เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 สำนักงานอาหารแห่งสิงคโปร์ (Singapore Food Agency : SFA), กระทรวงกลาโหม (Ministry of Defence : MINDEF), คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ (National Parks Board : NParks) และสำนักงานที่ดินแห่งสิงคโปร์ (Singapore Land Authority : SLA) ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันว่า รัฐบาลประกาศปรับเปลี่ยนผังการใช้ประโยชน์ที่ดินในบริเวณลิม ชู คัง (Lim Chu Kang) เพื่อเป็นการจัดสรรการใช้ประโยชน์จากที่ดินให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยพื้นที่ทางตอนเหนือของ Lim Chu Kang ซึ่งเดิมจัดสรรไว้เพื่อการทหาร จะถูกนำมาใช้รองรับการพัฒนาด้านเกษตรกรรมในอนาคต ขณะที่พื้นที่ตอนใต้ ซึ่งเป็นที่ตั้งของฟาร์มทั้งห้าแห่ง จะถูกปรับเปลี่ยนเพื่อใช้ในกิจการด้านกลาโหมแทน โดยรัฐบาลกำลังหารือและทำงานอย่างใกล้ชิดกับฟาร์มที่ได้รับผลกระทบ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านให้เป็นไปอย่างราบรื่น และเพื่อให้การใช้ประโยชน์ด้านเกษตรกรรมภายในประเทศดำเนินต่อเนื่องได้

ทางการระบุว่า การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินดังกล่าว1มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดินอันจำกัดของสิงคโปร์ โดยการรวมพื้นที่เกษตรอาหารและเกษตรประเภทอื่นเข้าด้วยกัน อาจช่วยให้ฟาร์มต่าง ๆ ใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน ปรับปรุงระบบโลจิสติกส์ และลดต้นทุนการผลิตได้ ขณะเดียวกัน ก็ทำให้ภาครัฐมีพื้นที่ต่อเนื่องที่เหมาะสมมากขึ้นสำหรับการใช้งานด้านความมั่นคง

ฟาร์มไข่ไก่ Seng Choon ซึ่งเป็นหนึ่งในฟาร์มผลิตไข่ไก่เพียงสามแห่งของสิงคโปร์ จะต้องย้ายออกจากพื้นที่ปัจจุบัน หลังรัฐบาลสิงคโปร์ประกาศปรับแผนการใช้ที่ดินในเขต Lim Chu Kang โดยสัญญาเช่าของฟาร์มจะสิ้นสุดลงในปี 2579 และขณะนี้บริษัทกำลังดำเนินการหาสถานที่ใหม่สำหรับย้ายกิจการ นอกจาก Seng Choon Farm แล้วยังมีฟาร์มอีกสี่แห่งที่ได้รับผลกระทบได้แก่ ฟาร์ม Bollywood Farms, Gan Aquarium, Gallop Kranji Farm Resort และ Malaysian Feedmills Farms โดยฟาร์มบางแห่งจะหมดสัญญาเช่าภายในปี 2569-2570 ส่วน Malaysian Feedmills Farms จะหมดสัญญาในปี 2580

หน่วยงานรัฐระบุว่า ฟาร์มทั้งหมดได้รับแจ้งล่วงหน้าเป็นเวลาหลายปี เพื่อให้มีเวลาเพียงพอในการวางแผนธุรกิจและการย้ายสถานที่ โดยฟาร์มที่สัญญาจะหมดในปี 2569-2570 ได้รับแจ้งตั้งแต่ปี 2563 แล้วว่าจะไม่มีการต่อสัญญาเพิ่มเติม ส่วนฟาร์มที่หมดสัญญาในช่วงปี 2579-2580 ก็ได้รับการแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 10 ปี

นาย Koh Yeow Koon กรรมการผู้จัดการของ Seng Choon Farm ระบุว่า การเริ่มต้นดำเนินงานบนพื้นที่ใหม่จะเป็นโอกาสให้บริษัทนำเทคโนโลยี นวัตกรรม และแนวทางด้านความยั่งยืนมาใช้ในการพัฒนาฟาร์มในอนาคต

ในช่วงสองปีที่ผ่านมา บริษัทได้ลงทุนมากกว่า 2 ล้านเหรียญสิงคโปร์ เพื่อยกระดับระบบควบคุมคุณภาพ รวมถึงการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ด้านการจดจำภาพมาใช้ในการตรวจสอบคุณภาพไข่ไก่ โดยระบบดังกล่าวสามารถตรวจสอบไข่ได้สูงสุดประมาณ 125,000 ฟองต่อชั่วโมง พร้อมมุมมองการตรวจสอบแบบ 360 องศา โดยเทคโนโลยีนี้สามารถตรวจจับรอยแตกร้าวและสิ่งสกปรกได้อย่างแม่นยำราวร้อยละ 98 เพิ่มขึ้นจากระบบเดิมที่มีความแม่นยำประมาณร้อยละ 95

