (City in Nature) เพิ่มพื้นที่สีเขียวและสวนสาธารณะให้ประชาชนเข้าถึงธรรมชาติได้ใกล้บ้านมากขึ้น เช่น ตั้งเป้าปลูกต้นไม้เพิ่มอีก 1 ล้านต้นทั่วประเทศและทุกครัวเรือนจะเดินไปสวนสาธารณะภายในเวลาไม่เกิน 10 นาที ภายในปี 2573
  2. การปรับเปลี่ยนพลังงาน (Energy Reset) เพิ่มการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ระบบกักเก็บพลังงาน และเทคโนโลยีไฟฟ้าที่สะอาดขึ้น เช่น ติดตั้งระบบผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ 1.5 กิกะวัตต์พีค (GWp) ภายในปี 2568 และ 2 กิกะวัตต์พีค ภายในปี 2573
  3. การใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน (Sustainable Living) ลดขยะและลดการใช้น้ำในครัวเรือน ส่งเสริมการใช้ชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น ลดปริมาณขยะฝังกลบลงอย่างน้อยร้อยละ 20 ภายในปี 2569 และร้อยละ 30 ภายในปี 2573
  4. เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม เช่น สิงคโปร์ตั้งเป้าเป็นจุดหมายการท่องเที่ยวยั่งยืน ศูนย์กลางบริการและตลาดคาร์บอนของเอเชีย และศูนย์กลางการพัฒนานวัตกรรมด้านความยั่งยืนระดับภูมิภาค ภายในปี 2573
  5. อนาคตที่ยืดหยุ่น (Resilient Future) เตรียมความพร้อมรับมือกับสภาวะอากาศสุดขั้วและผลกระทบระยะยาวจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เช่น จัดทำแผนป้องกันชายฝั่งสำหรับเมืองชายฝั่งตะวันออกเมืองชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือ และเกาะจูร่ง และเพิ่มการผลิตอาหารในประเทศร้อยละ 30 ของความต้องการบริโภคภายในประเทศภายในปี 2573

ในด้านพลังงาน สิงคโปร์ตั้งเป้าที่จะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้ได้ถึง 2 กิกะวัตต์พีค ภายในปี 2573 ควบคู่กับการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน 200 เมกะวัตต์ และการนำเข้าไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานสะอาดจากต่างประเทศ ขณะเดียวกันยังปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าในประเทศให้ทันสมัยและปล่อยคาร์บอนน้อยลง เพื่อยกระดับความมั่นคงทางพลังงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

นอกจากนี้ แผนแม่บทนี้ยังให้ความสำคัญด้านอื่น ๆ ด้วย เช่น ด้านโครงสร้างพื้นฐานและอาคาร โดยลดการใช้พลังงานในที่อยู่อาศัยสาธารณะลงร้อยละ 15 ตั้งเป้าให้อาคารทั้งหมดร้อยละ 80 เป็นอาคารสีเขียวและโรงเรียนอย่างน้อยร้อยละ 20 กลายเป็นโรงเรียนที่มีคาร์บอนเป็นศูนย์ (carbon neutral) ภายในปี 2573 และตั้งแต่ปี 2573 ร้อยละ 80 ของอาคารใหม่ต้องเป็นอาคารที่ใช้พลังงานต่ำมาก (Super Low Energy) และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงในด้านยานพาหนะพลังงานสะอาดและการขนส่ง สิงคโปร์มุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนผ่านระบบขนส่งให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเพิ่มสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าทั่วประเทศจาก 28,000 จุดเป็น 60,000 จุดภายในปี 2573 ลานจอดรถในโครงการที่อยู่อาศัยของรัฐ (HDB) ทุกแห่งจะต้องติดตั้งจุดชาร์จ EV ภายในปี 2568 ตลอดจนกำหนดให้รถยนต์ใหม่ทุกคันที่จดทะเบียนตั้งแต่ปี 2573 เป็นต้นไป ต้องเป็นรถที่ใช้พลังงานสะอาดเท่านั้น เป็นต้น

ภาพรวมด้านพลังงานไฟฟ้าและความร่วมมือด้านการซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดนของสิงคโปร์

