ยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทางไซเบอร์ของสิงคโปร์

                 เมื่อวันที่ 14 – 17 ตุลาคม 2567 สิงคโปร์ได้จัดงาน Singapore International Cyber Week (SICW) 2024 ณ Sands Expo & Convention Centre ภายใต้แนวคิดหลัก “Trust and Security in the Digital Era”   โดยในช่วงพิธีเปิด นาย Teo Chee Hean รัฐมนตรีอาวุโส และรัฐมนตรีประสานงานด้านความมั่นคงแห่งชาติได้กล่าว    สุนทรพจน์เกี่ยวกับยุทธศาสตร์เพื่อความมั่นคงทางไซเบอร์ของสิงคโปร์โดยระบุว่าในปี 2566 มูลค่าความเสียหายทั่วโลกจากการโจมตีทางไซเบอร์โดยใช้ไวรัสคอมพิวเตอร์เรียกค่าไถ่ (ransomware) สูงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จในระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบทางการเมืองและความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของสาธารณชน นอกจากนี้ ระบบของบริษัท CrowdStrike ที่ล่มไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อการปฏิบัติงานของสนามบิน  ธนาคาร โรงพยาบาล และระบบบริการต่าง ๆ ในหลายประเทศ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องตั้งคำถามเกี่ยวกับการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล ความน่าเชื่อถือของข้อมูลออนไลน์ ความปลอดภัยต่อธุรกรรมทางการเงินออนไลน์ และความเสถียรของระบบบริการดิจิทัล

จากผลกระทบข้างต้นรัฐบาลสิงคโปร์จึงได้วางยุทธศาสตร์เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและความเชื่อมั่นต่อความมั่นคงทางไซเบอร์ ดังนี้

  1. การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งกรอบทวิภาคีและพหุภาคี โดยสิงคโปร์มีความร่วมมือ  

กับทั้ง UN Open – Ended Working Group (OEWG) on ICT Security ซึ่งสิงคโปร์เป็นประธาน เพื่อช่วยพัฒนาและดำเนินการตามกฎระเบียบด้าน cyberspace สิงคโปร์ยังเป็นสมาชิกของ Counter – Ransomware Initiative (CRI) เพื่อร่วมกันต่อต้าน ransomware ในงาน SICW ปีนี้สิงคโปร์ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการยอมรับร่วมต่อระดับความปลอดภัยของอุปกรณ์ IT ระหว่างกัน (MOU on Cybersecurity Labelling) กับเกาหลีใต้ และเยอรมนี เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบอุปกรณ์ IT อำนวยความสะดวกในการเข้าถึงตลาดระหว่างกัน และสร้างความมั่นใจต่อผู้ใช้และผู้ผลิต

2. การขับเคลื่อน cybersecurity ไปสู่ digital resilience โดยสิงคโปร์มองว่าปัจจุบันการบริการทางดิจิทัล

มีบทบาทสำคัญอย่างมาก และมีส่วนสำคัญต่อการให้บริการทางการขายเนื่องจากสามารถเชื่อมโยงกับลูกค้าได้ โดยตรง แต่ยังเป็นจุดเปราะบางที่ถูกโจมตีได้ง่าย โดยเมื่อระบบดิจิทัลล่มก็จะส่งผลให้การให้บริการหยุดชะงัก ด้วยเหตุนี้ สิงคโปร์ จึงมุ่งเน้นการพัฒนาระบบนิเวศทางดิจิทัลตั้งแต่ระดับพื้นฐานอย่างครบวงจรมากกว่าการสร้างระบบแก้ไข ครอบระบบเดิมอีกชั้นหนึ่ง ทั้งนี้ ตัวอย่างประการหนึ่งคือ การที่สิงคโปร์ได้ร่วมกับออสเตรเลีย แคนาดา อียู สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกาในการพัฒนาความมั่นคงปลอดภัยร่วมกัน ต่อการวางสายเคเบิลใต้น้ำ ซึ่งต้องดำเนินการศึกษาร่วมกันอย่างรอบด้านและมักเกี่ยวเนื่องกับหลายหน่วยงานและหลายภาคส่วน

3. การวางรากฐานที่มั่นคงเพื่อรองรับเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยใช้ AI ซึ่งมีศักยภาพต่อการพัฒนา

อย่างมาก แต่จำเป็นต้องได้รับการกำกับดูแลที่เหมาะสมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการสร้างข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบ หรือนำไปสู่อาชญากรรมทางไซเบอร์ นอกจากนี้ Quantum Computing ซึ่งสามารถคำนวณเพื่อปลดล็อค encrypted algorithm ในการเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของความมั่นคงทางไซเบอร์ในอนาคตต่อไป ดังนั้น สิงคโปร์จึงจัดทำแนวปฏิบัติเพื่อความมั่นคงของระบบ AI (Guidelines and Companion Guide on Securing  AI Systems) ขึ้นเพื่อเป็นแนวทางสำหรับภาครัฐในการให้ ข้อแนะนำแก่ภาคเอกชนและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ใช้งาน AI อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ สิงคโปร์จะจัดทำเครือข่ายการใช้ควอนตัมอย่างปลอดภัย (Quantum – Safe Network) เพื่อแบ่งปันผลการค้นคว้าวิจัยให้แก่เครือข่ายระหว่างประเทศและนำไปใช้กำหนดมาตรฐานการใช้งานควอนตัมอย่างปลอดภัยร่วมกัน

4. การยกระดับนโยบายระดับชาติ Smart Nation จากเดิมที่มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการให้บริการ

ของภาครัฐและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและธุรกิจเพื่อเตรียมความพร้อมสู่เศรษฐกิจและสสังคมดิจิทัลมาเป็น Smart Nation 2.0 ซึ่งมุ่งเน้นการบรรลุเป้าหมายของการนำสิงคโปร์ไปสู่โลกดิจิทัลที่มั่นคง ปลอดภัย และเชื่อถือได้ พลอากาศตรีอมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ(สกมช.) เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยที่มาเข้าร่วมงาน SICW 2024 และการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ครั้งที่ 9 (AMCC) โดยในโอกาสนี้ได้พบปะหารือกับหน่วยงานสิงคโปร์ที่เกี่ยวข้อง และแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ก้าวหน้าของไทย โดยเฉพาะการขยายเครือข่าย 5G ที่ครอบคลุมกว่าร้อยละ 90 ของประเทศ พร้อมกับการพัฒนาแอปพลิเคชัน “ไทยดี” (ThaiD) สำหรับพิสูจน์ตัวตนดิจิทัล ซึ่งช่วยให้ประชาชนทำธุรกรรมและใช้บริการภาครัฐได้อย่างปลอดภัย ปัจจุบันมีผู้ใช้งานกว่า 20 ล้านคน นอกจากนี้ รัฐบาลไทยยังเร่งดำเนินนโยบาย Cloud First Policy เพื่อย้ายระบบข้อมูลภาครัฐขึ้นสู่คลาวด์ พร้อมโครงการจัดทำระบบดิจิทัล และเทคโนโลยีเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพทั่วประเทศ (Health Link) ที่จะนำ big data มาพัฒนาระบบสุขภาพ


ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์


  • Cover Image: Shutterstock