ศูนย์ข้อมูล (Data Centre): น้ำหนักระหว่างโอกาสทางเศรษฐกิจกับความท้าทายของผลกระทบ (ตอนที่ 2/2)

การเติบโตของอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล (Data Center) แม้จะสร้างแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของประเทศ แต่ขณะเดียวกันก็ได้ก่อให้เกิดแรงกดดันต่อทรัพยากร พลังงานและสิ่งแวดล้อม ในระดับที่ไม่อาจมองข้ามได้ โดยเฉพาะศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่ต้องใช้ไฟฟ้าและน้ำในปริมาณมหาศาล เพื่อรองรับการประมวลผลของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และบริการคลาวด์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

แม้ว่าการลงทุนสร้างศูนย์ข้อมูลในประเทศจะมีมูลค่าสูงและเป็นแรงดึงดูดนักลงทุนรายใหญ่ระดับโลก แต่ก็มีความท้าทายหลายประการที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ได้แก่

การจ้างงานน้อยเมื่อเทียบกับมูลค่าการลงทุน แม้การก่อสร้างศูนย์ข้อมูลอาจก่อให้เกิดงานในช่วงการก่อสร้างหลายตำแหน่ง แต่เป็นงานชั่วคราวระยะสั้นประมาณ 1-2 ปี เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ งานเหล่านี้จะหายไป ในขณะที่ตำแหน่งงานประจำในศูนย์ข้อมูลมีจำนวนน้อย เนื่องจากระบบส่วนใหญ่ทำงานแบบอัตโนมัติ

การใช้ทรัพยากรในประเทศอย่างมหาศาล ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าสูงถึง 200 เมกะวัตต์ต่อโครงการ และหากเป็นศูนย์ข้อมูลที่เน้นการประมวลผลด้วย AI อาจใช้พลังงานอาจสูงขึ้นถึง 10 เท่า ในขณะเดียวกัน ศูนย์ข้อมูลยังต้องใช้น้ำปริมาณมากในระบบระบายความร้อน โดยศูนย์ข้อมูลที่มีกำลังการผลิต 100 เมกะวัตต์ต้องใช้น้ำประมาณ 1.1 ล้านแกลลอน (4.16 ล้านลิตร) ต่อวัน ซึ่งเทียบเท่ากับการใช้น้ำต่อวันของเมืองที่มีประชากร 10,000 คน1 ส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อระบบไฟฟ้าและแหล่งน้ำของประเทศ อีกทั้งยังต้อใช้พื้นที่ขนาดใหญ่เพื่อตั้งศูนย์ข้อมูล ทั้งนี้ ศูนย์ข้อมูลในไทยหลายแห่งมักอยู่บริเวณ EEC โดยเฉพาะอำเภอศรีราชา ซึ่งมีสายเคเบิลใต้น้ำเชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทั่วโลก แต่พื้นที่ดังกล่าวมีราคาที่ดินสูง ไฟฟ้าเริ่มไม่เพียงพอ และแหล่งน้ำมีแนวโน้มลดลง2

ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ไม่กระจายสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง นอกจากนี้ เมื่อผนวกเข้ากับมาตรการลดหย่อนภาษีให้แก่ศูนย์ข้อมูลของภาครัฐ สุดท้ายแล้วประชากรท้องถิ่นอาจได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจกลับมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น3

แนวทางและมาตรการของประเทศต่าง ๆ ในอาเซียน

ภูมิภาคอาเซียนกำลังเผชิญสถานการณ์คล้ายคลึงกัน เมื่ออุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูลขยายตัวอย่างรวดเร็วตามการเติบโตของอีคอมเมิร์ซและระบบคลาวด์ โดยขีดความสามารถรวมของภูมิภาคเพิ่มจาก 2,500 เมกะวัตต์ในปี 2565 เป็น 5,000 เมกะวัตต์ในปี 2566