ปัจจุบัน สิงคโปร์ยังคงพึ่งพาโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติถึงร้อยละ 95 ของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดในประเทศ อย่างไรก็ดี แม้สิงคโปร์จะมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรธรรมชาติในการผลิตพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศ แต่รัฐบาลมีเป้าหมายนำเข้าพลังงานสะอาดให้ได้ถึง 6 กิกะวัตต์ ภายในปี 2578 หรือประมาณหนึ่งในสามของความต้องการพลังงานในประเทศ เพื่อรองรับการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นจากภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะจากศูนย์ข้อมูล (Data Centers) ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว การค้าพลังงานไฟฟ้าข้ามประเทศจึงถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลของภูมิภาค โดยเฉพาะในช่วงที่ความต้องการไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ ปัจจุบัน สิงคโปร์มีข้อตกลงการซื้อขายไฟฟ้าที่ดำเนินการกับประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่

  1. โครงการ LTMS (Lao PDR–Thailand–Malaysia–Singapore) ขนาด 200 เมกะวัตต์
  2. โครงการนำร่อง ENEGEM (Energy Exchange Malaysia) ขนาด 50 เมกะวัตต์ ร่วมกับการไฟฟ้าแห่งชาติมาเลเซีย (Tenaga Nasional Berhad)

อย่างไรก็ดี การขยายโครงการ LTMS ยังอยู่ระหว่างการเจรจา โดยหน่วยงานพลังงานของสิงคโปร์ (Energy Market Authority – EMA) ระบุว่า อยู่ระหว่างรอให้ไทยสรุปเงื่อนไขเรื่องค่าใช้จ่ายในการส่งผ่านพลังงานไฟฟ้าผ่านระบบสายส่งระหว่างประเทศ เพื่อให้สามารถดำเนินการตามข้อตกลงพหุภาคีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อนึ่ง ไทยและสิงคโปร์ได้ลงนามข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านคาร์บอนเครดิต (Agreement on Carbon Credit Collaboration) เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายเพื่อถ่ายโอนผลการลดก๊าซเรือนกระจก (ITMOs) ตามเป้าหมาย NDCs ของไทย ช่วยให้สิงคโปร์เดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 พร้อมเปิดโอกาสการลงทุนสีเขียวในไทย โดยกำหนดกลไกป้องกันการนับซ้ำ (Double Counting) การทำ Corresponding Adjustment และจำกัดสิทธิซื้อเฉพาะโครงการที่ตกลงร่วมกับสิงคโปร์ ทั้งนี้ ข้อตกลงนี้นับเป็นฉบับที่ 8 ของสิงคโปร์และเป็นฉบับแรกในอาเซียนซึ่งจะช่วยสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดคาร์บอนในภูมิภาค

ข้อสังเกตและข้อมูลเพิ่มเติม

ความคืบหน้าล่าสุดนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของสิงคโปร์ในการมุ่งหน้าสู่ระบบพลังงานที่ยั่งยืน โดยใช้การสร้างเครือข่ายพลังงานระดับภูมิภาคเพื่อสนับสนุนเป้าหมายด้านพลังงานสะอาดของประเทศอย่างแท้จริง ทั้งนี้ สิ่งสำคัญคือการมีส่วนร่วมของภาคทุกส่วน ทั้งภาคประชาชน ธุรกิจ ภาคการศึกษาและองค์กรต่าง ๆ ที่ร่วมมือกันเพื่อสร้างบ้านเมืองที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและน่าอยู่ยิ่งขึ้น สะท้อนวิสัยทัศน์ในการเป็นผู้นำด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาคของสิงคโปร์

ไทยสามารถนำแนวทางจาก Singapore Green Plan 2030 มาเป็นต้นแบบในการขับเคลื่อนความยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการกำหนดเป้าหมายพลังงานสะอาดที่ชัดเจน เช่น การเพิ่มสัดส่วนพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงาน การส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าควบคู่กับการขยายจุดชาร์จทั่วประเทศ การพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การก่อสร้างอาคารประหยัดพลังงาน และการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเขตเมือง ควบคู่กับการบังคับใช้นโยบายอย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายสิ่งแวดล้อมและก้าวสู่ความเป็นสังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน


ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์


แหล่งข้อมูล