เทรนด์ความอร่อยน่าจับตา: ตลาดขนมเพื่อสุขภาพในสิงคโปร์

           สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีขนมให้เลือกหลากหลายไม่แพ้ประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย ปัจจุบันคาดการณ์ว่าในปี 2568 ตลาดขนมทั่วไปในสิงคโปร์จะมีรายได้ถึง 556.7 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ และจะมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.67 ต่อปี ทั้งยังคาดว่าจะมีการบริโภคขนมทั่วไปถึง 7.8 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ทั้งนี้ ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะมีความตื่นตัวด้านสุขภาพมากขึ้น จึงมักเลือกขนมที่ดีต่อสุขภาพและใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติมากขึ้น ตลาดขนมเพื่อสุขภาพในสิงคโปร์จึงมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้นตามไปด้วย

           เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มนี้ แบรนด์สิงคโปร์หลายแบรนด์จึงนำเสนอขนมเพื่อสุขภาพ เช่น ขนมน้ำตาลน้อย ไม่ใส่สารปรุงแต่ง คาร์โบไฮเดรตต่ำ (low-carb) ปราศจากกลูเตน (gluten-free) หรือขนมมังสวิรัติ ถือเป็นโอกาสน่าสนใจเพื่อตอบโจทย์คนรักสุขภาพที่ชอบรับประทานขนมในสิงคโปร์

แนวทางการเข้าสู่ตลาด (market entry) ของขนมเพื่อสุขภาพในสิงคโปร์

           การทำธุรกิจขนมเพื่อสุขภาพในสิงคโปร์เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ทั้งประเภทขนมและรสชาติที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค เพิ่มความโดดเด่นและน่าสนใจ ทำให้มีโอกาสเติบโตและสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งในตลาดขนมสุขภาพ โดยในบทความนี้จะอ้างอิงกรณีศึกษาจากแบรนด์ในสิงคโปร์ ได้แก่ Guilt Free Food by Joyce, Jammy’s, Oh My Crookies และ Yu Cookies

           หลายธุรกิจเริ่มต้นจากธุรกิจขนาดเล็กในครัวของตนเอง จำหน่ายผ่านออนไลน์ หรือขอทุนสนับสนุนเพื่อเริ่มต้นธุรกิจก่อน เมื่อมีเสียงตอบรับดีจึงค่อยขยายธุรกิจและการตลาดอย่างการออกงานอีเวนต์ pop-up ที่ห้างสรรพสินค้าและงานแสดงสินค้าต่าง ๆ ไปจนถึงการมีหน้าร้านจริง เช่น Yu Cookies ที่ใช้ผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National University of Singapore – NUS) ในการพัฒนาขนม จึงเริ่มธุรกิจจากการขอทุนสนับสนุนจาก NUS และ Enterprise Singapore

           ผู้ประกอบการหลายแบรนด์สร้างสรรค์ขนมเพื่อดูแลสุขภาพของตนเองและผู้คนให้มากขึ้น เช่น ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Jammy’s ที่พยายามเปลี่ยนนิสัยติดหวานของตนเอง นำไปสู่การสร้างแบรนด์ขนมเพื่อสุขภาพ หรือGuilt Free Food by Joyce พัฒนาขนมสูตรน้ำตาลน้อยจากเสียงเรียกร้องของลูกค้า

           แม้ในท้องตลาดจะมีขนมสูตรน้ำตาลน้อยหรือปราศจากน้ำตาลให้เลือกสรร แต่การทำขนมเหล่านี้ต้องใส่ใจมากกว่าการลดน้ำตาล เนื่องจากการลดน้ำตาลจะส่งผลต่อเนื้อสัมผัสของขนม หลายแบรนด์จึงหาวิธีพัฒนาสูตรเพื่อให้ลูกค้าสามารถเพลิดเพลินกับขนมไปพร้อม ๆ กับการมีสุขภาพที่ดีได้ เช่น Guilt Free Food by Joyce ใช้นมคีเฟอร์ ซึ่งเป็นนมหมักที่นิยมในหมู่คนรักสุขภาพหลายคน เพื่อให้ขนมโปรตีนสูงของร้านนุ่มฟูขึ้น และยังคิดสูตรขนมปราศจากน้ำตาล โดยใช้สารให้ความหวานจากหล่อฮังก้วย (monk fruit sweetener) เพื่อให้ความหวานแทนน้ำตาล

           บางแบรนด์เจาะกลุ่มผู้บริโภคเฉพาะ เช่น ขนมคาร์โบไฮเดรตต่ำ ขนมโปรตีนสูง ขนมปราศจากกลูเตน ขนมสำหรับผู้บริโภคอาหารแบบคีโต (Keto) เช่น ขนมซินนามอนโรลสูตรปราศจากน้ำตาลที่มีโปรตีนสูงและคาร์โบไฮเดรตต่ำด้วยแป้งอัลมอนด์และไฟเบอร์จากข้าวโอ๊ตของ Guilt Free Food by Joyce หรือบราวนี่คีโตและขนมมังสวิรัติจาก Jammy’s

