สิงคโปร์เพิ่มมาตรการรับมือการหลอกลวงทางการเงิน (scam)

สถานการณ์การหลอกลวงทางการเงิน (scam) ในสิงคโปร์

ปัญหา scam ถือเป็นหนึ่งในภัยคุกคามสำคัญต่อความปลอดภัยทางเศรษฐกิจและสังคมของสิงคโปร์ ในปี 2567 กองกำลังตำรวจสิงคโปร์ (Singapore Police Force) ได้สกัดกั้นหมายเลขโทรศัพท์และบัญชีออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับ scam กว่า 150,000 รายการ อย่างไรก็ตาม ยังคงมียอดเงินที่สูญเสียไปจากการถูกหลอกลวงสูงถึง 1.1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 70 จากปี 2566

ในครึ่งแรกของปี 2567 ยังพบว่าร้อยละ 86 ของคดี scam เกิดจากการโอนเงินโดยสมัครใจ (self-effected transfers) ซึ่งมิจฉาชีพไม่ได้ควบคุมบัญชีเหยื่อโดยตรง แต่มักใช้กลลวงให้เหยื่อหลงเชื่อว่ากำลังโอนเงินให้บุคคลที่ไว้ใจได้ นอกจากนี้ เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังช่วยให้มิจฉาชีพปลอมตัวได้แนบเนียนขึ้น ทำให้เหยื่อตรวจจับได้ยากขึ้น ในบางกรณี แม้ตำรวจ ธนาคาร หรือสมาชิกในครอบครัวจะแจ้งเตือนเหยื่อแล้วว่ากำลังถูกหลอกลวง แต่เหยื่อยังคงโอนเงินให้มิจฉาชีพ

มาตรการของรัฐบาลสิงคโปร์

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2568 Ms Sun Xueling รัฐมนตรีแห่งรัฐ กระทรวงมหาดไทยสิงคโปร์และกระทรวงการพัฒนาสังคมและครอบครัว กล่าวในการอภิปรายคณะกรรมการจัดสรรงบประมาณ (Committee of Supply Debate) ประจำปี 2568 ในหัวข้อ Working Together to Fight Scams ถึงความจำเป็นในการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชนในการต่อสู้กับปัญหา scam ที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยย้ำถึงมาตรการต่าง ๆ ที่ทุกภาคส่วนกำลังดำเนินการร่วมกัน ดังนี้

1. การออกกฎหมายเพื่อรับมือกับ scam

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2568 กระทรวงมหาดไทยสิงคโปร์ (Ministry of Home Affairs – MHA) ผ่านร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองจากการหลอกลวง (Protection from Scams Bill) เพื่อให้อำนาจเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่กรมกิจการพาณิชย์ (Commercial Affairs Department) ออกคำสั่ง Restriction Orders (RO) ไปยังธนาคารเพื่อจำกัดธุรกรรมทางการเงินของบุคคล หากมีเหตุอันควรที่เชื่อได้ว่าบุคคลนั้นจะทำธุรกรรมโอนเงินไปยังมิจฉาชีพ มาตรการนี้จะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถปกป้องเหยื่อที่ตกเป็นเป้าหมาย scam ได้ โดยเฉพาะเหยื่อที่ไม่เชื่อว่าตนเองกำลังถูกหลอก คำสั่งนี้ครอบคลุมการโอนเงิน การใช้ตู้เอทีเอ็ม การทำธุรกรรมผ่านบัตรเครดิต และช่องทางโอนเงินแบบดิจิทัล เช่น PayNow มีผลบังคับใช้สูงสุดครั้งละ 30 วัน และสามารถขยายได้สูงสุดถึง 6 เดือน หากพบว่าเหยื่อยังคงมีความเสี่ยงในการถูกหลอกลวง โดยผู้ที่ได้รับคำสั่ง RO ยังคงสามารถเข้าถึงเงินเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ภายใต้การอนุมัติของเจ้าหน้าที่

นอกจากนี้ ร่างพระราชบัญญัติการบังคับใช้กฎหมายและประเด็นอื่น ๆ (Law Enforcement and Other Matters Bill) ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2568 เพิ่มความเข้มงวดในการจัดการกับ scam โดยเฉพาะ การใช้ซิมการ์ดในทางที่ผิด โดยกำหนดให้บุคคลที่ลงทะเบียนหรือขายซิมการ์ดโดยไม่ตรวจสอบข้อมูลผู้ใช้ หรือบุคคลที่ครอบครองซิมการ์ดที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม ได้รับโทษปรับสูงสุดถึง 20,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือจำคุกสูงสุด 5 ปี นอกจากนี้ ผู้ให้บริการหรือผู้ค้าปลีกที่ให้ลงทะเบียนซิมการ์ดด้วยข้อมูลบุคคลอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือข้อมูลเท็จก็จะถูกดำเนินคดีเช่นกัน