SFA ระบุเพิ่มเติมว่า ผลกระทบต่อฟาร์มที่เกี่ยวข้อง “ไม่น่าจะส่งผลอย่างมีนัยสำคัญ” ต่ออุปทานอาหารโดยรวมของสิงคโปร์ และเป้าหมายการผลิตอาหารภายในประเทศสำหรับปี 2578 ได้คำนึงถึงแผนการใช้ที่ดินระยะยาวและแผนการย้ายพื้นที่ในเขต Lim Chu Kang ไว้แล้ว โดยในปี 2568 ฟาร์มไข่ทั้งสามแห่งของสิงคโปร์ผลิตไข่รวมกันได้ประมาณ 736.7 ล้านฟอง ลดลงจาก 773.5 ล้านฟองในปีก่อนหน้า โดย Seng Choon เพียงแห่งเดียวผลิตไข่มากกว่า 200 ล้านฟองต่อปี

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 SFA ได้ประกาศการยกระดับกรอบข้อกำหนดสัญญาเช่าที่ดินเพื่อการเกษตร โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินงานของฟาร์ม และสนับสนุนเป้าหมายด้านความมั่นคงทางอาหารของประเทศ2

ภายใต้กรอบใหม่นี้ จากเดิมฟาร์มจะต้องผลิตอาหารตามชนิดที่ระบุไว้ในข้อเสนอประกวดราคา (tender proposal) เท่านั้น แต่หลังจากการปรับปรุง ทั้งฟาร์มเดิมและฟาร์มใหม่สามารถยื่นขอปรับหรือขยายการผลิตไปยังกลุ่มอาหารหลักที่ SFA อนุมัติ ได้แก่ ผักใบ ผักผล (fruited vegetables) ถั่วงอก เห็ด ไข่ และอาหารทะเล

ในด้านระยะเวลาดำเนินการ SFA ได้ขยายกรอบเวลาในการขอใบอนุญาตและเอกสารรับรองที่จำเป็นสำหรับการก่อสร้างจาก 3 ปีเป็น 5 ปี และเพิ่มระยะเวลาในการบรรลุเป้าหมายการผลิตจาก 5 ปีเป็น 8 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการวางแผน การลงทุน และการขยายกำลังการผลิตอย่างเป็นระบบ

ความคิดเห็นของสคต. และข้อเสนอแนะ

การปรับเปลี่ยนการใช้ที่ดินในพื้นที่ Lim Chu Kang สะท้อนแนวคิดด้าน “ความมั่นคงทางอาหาร” ของสิงคโปร์ที่มุ่งรักษาศักยภาพการผลิตอาหารภายในประเทศควบคู่ไปกับการบริหารทรัพยากรที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ แม้สิงคโปร์จะมีข้อจำกัดด้านพื้นที่และพึ่งพาการนำเข้าอาหารเป็นหลัก แต่รัฐบาลยังคงผลักดันการพัฒนาภาคเกษตรและอาหารผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานอาหารในระยะยาว     

สำหรับผู้ประกอบการไทย อาจเป็นโอกาสในการขยายการส่งออกสินค้าอาหาร วัตถุดิบเกษตร เข้าสู่ตลาดสิงคโปร์ โดยเฉพาะในช่วงที่ภาคการผลิตภายในประเทศอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างและย้ายพื้นที่ ไทยมีศักยภาพด้านการผลิตไข่ไก่เชิงอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานที่มีเสถียรภาพ ซึ่งสามารถมีบทบาทสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารของสิงคโปร์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้ระบบอาหารท่ามกลางข้อจำกัดด้านทรัพยากรของสิงคโปร์ได้


สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงสิงคโปร์


แหล่งข้อมูล:

  • Cover Image: Pexels

แหล่งอ้างอิง:

  1. เป็นส่วนหนึ่งของแผนแม่บท Lim Chu Kang Masterplan เพือพัฒนา Lim Chu Kang ให้เป็นเขตเกษตรและอาหาร ↩︎
  2. รัฐบาลสิงคโปร์ได้ปรับเป้าหมายด้านการผลิตอาหารในเดือนพฤศจิกายน ปี 2568โดยตั้งเป้าใหม่ให้ฟาร์มภายในประเทศสามารถผลิตอาหารได้ครอบคลุม โดยตั้งเป้า20% ของการบริโภคผักใบภายในประเทศ และ 30% ของการบริโภคโปรตีนภายในประเทศภายในปี 2578 ↩︎