สิงคโปร์ รัฐบาลสิงคโปร์ระงับการอนุญาตก่อสร้างศูนย์ข้อมูลใหม่ชั่วคราวในปี 2552–2565 จากข้อมูลในปี 2567 พบว่า สิงคโปร์มีศูนย์ข้อมูลแล้วมากกว่า 70 แห่ง มีขีดความสามารถรวมกว่า 1.4 กิกะวัตต์ พร้อมวางแผนเพิ่มอีกอย่างน้อย 300 เมกะวัตต์ และอีก 200 MW สำหรับผู้ให้บริการที่ใช้พลังงานสีเขียว นอกเหนือจากนี้ Infocomm Media Development Authority (IMDA) ยังจัดตั้งแผน Green Data Centre Roadmap เมื่อเดือนพฤษภาคม 2567 เพื่อสนับสนุนการตั้งศูนย์ข้อมูลสีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นไปพร้อมกับการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ในปัจจุบัน สิงคโปร์ให้ความสำคัญกับพลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีระบายความร้อนรุ่นใหม่ และการออกแบบศูนย์ข้อมูลที่ยั่งยืน

มาเลเซีย รัฐบาลมาเลเซียเริ่มให้ความสำคัญกับศูนย์ข้อมูลสีเขียวเช่นกัน ในเดือนมิถุนายน – พฤศจิกายน 2567 รัฐยะโฮร์ปฏิเสธคำขออนุญาตสร้างศูนย์ข้อมูลกว่าร้อยละ 30 เพื่อปกป้องทรัพยากรและควบคุมอุตสาหกรรมให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยที่ผ่านมา การพัฒนาศูนย์ข้อมูลในรัฐยะโฮร์ขยายตัวอย่างมากจากการระงับการตั้งศูนย์ข้อมูลชั่วคราวของสิงคโปร์ในปี 2552-2565 ในปัจจุบัน รัฐยะโฮร์ก้าวขึ้นเป็นตลาดศูนย์ข้อมูลอันดับหนึ่งของมาเลเซีย และเติบโตสู่การเป็นตลาดใหญ่ในอาเซียน จึงต้องให้ความสำคัญกับผลกระทบด้านต่าง ๆ ต่อประเทศในระยะยาว

ในเดือนมิถุนายน 2567 มีการจัดตั้ง Johor State Data Centre Development Coordination Committee (JPPPDNJ) เพื่อดูแลและส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูลในรัฐยะโฮร์ให้เป็นไปอย่างเป็นเหมาะสม ยั่งยืน และเป็นระบบ ครอบคลุมการประเมินคำขอจัดตั้งศูนย์ข้อมูล โดย JPPPDNJ จะพิจารณาจากมาตรการด้านความยั่งยืน แผนการใช้พื้นที่ตั้งโครงการ ตำแหน่งงานและค่าจ้างที่จะเสนอให้แรงงานในพื้นที่

ทั้งนี้ ในปี 2567 รัฐยะโฮร์มีศูนย์ข้อมูลแล้ว 13 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1.65 ล้านตารางฟุต มีขีดความสามารถรวมเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.3 กิกะวัตต์4 จากเดิม 10 เมกะวัตต์ในปี 2564 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 2.7 กิกะวัตต์ในปี

อินโดนีเซีย กระทรวงการวางแผนพัฒนาแห่งชาติ (Bappenas) ได้เปิดตัวโครงการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership: PPP) เพื่อพัฒนาศูนย์ข้อมูลสีเขียว (Green Data Center) โดยมุ่งสนับสนุนยุทธศาสตร์แผนพัฒนาระยะกลาง พ.ศ. 2567–2572 และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) อินโดนีเซียวางเป้าหมายให้ศูนย์ข้อมูลของประเทศใช้พลังงานหมุนเวียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ภายในปี พ.ศ. 2573 ปัจจุบันอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูลของอินโดนีเซียมีขีดความสามารถรวมประมาณ 500 เมกะวัตต์ 

ข้อพิจารณาสำหรับประเทศไทย

ประเทศไทยอยู่ในช่วงของการขยายตัวด้านการลงทุนในอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูลอย่างมีนัยสำคัญ ภาครัฐมีบทบาทเชิงรุกในการส่งเสริมการลงทุน โดยเสนอสิทธิประโยชน์ทางภาษีและมาตรการสนับสนุนต่าง ๆ เพื่อดึงดูดผู้ประกอบการระดับโลกให้เข้ามาตั้งฐานการให้บริการในประเทศ รวมทั้งได้ริเริ่มพัฒนาศูนย์ข้อมูลสีเขียว (Green Data Center) เพื่อให้การเติบโตของอุตสาหกรรมสอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม

โดยเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2568 รัฐบาลได้ผ่านความเห็นชอบการลงทุนมูลค่า 90,900 ล้านบาท (ประมาณ 2,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ) ในโครงการศูนย์ข้อมูลและบริการคลาวด์ ต่อมาเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ยังได้เร่งรัดโครงการลงทุนมูลค่า 300 พันล้านบาท (ราว 9.2 พันล้านดอลลาร์) ให้แล้วเสร็จภายในอีก 4 เดือน โดยอำนวยความสะดวกและผ่อนปรนกฎเกณฑ์การลงทุนใน 70 โครงการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการด้านศูนย์ข้อมูล อิเล็กทรอนิกส์ และการผลิตพลังงาน

ณ ปี 2568 ประเทศไทยมีผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลมากกว่า 30 ราย และมีศูนย์ข้อมูลที่เปิดดำเนินการแล้วประมาณ 50 แห่ง สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมนี้ อย่างไรก็ดี การขยายตัวดังกล่าวจำเป็นต้องมีการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์และกำกับดูแลอย่างรอบด้าน เพื่อให้สอดคล้องกับศักยภาพของทรัพยากรภายในประเทศและไม่สร้างภาระต่อระบบพลังงานและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว โดยประเด็นที่ควรพิจารณา ได้แก่

ความเหมาะสมของจำนวนศูนย์ข้อมูลกับทรัพยากรในประเทศ ว่ามีสัดส่วนสอดคล้องกับขีดความสามารถของระบบไฟฟ้า น้ำ และพื้นที่หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อศูนย์ข้อมูลจำนวนมากให้บริการแก่ลูกค้าต่างประเทศแต่ใช้ทรัพยากรในประเทศเป็นหลัก

ความคุ้มค่าและประสิทธิผลทางเศรษฐกิจ ว่าการส่งเสริมการลงทุนดังกล่าวก่อให้เกิดการสร้างงานและรายได้แก่ประชาชนในวงกว้างเพียงใด รวมถึงการกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง

การพัฒนาเทคโนโลยีและมาตรฐานสิ่งแวดล้อม เช่น การส่งเสริมศูนย์ข้อมูลสีเขียวที่ใช้พลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ

โดยสรุป แม้ไทยจะมีศักยภาพและได้รับความสนใจจากนักลงทุนรายใหญ่ในอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล แต่การเติบโตดังกล่าวจำเป็นต้องดำเนินไปภายใต้กรอบนโยบายที่รอบคอบและยั่งยืน เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่าง การดึงดูดการลงทุนทางเศรษฐกิจ กับ การคุ้มครองทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของประเทศ การส่งเสริมศูนย์ข้อมูลสีเขียวจึงเป็นทิศทางสำคัญที่ควรผลักดันอย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน ไทยสามารถศึกษาแนวทางจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นผู้เล่นในตลาดศูนย์ข้อมูลมาก่อน เพื่อกำหนดนโยบายที่เหมาะสมกับบริบทของไทยและนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูลที่มีเสถียรภาพ มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

สามารถอ่านบทความ Data Centre ตอนที่ 1 ได้ที่ : ศูนย์ข้อมูล (Data Centre): น้ำหนักระหว่างโอกาสทางเศรษฐกิจกับความท้าทายของผลกระทบ (ตอนที่ 1/2) – ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์


ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์


แหล่งข้อมูล:

ภาคผนวก (Appendix):

  1. https://www.straitstimes.com/asia/se-asia/faced-with-resource-constraints-cost-pressures-johor-data-centres-turn-to-newater-like-tech ↩︎
  2. https://www.youtube.com/watch?v=GzfnFW44Ag0 ↩︎
  3. https://www.datacenterknowledge.com/operations-and-management/how-many-jobs-do-data-centers-create-it-depends ↩︎
  4. พลังงาน 1 กิกะวัตต์ (GW) สามารถจ่ายไฟได้ประมาณ 750,000-1,000,000 หลังคาเรือน (ขึ้นกับอัตราการใช้พลังงานโดยเฉลี่ย ระดับประสิทธิภาพพลังงาน และความแตกต่างทางภูมิศาสตร์) (StraitsTimes) ↩︎