
DITP: สิงคโปร์เปิดตัวฟาร์มแนวตั้งในอาคารที่สูงที่สุดในโลก ขับเคลื่อนด้วย AI และระบบอัตโนมัติ
เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 บริษัท Greenphyto ได้เปิดดำเนินการฟาร์มไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ
ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหุ่นยนต์การผลิตขั้นสูง โครงการดังกล่าวใช้ระยะเวลาในการวางแผนและพัฒนายาวนานถึง 14 ปี และได้รับการสนับสนุนด้วยสิทธิบัตรด้านนวัตกรรมจำนวน 69 รายการ
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเจริญเติบโตของพืชและลดต้นทุนการผลิต ส่งผลให้ฟาร์มแห่งนี้ดำเนินงานด้วยระบบ AI ระบบหุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติอย่างครบวงจร ฟาร์มตั้งอยู่ในอาคารสูง 5 ชั้น ด้วยมูลค่าการลงทุน 80 ล้านเหรียญสิงคโปร์ บนพื้นที่ 2 เฮกตาร์ (ประมาณ 12.50 ไร่) และมีกำลังการผลิตผักได้สูงสุด 2,000 ตันต่อปีเมื่อเดินเครื่องเต็มกำลัง
ปัจจุบัน ฟาร์มมีกำลังการผลิตอยู่ที่ประมาณ 200 ตันต่อปี โดยได้เริ่มจำหน่ายคะน้าและผักกาดหอมภายใต้แบรนด์ Hydrogreens ตั้งแต่ต้นปี 2568 ผ่านซูเปอร์มาร์เก็ตจำนวน 95 แห่ง รวมถึง FairPrice และ Sheng Siong นอกจากนี้ ยังมีการผลิตผักชนิดอื่น ๆ อาทิ กวางตุ้งญี่ปุ่น (Japanese chye sim) ปวยเล้งอ่อน และอารูกูลา เป็นต้น
การเปิดฟาร์มอย่างเป็นทางการ ซึ่งมีประธานาธิบดีสิงคโปร์ นายธาร์มัน ชันมูการัตนัม เข้าร่วมในพิธี เกิดขึ้นท่ามกลางบริบทที่ฟาร์มแนวตั้งหลายแห่งทั้งในสิงคโปร์และทั่วโลก กำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปริมาณการผลิตที่ลดลงไปจนถึงการยุติกิจการของฟาร์มบางแห่ง1
ความท้าทายที่ส่งผลกระทบต่อฟาร์มแนวตั้งเทคโนโลยีขั้นสูง ได้แก่ ต้นทุนการลงทุนและต้นทุนพลังงานที่สูง
ปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่หยุดชะงักภายหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตลอดจนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่อ่อนตัวลงในช่วงปลายปี 2568 สิงคโปร์ยังได้ยกเลิกเป้าหมายการผลิตอาหารในประเทศภายใต้นโยบาย “30 by 30”
และปรับมาใช้เป้าหมายใหม่ด้านการผลิตผักและโปรตีนภายในปี 25782 โดยแนวทางดังกล่าวมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นเครื่องมือสำคัญ เพื่อทำให้ผักที่ผลิตได้มีต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้ และมีคุณภาพดีกว่าสินค้านำเข้า
แม้ว่าต้นทุนพลังงานที่สูงจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของฟาร์มในอาคารมาโดยตลอด แต่ Greenphyto สามารถนำผลงานวิจัยและพัฒนามาประยุกต์ใช้ เพื่อลดการใช้พลังงานลงได้ถึงร้อยละ 30
โดยฟาร์มได้ร่วมมือกับผู้ผลิตเพื่อพัฒนาไฟ LED ที่ใช้พลังงานน้อยลง และแทนที่จะให้แสงสว่างในระดับเท่ากันกับพืชทุกชนิด ซึ่งก่อให้เกิดการสิ้นเปลืองพลังงานระบบแสงสว่างของฟาร์มสามารถปรับระดับให้เหมาะสมกับต้นกล้
าแต่ละชุด รวมถึงผักที่เจริญเติบโตเต็มที่แล้วได้อย่างเฉพาะเจาะจง
นอกจากนี้ ฟาร์มดำเนินงานในลักษณะ “ผลิตตามคำสั่งซื้อ” (make-to-order) เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียผลผลิต โดยจะเริ่มปลูกผักก็ต่อเมื่อได้รับคำสั่งซื้อจากผู้ค้าปลีกแล้วเท่านั้น ซึ่งรวมถึง ซูเปอร์มาร์เก็ต FairPrice, Sheng Siong, เครือซูเปอร์มาร์เก็ตญี่ปุ่น Meidi-Ya และร้าน Far East Flora อีกสองสาขา
หัวใจสำคัญของ Greenphyto คือห้องปลูกพืชแบบไร้คนควบคุมจำนวน 5 ห้อง โดยแต่ละห้องมีหอปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์จำนวน 2 หอ ความยาวหอละ 118 เมตร และสูง 23.3 เมตร ตรงกลางระหว่างหอคู่ดังกล่าวมีหุ่นยนต์ลักษณะคล้ายเครนสีม่วง ทำหน้าที่ตรวจสอบการเจริญเติบโตของพืช เคลื่อนย้ายถาดต้นกล้าจากห้องข้างเคียง
และจัดวางลงบนชั้นปลูกอย่างเป็นระบบ
โดยทั่วไป ฟาร์มไฮโดรโปนิกส์ส่วนใหญ่มักใช้ระบบหมุนเวียนน้ำและสารอาหารในแนวตั้ง อย่างไรก็ตาม หอปลูกพืชของ Greenphyto ได้รับการประยุกต์มาจากระบบคลังสินค้าในอุตสาหกรรมห่วงโซ่อุปทาน หอปลูกพืชแต่ละหอถูกจัดวางเป็นชั้นมากกว่า 500 ชั้น โดยมีไฟ LED ติดตั้งอยู่ด้านบนของแต่ละชั้น ขณะที่ถาดปลูกในแต่ละระดับจะได้รับสารอาหารในสูตรที่แตกต่างกัน เพื่อรองรับระยะการเจริญเติบโตของพืชแต่ละชนิดอย่างเหมาะสมแนวทางการจัดวางแบบซ้อนชั้นดังกล่าว ทำให้หอปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์สามารถมีความสูงได้เกินกว่า 23 เมตร
นอกจากนี้ ฟาร์มยังได้จัดตั้งสำนักงานขายในประเทศมาเลเซีย พร้อมแผนการส่งออกผลผลิตบางส่วนไปยังต่างประเทศ นอกเหนือจากรายได้จากการจำหน่ายผักแล้ว Greenphyto ยังมีแหล่งรายได้เพิ่มเติมอีกสองทาง โดยแหล่งแรกคือการมีสำนักงานในประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อทำการจำหน่ายระบบฟาร์มรูปแบบใหม่ของบริษัทไปยังตลาดทั่วโลกแหล่งรายได้ที่สองคือ “ระบบประสาท” ของฟาร์ม ซึ่งก็คือซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ใช้ติดตามสุขภาพของพืชวัดอัตราการงอก และคาดการณ์ผลผลิต ฟาร์มมีแผนที่จะจำหน่ายโซลูชัน AI ดังกล่าวให้แก่ฟาร์มอื่น ๆ รวมถึงอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น ภาคอาหารและเครื่องดื่ม ตลอดจนบริษัทในอุตสาหกรรมห่วงโซ่อุปทาน พนักงานของฟาร์มจะได้รับการแจ้งเตือนทางอีเมลทุกวัน
หากพบปัญหาใด ๆ ที่เกิดขึ้นกับพืช เช่น ใบเหลือง โดยระบบ AI จะเสนอแนะแนวโน้มของสาเหตุที่อาจเป็นต้นตอของปัญหาขีดความสามารถด้าน AI ของฟาร์มได้รับการพัฒนาด้วยการสนับสนุนจากโครงการ Digital Leaders Programme ของสำนักงานพัฒนาสื่อสารสนเทศและสื่อสารมวลชน (Infocomm Media Development Authority: IMDA) ซึ่งยังช่วยให้บริษัทสามารถว่าจ้างวิศวกรข้อมูลและนักพัฒนาซอฟต์แวร์เพิ่มเติมได้
ปัจจุบัน Greenphyto กำลังวางแผนจัดตั้งบริษัทแยกด้านเทคโนโลยีในชื่อ Arber.ai เพื่อให้บริการที่ปรึกษาแก่ฟาร์มอื่น ๆ รวมถึงวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศในภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อช่วยนำโซลูชันดิจิทัลไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจ นอกจากนี้ ฟาร์มยังได้รับการสนับสนุนจากกองทุน Agri- food Cluster Transformation Fund ของสำนักงานอาหารสิงคโปร์ (Singapore Food Agency) ซึ่งมีเป้าหมายในการช่วยเหลือฟาร์มในประเทศให้สามารถนำเทคโนโลยีมาใช้และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้อย่างยั่งยืน
ความคิดเห็นของสคต. และข้อเสนอแนะ
ฟาร์มแนวตั้งดังกล่าวสะท้อนบทบาทของสิงคโปร์ในฐานะประเทศผู้นำด้านนวัตกรรมเกษตร และการให้ความสำคัญเชิงนโยบายต่อความมั่นคงทางอาหาร โดยมุ่งสร้างระบบอาหารที่มีความยืดหยุ่น ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลก และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอาหารที่ผลิตในประเทศผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบอัตโนมัติ และนวัตกรรมด้านพลังงานอย่างเป็นรูปธรรมผู้ประกอบการไทยสามารถต่อยอดจุดแข็งด้านความหลากหลายของพืชผล ประสบการณ์ด้านการเกษตร และโครงสร้างต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้ ผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อยกระดับภาคเกษตรจากการผลิตวัตถุดิบไปสู่เกษตรมูลค่าสูง ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านความมั่นคงทางอาหาร (Food Security Hub) ของภูมิภาคและของโลกได้อย่างยั่งยืน
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงสิงคโปร์
แหล่งข้อมูล:
- StraitsTimes
- Cover Image: Freepik
แหล่งอ้างอิง (Appendix)
- ความท้าทายที่ส่งผลกระทบต่อฟาร์มแนวตั้งเทคโนโลยีขั้นสูง ได้แก่ ต้นทุนการลงทุนและต้นทุนพลังงานที่สูง ปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่หยุดชะงักภายหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตลอดจนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่อ่อนตัวลง ในช่วงปลายปี 2568 สิงคโปร์ยังได้ยกเลิกเป้าหมายการผลิตอาหารในประเทศภายใต้นโยบาย “30 by 30” และปรับมาใช้เป้าหมายใหม่ด้านการผลิตผักและโปรตีนภายในปี 2578 ↩︎
- การผลิตอาหารประเภทเส้นใยให้ได้ร้อยละ 20 ของปริมาณการบริโภคภายในประเทศ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 8 ในปัจจุบัน และอาหารประเภทโปรตีนให้ได้ร้อยละ 30 จากเดิมร้อยละ 26 ↩︎