
สถาบัน IMD จัดอันดับให้สิงคโปร์มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุดของโลก
Institute for Management Development (IMD) ได้จัดทำ World Competitive Yearbook 2024 เพื่อจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของ 67 ประเทศ/ เขตเศรษฐกิจ โดยสิงคโปร์อยู่ในอันดับที่ 1 ส่วนประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 25 และสูงเป็นอันดับ 2 ในอาเซียนรองจากสิงคโปร์
ผลการประเมินปี 2567 สิงคโปร์ได้รับการจัดอันดับให้ขึ้นเป็นอันดับ 1 อีกครั้ง
หลังจากที่เคยได้รับอันดับ 1 เมื่อปี 2563 โดยเมื่อปี 2566 สิงคโปร์ได้อันดับที่ 4 จึงถือว่าไต่ขึ้นมาถึง 3 อันดับ โดยมีผลการประเมินที่โดดเด่นในทั้ง 4 กลุ่มประเมิน ได้แก่
1.1 สมรรถนะทางเศรษฐกิจ (Economic Performance) ประกอบด้วย 5 ปัจจัย ได้แก่ ภาพรวมเศรษฐกิจภายในประเทศ การค้าระหว่างประเทศ การลงทุนระหว่างประเทศ การจ้างงาน และราคาสินค้า โดยสิงคโปร์ได้รับการประเมินอันดับสูงขึ้นในด้านภาพรวมเศรษฐกิจภายในประเทศและการลงทุนระหว่างประเทศ ในขณะที่การจ้างงานลดลงเล็กน้อย แต่ราคาสินค้าที่สูงมากส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสิงคโปร์อยู่ในระดับต่ำที่อันดับ 62
1.2 ประสิทธิภาพของภาครัฐ (Government Efficiency) ประกอบด้วย 5 ปัจจัย ซึ่งประเมินนโยบายของภาครัฐที่ส่งผลต่ออำนาจการแข่งขันของภาคเอกชน ได้แก่ การเงินสาธารณะ (Public Finance) นโยบายภาษี (Tax Policy) กรอบการบริหารด้านสถาบัน (Institutional Framework) กฎหมายด้านธุรกิจ (Business Legislation) และกรอบการบริหารสังคม (Societal Framework) โดยสิงคโปร์ได้รับการประเมินอันดับสูงขึ้นในทุกปัจจัย
1.3 ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (Business Efficiency) ประกอบด้วย 5 ปัจจัย ซึ่งประเมินสภาพแวดล้อมของประเทศที่สนับสนุนต่อการดำเนินธุรกิจ ได้แก่ ภาคการผลิตและประสิทธิภาพ ตลาดแรงงาน การบริหารจัดการ และทัศนคติและค่านิยม โดยสิงคโปร์ได้รับการประเมินอันดับสูงขึ้นในทุกปัจจัย
1.4 โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ประกอบด้วย 5 ปัจจัย ซึ่งประเมินปัจจัยพื้นฐานของประเทศที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ ได้แก่ สาธารณูปโภคพื้นฐาน โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ สุขภาพและสิ่งแวดล้อม และการศึกษา โดยสิงคโปร์ได้รับการประเมินอันดับสูงขึ้นในทุกปัจจัย ยกเว้นด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่ความสามารถในการแข่งขันอยู่ในอันดับที่ 28

จุดแข็งของสิงคโปร์
จุดแข็งของสิงคโปร์อยู่ที่รัฐบาลที่มีเสถียรภาพและมีประสิทธิภาพ ความสะดวกในการทำธุรกิจ และมีโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก อีกทั้งมีความโดดเด่นในการดำเนินนโยบายส่งเสริมความสามารถในการแข่งขัน เช่น การบริหารจัดการค่าตอบแทนอย่างเป็นธรรม การมีส่วนร่วมของพนักงานจากหลากหลายเชื้อชาติ และการดึงดูดผู้มีความสามารถจากต่างประเทศ นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังปรับปรุงกฎระเบียบอยู่เสมอเพื่อปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป
ความท้าทายทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์ในปี 2567
ความท้าทายทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์ในปี 2567 ยังคงเป็นความไม่แน่นอนของปัจจัยภายนอกที่เกิดจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ของโลก ซึ่งขึ้นอยู่กับความสามารถของสิงคโปร์ที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันภายใต้ต้นทุนทางทรัพยากรที่จำกัด ในการนี้รัฐบาลสิงคโปร์จึงมุ่งเน้นการเร่งปรับตัวของภาครัฐและภาคธุรกิจเพื่อให้สามารถสร้างโอกาสที่เกิดจากความท้าทายและความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ โดยดึงเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น อาทิ การใช้ปัญญาประดิษฐ์ การพัฒนาทักษะแรงงาน และการปรับเปลี่ยนธุรกิจไปสู่ระบบดิจิทัล
ปัจจัยภายในที่น่ากังวลของสิงคโปร์
ผู้เชี่ยวชาญบางแห่งตั้งข้อสังเกตว่า ระดับค่าครองชีพที่สูงขึ้นของสิงคโปร์ รวมไปถึงค่าเช่า ค่าขนส่ง ค่าตอบแทนของผู้บริหารและพนักงาน และค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ยังคงเป็นความท้าทายสำหรับผู้กำหนดนโยบาย เนื่องจากราคาสินค้าและต้นทุนที่สูงจะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของสิงคโปร์ และอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจด้วย สิงคโปร์จึงควรเพิ่มค่าจ้างอย่างต่อเนื่องเพื่อชดเชยการสูญเสียกำลังซื้อของประชาชน ซึ่งปัจจุบันอัตราค่าจ้างยังเพิ่มขึ้นช้ากว่าการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อโดยรวม
ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์
ข้อมูลอ้างอิง
- https://www.straitstimes.com/business/s-pore-reclaims-top-spot-in-world-competitiveness-ranking-after-three-years
- Featured Image Source: Canva