
ค่าครองชีพที่สูงขึ้นของสิงคโปร์และแนวโน้มของปี 2567
ในปี 2566 ภาวะเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (core inflation) ของสิงคโปร์พุ่งขึ้นสูงสุดในรอบทศวรรษที่ร้อยละ 4.8 และ 4.2 ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในสิงคโปร์สูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะอาหาร พลังงาน และเชื้อเพลิง เนื่องจากสิงคโปร์จำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด รวมถึงภาวะเงินเฟ้อทั้งในสหรัฐฯ และยุโรป ส่งผลให้ค่าครองชีพของสิงคโปร์สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าปัญหาการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 จะเริ่มบรรเทาลงบ้างแล้ว แต่ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์จากการแข่งขันที่ตึงเครียดยิ่งขึ้นระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่ยืดเยื้อ และการขาดแคลนแรงงานในหลายภาคอุตสาหกรรม ทำให้การแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อและค่าครองชีพสูงในสิงคโปร์มีความท้าทายอย่างยิ่ง
คาดการณ์การขยายตัวของ GDP และอัตราเงินเฟ้อของสิงคโปร์
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund -IMF) เปิดเผยว่า ในปี 2567 การฟื้นตัวในภาคการผลิต การท่องเที่ยว และการบริการน่าจะเป็นปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจสิงคโปร์ โดยคาดว่าจะส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสิงคโปร์ขยายตัวร้อยละ 2.1 ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขการคาดการณ์ของธนาคารกลางสิงคโปร์ (Monetary Authority of Singapore – MAS) ที่คาดว่า GDP สิงคโปร์จะเติบโตขึ้นระหว่างร้อยละ 1 – 3 จากร้อยละ 1.1 เมื่อปี 2566 แม้ว่าภาวะเงินเฟ้อสูงจะยังคงดำเนินต่อไป เนื่องจากความผันผวนของราคาพลังงานและอาหารทั่วโลก รวมถึงต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้น
ในปี 2567 แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (core Inflation) ของสิงคโปร์จะอยู่ระหว่างร้อยละ 2.5 – 3.5 โดย MAS ยังคงรักษานโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อเนื่อง แม้จะมีแรงกดดันให้ปรับลดราคาสินค้าภายในประเทศ ทั้งนี้ MAS ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายเป็นหลักมากกว่าอัตราดอกเบี้ย ซึ่งทำให้สกุลเงินดอลลาร์สิงคโปร์ยังคงมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อที่เกิดจากราคาสินค้านำเข้า ทั้งนี้ คาดว่าการคุมนโยบายการเงินอย่างเข้มงวดนี้จะยังคงดำเนินต่อไป
ค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างมากนี้มีปัจจัยหลักมาจากการขึ้นภาษี GST (สินค้าทั่วไปจากร้อยละ 8 ในปี 2566 เป็นร้อยละ 9 ในปี 2567) ราคาภาษีสินค้ากลุ่มพลังงาน (น้ำมันเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้า ก๊าซหุงต้ม และภาษีคาร์บอนที่เพิ่มสูงขึ้น) รวมถึงค่าบริการและค่าจ้างแรงงานที่ล้วนเพิ่มขึ้นมาก ในขณะที่ราคาอาหาร ยานพาหนะ และราคาค่าเช่าบ้านยังคงตัวในปีนี้ เนื่องจากมีอุปทานมากขึ้นและราคาได้พุ่งสูงสุดแล้วเมื่อปี 2566 ทั้งนี้ ค่าน้ำ และสินค้าด้านบริการ เช่น การศึกษา สาธารณสุข ยังคงอยู่ในเกณฑ์สูง

แหล่งที่มา: สำนักงานสถิติแห่งชาติสิงคโปร์ (Department of Statistics Singapore)
แนวโน้มดัชนีราคาผู้บริโภคของสิงคโปร์ (Consumer Price Index: CPI)
สิงคโปร์ใช้ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เป็นตัววัดค่าครองชีพและคำนวณเงินเฟ้อ จากสถิติของ MAS ที่ใช้ตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคปี 2562 เป็นค่ากลาง (CPI = 100) พบว่า เมื่อปี 2565 เงินเฟ้อจากดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI-all items) สูงขึ้นอยู่ที่ระดับ 108.41 (เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.1 จากร้อยละ 2.1 ในปี 2564 และร้อยละ -0.2 ในปี 2563) โดยสูงที่สุดในรอบ 14 ปีนับจากปี 2551 ส่วนอัตราเงินเฟ้อของสิงคโปร์พุ่งสูงสุดเมื่อเดือนสิงหาคม 2565 ที่ร้อยละ 7.5 ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 13 ปี สร้างความกังวลแก่ประชาชนในสิงคโปร์ เนื่องจากค่าเฉลี่ยของ CPI ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2555 – 2564) ของสิงคโปร์มีอัตราเพียงร้อยละ 1.05

แหล่งที่มา: กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ (https://www.mti.gov.sg/Resources/Key-Economic-Indicators)

แหล่งที่มา: สำนักงานสถิติแห่งชาติสิงคโปร์ (Department of Statistics Singapore)
อัตราค่าสาธารณูปโภคและสินค้าในสิงคโปร์
ค่าไฟฟ้า
อัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้บริโภคแบบครัวเรือน ประกอบด้วยค่าไฟฟ้า ค่าบริการจ่ายไฟ ค่าธรรมเนียมไฟฟ้า
ค่าการตลาด ซึ่งไตรมาส 1 ของปี 2567 รวมแล้วอยู่ที่ 32.58 เซนต์ ต่อกิโลวัตต์ต่อชั่วโมง (รวมภาษี GST) ทั้งนี้ผู้ให้บริการจ่ายไฟฟ้าที่สำคัญของสิงคโปร์ คือ SP Group โดยอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับคอนโดมิเนียมในเขตเมืองอยู่ที่ประมาณ 100 – 400 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือน โดยอัตราค่าไฟฟ้าจะสูงขึ้นตามปริมาณการใช้

แหล่งที่มา: สำนักข่าว Straits Times และ SP Group
ค่าน้ำประปา
ค่าน้ำสำหรับผู้บริโภคแบบครัวเรือน เมื่อเดือนเมษายน 2567 ได้ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 2.74 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อคิวบิกเมตร (เพิ่มขึ้น 0.20 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อคิวบิกเมตร) และมีแผนที่จะปรับเพิ่มขึ้นอีก 0.30 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อคิวบิกเมตร ในเดือนเมษายน 2568 โดยคิดเป็นอัตราค่าน้ำเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.5 ทั้งนี้ อัตราค่าน้ำสำหรับคอนโดมิเนียมในเขตเมืองอยู่ที่ประมาณ 20 – 40 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือน โดยอัตราค่าน้ำประปาจะสูงขึ้นตามปริมาณการใช้
ค่าสื่อสารและสัญญาโทรศัพท์เคลื่อนที่ (1 ดอลลาร์สิงคโปร์ เท่ากับ 27.50 บาท)
| ค่าเช่าสัญญาโทรศัพท์เคลื่อนที่ 10 GB (ต่อเดือน) | 28.86 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 798.65 บาท) |
| ค่าอินเทอร์เน็ต (ต่อเดือน) | 48.65 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 1,337.87 บาท) |
ค่าคมนาคมขนส่ง
| ค่าขนส่งสาธารณะ รถบัส/รถไฟฟ้าใต้ดิน (ต่อเที่ยว) | 2 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 55 บาท) |
| ค่าขนส่งสาธารณะ รถบัส/รถไฟใต้ดิน (ต่อเดือน) | 128 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 3,520 บาท) |
| ค่าแท็กซี่ เริ่มต้น | 4.40 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 121 บาท) |
| ค่าน้ำมันเบนซิน 95 พรีเมียม (ต่อลิตร) | 2.84 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 78.10 บาท) |
ค่าอาหารโดยเฉลี่ย
| ร้านอาหารทั่วไป (ต่อมื้อ) | 15 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 412.50 บาท) |
| น้ำเปล่า (ขวด 0.33 ลิตร) | 1.5 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 41.25 บาท) |
| น้ำอัดลม (ขวด 0.33 ลิตร) | 2.06 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 56.65 บาท) |
| นม (1 ลิตร) | 3.88 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 106.70 บาท) |
| ข้าวหอมมะลิ (5 กิโลกรัม) | 16 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 440 บาท) |
| ไข่ไก่ (12 ฟอง) | 4.49 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 123.47 บาท) |
| ไก่สด (1 กิโลกรัม) | 13.82 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 380 บาท) |
| เนื้อสด (1 กิโลกรัม) | 26.94 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 740.75 บาท) |
| ผักกาด (1 หัว) | 2.27 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 62.42 บาท) |
ค่าเล่าเรียนบุตร
| อนุบาลภาคเอกชน (ต่อเดือน) | 1,521 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 41,836.30 บาท) |
| ประถม (ต่อปี) | 37,415.81 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 1,028,934.78 บาท) |
ค่าจ้างพนักงานโดยเฉลี่ย
แม้ว่าสิงคโปร์จะไม่กำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ แต่ค่าแรงของภาคเอกชนในสิงคโปร์เพิ่มสูงขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อในปัจจุบัน โดยอัตราการว่างงานของสิงคโปร์ในปี 2566 ปรับลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 1.9 โดยกระทรวงแรงงานสิงคโปร์ได้จัดทำข้อมูลค่าจ้างเฉลี่ยในภาคเอกชนพบว่า ในปี 2566 ค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยอยู่ที่ 5,197 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือน และยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อไป

แหล่งที่มา: กระทรวงแรงงานสิงคโปร์ (https://stats.mom.gov.sg/Pages/Income-Summary-Table.aspx)
ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์
ข้อมูลอ้างอิง
- Featured Image Source: Shutterstock