2. การเพิ่มมาตรการป้องกันทางธนาคาร

ธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ได้ร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์เพื่อกำหนดมาตรการป้องกัน scam เพิ่มเติม โดยหนึ่งในมาตรการสำคัญคือ การกำหนด Cooling-off period ซึ่งจะไม่ให้มีผลในทันทีภายหลังการทำธุรกรรม สำหรับธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูง เช่น การเพิ่มวงเงินโอน หรือการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดการติดต่อ เพื่อป้องกันการดำเนินธุรกรรมที่ไม่ได้รับอนุญาต

นอกจากนี้ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2567 ธนาคารใหญ่ในสิงคโปร์จะทยอยยกเลิกการใช้รหัส OTP ทาง SMS ในการเข้าสู่ระบบแอปพลิเคชันของธนาคารของลูกค้าที่ลงทะเบียนใช้งาน Digital Token ซึ่งเป็นระบบการยืนยันตัวตนที่ให้ความปลอดภัยสูงกว่า พร้อมทั้งศึกษาแนวทางการยืนยันตัวตนที่มีความปลอดภัยมากขึ้นอีก เช่น การใช้อุปกรณ์ Fast IDentity Online (FIDO)-compliant hardware tokens เพื่อยืนยันตัวตนออนไลน์ตามมาตรฐาน FIDO ซึ่งเป็นมาตรฐานความปลอดภัยเพื่อลดการพึ่งพารหัสผ่าน โดยผู้ทำธุรกรรมจะต้องอยู่ใกล้กับอุปกรณ์ที่จะใช้ธุรกรรมนั้น ๆ เพื่อเพิ่มความปลอดภัย

ตั้งแต่ปี 2565 ธนาคารพาณิชย์ของสิงคโปร์ใช้มาตรการ Kill-Switch ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถอายัดบัญชีตนเองหากสงสัยว่ามิจฉาชีพเข้าถึงข้อมูลได้ อย่างไรก็ตาม แต่ละธนาคารยังมีระดับการระงับธุรกรรมที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะในเรื่องธุรกรรม GIRO ซึ่งเป็นระบบชำระเงินผ่านการหักบัญชีธนาคารโดยตรงที่มีการตั้งค่าไว้ล่วงหน้า และสามารถใช้เติมเงินเข้า e-wallet เช่น บัญชี Wise ได้ แต่บางธนาคารยังไม่ได้รวม GIRO ไว้ในระบบนี้ จึงมีการเรียกร้องให้ MAS กำหนดมาตรฐานที่ชัดเจนขึ้น เช่น บังคับให้ทุกธนาคารรวม GIRO ไว้ในระบบ Kill-Switch และจำกัดการใช้ GIRO เฉพาะกับองค์กรที่น่าเชื่อถือ เช่น หน่วยงานรัฐและสถาบันการเงิน

3. การป้องกัน Scam ผ่านโทรศัพท์และ SMS

โทรศัพท์และข้อความหลอกลวงยังคงเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่พบได้บ่อยในสิงคโปร์ โดยคิดเป็นร้อยละ 20 ของคดี scamทั้งหมดในปี 2567 ทั้งนี้ รัฐบาลได้ใช้มาตรการเพื่อลดจำนวนการใช้หมายเลขโทรศัพท์ภายในประเทศก่อคดี ได้แก่ จำกัดจำนวนถือครองซิมการ์ดต่อบุคคล และเพิ่มบทลงโทษซิมการ์ดบัญชีม้า หรือบุคคลที่ลงทะเบียนซิมการ์ดแล้วขายต่อให้มิจฉาชีพ โดยมีโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี หรือปรับ 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ ในปี 2567 กองกำลังตำรวจสิงคโปร์ได้ปราบปรามการฟอกเงินผ่านเครือข่ายบัญชีม้าทั่วประเทศถึง 25 ครั้ง สอบสวนผู้ต้องสงสัยกว่า 8,000 ราย และดำเนินคดีมากกว่า 660 ราย