           การคิดค้นขนมรูปแบบใหม่และใส่ส่วนผสมที่มีคุณค่าทางโภชนาการก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ดึงดูดลูกค้าได้ดี เช่น แบรนด์ Oh My Crookies คิดค้นขนม crookie ที่กรอบเหมือนแครกเกอร์และเนื้อสัมผัสนุ่มเหมือนคุกกี้ ทั้งยังปราศจากน้ำตาลและสารปรุงแต่ง เพิ่มคุณค่าด้วยการใช้สมุนไพรและเครื่องเทศ เช่น เครื่องเทศชามาซาลา (masala chai spices) ถั่ว ธัญพืช และผลไม้แห้ง สามารถรับประทานได้หลายรูปแบบ เช่น รับประทานเปล่า ๆ รับประทานกับชีส เนื้อปรุงสุกแปรรูป (Charcuterie) สเปรด (spread) โรยหน้าบนโยเกิร์ต สลัด ซุป ไอศกรีม หรือจับคู่กับอาหารต่าง ๆ ซึ่งช่วยสร้างความแปลกใหม่และประสบการณ์ที่หลากหลายในการรับประทานให้แก่ลูกค้า

           การเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้ขนมด้วยนวัตกรรมก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่น่าสนใจเช่น ขนมของ Yu Cookies ที่ชูจุดเด่นส่วนผสมสารสกัดจากเบอร์รี่ที่ช่วยชะลอการย่อยแป้งและน้ำตาล ซึ่ง NUS เริ่มวิจัยและพัฒนาเมื่อปี 2554 และจดสิทธิบัตรในปี 2564

           นอกจากนี้ การจัดโปรโมชันพิเศษก็ช่วยกระตุ้นยอดขายได้ดี เช่น crookie ที่ผสมเครื่องเทศชามาซาลาของ Oh My Crookies จัดชุดจำหน่ายคู่กับเครื่องเทศสำหรับทำชามาซาลาซึ่งได้รับความนิยมในหมู่ลูกค้าของแบรนด์อย่างมาก

ภาพแสดงขนมซินนามอนโรลและถุงขนมสุขภาพจากแบรนด์ต่าง ๆ รวมถึงผลิตภัณฑ์ขนมอื่น ๆในรูปแบบต่าง ๆ ที่มีการจัดวางอย่างน่าสนใจ

ภาพจาก Guilt Free Food by Joyce, Jammy’s, Oh My Crookies และ Yu Cookies เรียบเรียงโดย The Straits Times

ความท้าทายของธุรกิจขนมเพื่อสุขภาพ

           ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพบางประเภทใช้ส่วนผสมที่มีคุณภาพสูงขึ้น หรือมีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่า ทำให้ต้นทุนและราคาขายอาจสูงกว่าขนมทั่วไปในท้องตลาด จึงอาจส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคที่มีความอ่อนไหวต่อราคาสินค้า

           มาตรฐานความสะอาดและความปลอดภัยของอาหารตามกฎหมายก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของลูกค้าเช่นกัน ผู้ที่ต้องการทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับอาหารจึงควรดำเนินการขอใบอนุญาตและใบรับรองด้านสุขอนามัยของสิงคโปร์ที่จำเป็น นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังสามารถเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้าได้ด้วยการทำสินค้าให้ได้ตามมาตรฐานเพื่อให้ผ่านการรับรองด้วยสัญลักษณ์ Healthier Choice Symbol (HCS) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางเลือกเพื่อสุขภาพที่ออกโดย Health Promotion Board (HPB) สัญลักษณ์นี้จะแสดงบนผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่ผ่านเกณฑ์โภชนาการที่กำหนดโดย HPB เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจเลือกผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพได้ง่ายขึ้น โดยจะมีเกณฑ์การรับรองแตกต่างกันไปตามหมวดหมู่อาหาร

ข้อสังเกต

           ผู้ประกอบการด้านขนมเพื่อสุขภาพควรรักษามาตรฐานคุณภาพและความสะอาด และมีใบอนุญาตด้านสุขอนามัยที่เกี่ยวข้องหรือมีสัญลักษณ์ HCS เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคว่าเป็นขนมที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น โดยสามารถศึกษาข้อมูลและหลักเกณฑ์ในการขอรับรองด้วยสัญลักษณ์ HCS ได้ที่เว็บไซต์ของ HPB

           ทั้งนี้ ในช่วงเริ่มต้น ผู้ประกอบการอาจพิจารณาขอสนับสนุนทุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น Startup SG ภายใต้ Enterprise Singapore ซึ่งมีหลากหลายโครงการที่ให้การสนับสนุนในรูปแบบต่าง ๆ หรือองค์กรทั่วไปที่อาจสนใจร่วมลงทุนในผลิตภัณฑ์

           นอกจากนี้ ควรคำนึงถึงการรักษาฐานลูกค้าและสร้างลูกค้าใหม่ควบคู่ไปกับการขยายตลาดด้วย เช่น มองหาช่องทางการจำหน่ายใหม่ ๆ ที่เหมาะสม รวมทั้งช่องทางออนไลน์ เพื่อให้เป็นที่รู้จักและเข้าถึงลูกค้าได้ดีขึ้น ตลอดจนพัฒนาสินค้าใหม่เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้นในอนาคต และปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์อยู่เสมอ


ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์



แหล่งที่มาข้อมูล/ภาพ: