ปัญหาโครงสร้างประชากรที่ไม่สมดุลของสิงคโปร์

นาง Indranee Rajah รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในการประชุม Population Association of Singapore เมื่อเดือนพฤษภาคม 2567 ว่า อัตราการเกิดของสิงคโปร์มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราการเกิดลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 1.14 ในปี 2562 เหลือเพียง 0.97 ในปี 2566 ซึ่งลดลงกว่าร้อยละ 14.9 ในระยะเวลาเพียง 5 ปี แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางประชากรที่รวดเร็วและอาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อสังคมสิงคโปร์ในอนาคต แม้ว่าประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศจะประสบปัญหาอัตราการเกิดต่ำ แต่สถานการณ์ของสิงคโปร์ถือว่าวิกฤติเป็นพิเศษ เนื่องจากมีอัตราการเกิดที่ต่ำมากและลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาประเทศในระยะยาว ปัญหาดังกล่าวสะท้อนถึงตลาดแรงงานที่ตึงตัว จำนวนและอัตราส่วนของผู้ที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานยังคงมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยลดลงจาก 124,200 คน หรือร้อยละ 11.9 ในปี 2565 เหลือ 115,700 คน หรือร้อยละ 10.4 ในปี 2566

รัฐบาลสิงคโปร์เร่งออกมาตรการแก้ไข

จากปัญหาอัตราการเกิดต่ำซึ่งส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว เพื่อแก้ไขสถานการณ์นี้ รัฐบาลสิงคโปร์จึงได้ออกมาตรการส่งเสริมการมีบุตรซึ่งรวมถึงการเพิ่มเงินอุดหนุนบุตรสำหรับเด็กที่เกิดตั้งแต่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 เป็นต้นไป โดยบุตรคนที่ 1-2 จะได้รับเงินเพิ่มจาก 8,000 เป็น 11,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อคน และบุตรคนที่ 3 เป็นต้นไปจะได้รับ 13,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อคน นอกจากนี้ บิดาสามารถลางานเพื่อดูแลบุตรได้ โดยเพิ่มจาก 2 สัปดาห์เป็น 4 สัปดาห์

นาง Yeo Wan Ling สมาชิกรัฐสภาสิงคโปร์ กล่าวว่า รัฐบาลสนับสนุนให้นายจ้างทุกรายสร้างสถานที่ทำงานที่เป็นมิตรต่อครอบครัว แม้บริษัทและวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (SMEs) อาจพบว่า การทำงานแบบยืดหยุ่นเป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่รัฐบาลจะพิจารณาหาวิธีช่วยเหลือนายจ้างทุกคนให้สามารถนำการทำงานแบบยืดหยุ่นมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น บริษัท Hegen ที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ดูแลทารก มีมาตรการการทำงานที่ยืดหยุ่นหลากหลายรูปแบบ เช่น การทำงานจากที่บ้าน การทำงานแบบพาร์ทไทม์ ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีความสามารถไว้ได้ แสดงให้เห็นว่าธุรกิจสามารถมุ่งสู่ความเป็นเลิศและนวัตกรรมไปพร้อมกับการนำแนวปฏิบัติที่เป็นมิตรต่อครอบครัวมาใช้ได้

นอกจากนี้ รัฐบาลสิงคโปร์ยังมีนโยบายขยายอายุเกษียณ โดยในปี 2565 ได้เพิ่มอายุเกษียณเป็น 63 ปี และมีเป้าหมายที่จะเพิ่มเป็น 65 ปีภายในปี 2573 พร้อมกับเพิ่มอายุการจ้างงานขั้นต่ำเป็น 68 ปี การขยายอายุเกษียณนี้มีเหตุผลเพื่อรับมือกับสังคมผู้สูงวัยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รักษาสมดุลระหว่างประชากรวัยทำงานกับผู้เกษียณอายุ แก้ปัญหาแรงงานใหม่ที่ไม่เพียงพอต่อการทดแทนผู้เกษียณ และรักษาแรงงานที่มีทักษะและประสบการณ์ไว้ในระบบเศรษฐกิจ มาตรการเหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลสิงคโปร์ในการรับมือกับความท้าทายด้านประชากรและแรงงาน ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่สิงคโปร์กำลังหาแนวทางที่เหมาะสมและสมดุล

ข้อคิดเห็น

อัตราการเกิดของสิงคโปร์ที่ต่ำลงส่งผลกระทบต่อธุรกิจสิงคโปร์ในด้านของการขาดแคลนทรัพยากรมนุษย์ ส่งผลให้ธุรกิจในสิงคโปร์ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาต้นทุนค่าแรงที่สูงขึ้นและตลาดภายในประเทศมีแนวโน้มหดตัวลงเนื่องจากจำนวนประชากรภายในประเทศที่ลดลง นอกจากนี้ ภาระทางการคลังของรัฐที่สูงขึ้นจากการดูแลประชากรสูงอายุ นำไปสู่การปรับเพิ่มภาษีสินค้าและบริการ (GST) รวมทั้งมาตรการอุดหนุนเงินเกษียณและเงินสนับสนุนค่ารักษาพยาบาลผู้สูงอายุ การเพิ่มเกณฑ์การเกษียณอายุและการจ้างกลับมาทำงาน จึงเป็นมาตรการที่รัฐบาลสิงคโปร์เลือกที่จะนำมาใช้เพื่อรับมือกับอัตราการเกิดที่ต่ำและประชากรสูงอายุที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

การขยายระยะเวลาการลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรสำหรับบิดาจาก 2 สัปดาห์เป็น 4 สัปดาห์นั้นมีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมความสมดุลระหว่างงานกับครอบครัว และสนับสนุนให้บิดามีส่วนร่วมในการเลี้ยงดูบุตรมากขึ้น อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้อาจก่อให้เกิดปัญหาใหม่โดยเฉพาะในเรื่องของการคัดเลือกพนักงาน เนื่องจากผู้ประกอบการบางรายอาจกังวลว่าการขยายระยะเวลาการลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรจะส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพหรือความสามารถในการผลิตขององค์กร เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าว ผู้ประกอบการบางรายอาจเลือกที่จะรับพนักงานที่ไม่มีครอบครัวหรือไม่มีแผนที่จะมีบุตรในอนาคต เพื่อลดความเสี่ยงที่พนักงานจะลาหยุดงานเป็นเวลานาน


ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์


ข้อมูลอ้างอิง