4. การป้องกัน Scam ด้านสกุลเงินดิจิทัลหรือคริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency)

ในช่วงที่ผ่านมา มิจฉาชีพได้หันมาใช้สกุลเงินดิจิทัลเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการรักษาความปลอดภัยของระบบธนาคาร โดยในปี 2567 การหลอกลวงที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัลคิดเป็นเกือบร้อยละ 25 ของความเสียหายจาก scam ทั้งหมด จากเดิมร้อยละ 6.8 ในปี 2566

MAS ย้ำว่าแม้จะมีการออกใบอนุญาตให้กับผู้ให้บริการโทเคนการชำระเงินดิจิทัล (digital payment token service provider) ภายใต้กฎระเบียบบางประการ แต่แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนและกระเป๋าเงินคริปโตหลายแห่งยังคงอยู่นอกเหนือการควบคุมของกฎหมายสิงคโปร์ เนื่องจากดำเนินการจากต่างประเทศ นอกจากนี้ มิจฉาชีพยังใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติด้านความเป็นนิรนามของธุรกรรมคริปโตเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ทั้งนี้ MAS กำลังทำงานร่วมกับผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตเพื่อเพิ่มมาตรการควบคุมการหลอกลวงและกระชับความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย

5. โครงการให้ความรู้และแจ้งเตือนประชาชนเกี่ยวกับการฉ้อโกงในสิงคโปร์

รัฐบาลสิงคโปร์ได้ดำเนินโครงการรณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการป้องกัน scam ผ่านโครงการ ACT (Add, Check, Tell) ซึ่งส่งเสริมให้ประชาชนใช้ฟีเจอร์ความปลอดภัย เช่น Money Lock (การกำหนดจำนวนเงินในบัญชีที่ไม่สามารถทำธุรกรรมผ่านระบบออนไลน์ได้) และแอปพลิเคชัน ScamShield ที่นอกจากจะเป็นแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับกลลวงของมิจฉาชีพ และมีเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาแล้ว ยังสามารถช่วยบล็อกโทรศัพท์และการส่งข้อความจากมิจฉาชีพได้ด้วย รวมถึงสนับสนุนให้ประชาชนตรวจสอบสัญญาณที่บ่งบอกถึงการหลอกลวงและแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหากพบพฤติกรรมต้องสงสัย นอกจากนี้ ยังดำเนินโครงการเพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่กลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุผ่านความร่วมมือกับภาคประชาสังคม อาทิ องค์กร Silver Generation Ambassadors

บทสรุป

ด้วยโครงสร้างสังคมที่มีประชากรสูงวัยจำนวนมาก สิงคโปร์กำลังเผชิญกับปัญหาการฉ้อโกงทางการเงินที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่มักตกเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพ เพื่อรับมือกับปัญหานี้ รัฐบาลสิงคโปร์ได้ดำเนินมาตรการที่เข้มงวดในสามด้านหลัก ได้แก่ การปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อปิดช่องโหว่ทางกฎหมาย การใช้ระบบป้องกันการฉ้อโกงและยกระดับความปลอดภัยของแพลตฟอร์มการเงิน และการเพิ่มความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภายในประเทศและต่างประเทศ นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังพิจารณาเพิ่มโทษเฆี่ยนผู้กระทำผิดด้าน scam และเจ้าของบัญชีม้าที่เกี่ยวข้องด้วย

ในฐานะศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาค สิงคโปร์จำเป็นต้องดำเนินมาตรการที่เข้มข้นเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของระบบธนาคารทั้งแบบดั้งเดิมและดิจิทัลผ่านมาตรการรักษาความปลอดภัยที่รัดกุม เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริการและนักลงทุน

ปัญหา scam เป็นความท้าทายระดับภูมิภาค ที่ผ่านมา ไทยและสิงคโปร์ได้ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยหน่วยงานสำคัญที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ฝ่ายปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีของไทย (บก.ปอท.) และหน่วยสืบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยีของสิงคโปร์ (Technology Crime Investigation Branch) ความร่วมมือระหว่างไทยกับสิงคโปร์ในด้านการบังคับใช้กฎหมายและการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางเทคโนโลยี ถือเป็นก้าวสำคัญในการรับมือกับอาชญากรรมทางการเงินที่ทวีความซับซ้อนขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างระบบการเงินที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือให้กับประชาชนในภูมิภาคต่อไป


ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์


แหล่งที่มาข้อมูล/ภาพ: