สิงคโปร์ผลักดันแนวคิดพหุภาคีแบบยืดหยุ่นบนเวที G20

เมื่อวันที่ 22–23 พฤศจิกายน 2568 นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสาธารณรัฐสิงคโปร์ ได้เข้าร่วมการประชุมผู้นำ G20 (G20 Leaders’ Summit) ณ Johannesburg Expo Centre สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ โดยได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการฟื้นฟูและปรับปรุงระบบเศรษฐกิจและการค้าโลกให้
มีความทันสมัย สอดคล้องกับพลวัตของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์และผู้นำไอร์แลนด์นั่งคุยกันที่การประชุม G20 ที่มีสัญลักษณ์ G20 South Africa 2025 อยู่ด้านหลัง

ระบบการค้าโลกต้องทันสมัยและยืดหยุ่น

นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์เห็นว่าระบบการค้าแบบพหุภาคีที่ยึดหลักกติกา (rules-based multilateral trading system) ซึ่งมีองค์การการค้าโลก (World Trade Organization) เป็นกลไกหลัก กำลังเผชิญข้อจำกัดในการรองรับบริบททางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อาทิ การขยายตัวของการค้าดิจิทัล ความซับซ้อนของห่วงโซ่อุปทานโลก และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งส่งผลให้ความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกลายเป็นจุดเปราะบางและถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในบางกรณี

Flexible Multilateralism: ทางเลือกใหม่ของความร่วมมือระหว่างประเทศ

แนวคิดสำคัญที่สิงคโปร์ผลักดันคือ ความร่วมมือพหุภาคีแบบยืดหยุ่น (Flexible Multilateralism) ซึ่งเปิดโอกาสให้ประเทศหรือกลุ่มประเทศที่มีความพร้อมและมีเป้าหมายร่วมกัน สามารถเริ่มกำหนดกติกาหรือดำเนินความร่วมมือในบางสาขาได้ก่อน โดยทำหน้าที่เป็นประเทศนำร่อง (pathfinders) ก่อนขยายผลให้ประเทศอื่นเข้าร่วมในระยะต่อไป แนวทางดังกล่าวช่วยลดข้อจำกัดของการรอฉันทามติจากทุกฝ่าย และตอบสนองต่อความเร่งด่วนของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก

การสร้างพันธมิตรเศรษฐกิจใหม่เพื่อรับมือเศรษฐกิจดิจิทัล

สิงคโปร์ยังได้เรียกร้องให้เร่งสร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ผ่านการเชื่อมโยงความร่วมมือข้ามภูมิภาคและ
ข้ามกลุ่มประเทศ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล การไหลเวียนของข้อมูลข้ามพรมแดน ความยืดหยุ่นของ
ห่วงโซ่อุปทาน และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เปิดกว้างและยั่งยืน โดยได้ยกตัวอย่างกรอบความร่วมมือ Future of Investment and Trade (FIT) Partnership ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มประเทศขนาดกลางและขนาดย่อมจากหลายภูมิภาค เพื่อรักษาพลวัตของการเปิดเสรีทางการค้า และปรับกติกาการลงทุนให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

เศรษฐกิจดิจิทัลต้องเติบโตอย่างเป็นธรรม

นายลอว์เรนซ์ หว่อง ยังให้ความสำคัญกับประเด็นการจ้างงานและความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเห็นว่ารัฐจำเป็นต้องเตรียมนโยบายรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเป็นธรรม เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างทั่วถึง พร้อมเรียกร้องให้ประเทศสมาชิก G20 ใช้แนวคิดเชิงปฏิบัติและมองไปข้างหน้า (pragmatism and fresh thinking) ในการออกแบบโครงสร้างเศรษฐกิจและการเงินให้มีความเปิดกว้าง ครอบคลุม และยั่งยืน โดยมองว่าเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังส่งผลต่อรูปแบบการทำงานและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ

ประเด็นที่ไทยควรติดตาม

แม้สิงคโปร์จะไม่ได้เป็นสมาชิก G20 แต่ก็ได้รับเชิญและสามารถมีส่วนร่วมในเวที G20 อย่างต่อเนื่อง สะท้อนยุทธศาสตร์การรักษาบทบาทบนเวทีเจรจาสากล เพื่อมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางระบบเศรษฐกิจโลก ซึ่งเป็นแนวทางการทูตของสิงคโปร์ที่ไม่จำกัดบทบาทตนเองอยุ่เพียงเวทีในระดับภูมิภาค ไม่แสดงท่าทียึดโยงกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจน และมุ่งหาแนวร่วมผ่านการนำเสนอแนวคิดใหม่ ๆ ในเวทีโลกที่เป็นผลประโยชน์ของประเทศ  

แนวคิดพหุภาคีแบบยืดหยุ่นและการผลักดันกติกาเศรษฐกิจดิจิทัล สอดคล้องกับจุดแข็งของสิงคโปร์ในฐานะประเทศการค้าและศูนย์กลางบริการสมัยใหม่ที่มีความพร้อมด้านนโยบาย มีหน่วยงานกำกับดูแลและระบบราชการที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่เน้นภาคบริการและเศรษฐกิจดิจิทัล

สำหรับภาคธุรกิจไทย พัฒนาการดังกล่าวถือเป็นสัญญาณสำคัญที่ควรติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งในด้านทิศทางกติกาการค้าและการลงทุนใหม่ ๆ รวมถึงโอกาสในการมีส่วนร่วมกับกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่กำลังเกิดขึ้น
เพื่อเตรียมความพร้อมเชิงนโยบายและเชิงกลยุทธ์ในบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว


ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์


แหล่งข้อมูล: