เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2566 รัฐบาลสิงคโปร์ได้จับกุมกระบวนการฟอกเงินครั้งใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ โดยสามารถจับกุมผู้กระทำผิด 10 ราย มูลค่าทรัพย์สินที่ยึดไว้ได้รวมเกือบ 3,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ และพบว่ามีความเชื่อมโยงกับบัญชีของสถาบันการเงิน 16 แห่งที่ทำธุรกิจในสิงคโปร์ และมีผู้ต้องสงสัยอีก 17 รายที่ยังคงอยู่ระหว่างสอบสวน ทั้งนี้ ผู้กระทำผิดส่วนหนึ่งเป็นสมาชิกองค์กรในนาม “Fujian gang” ซึ่งมาจากทางตอนใต้ของจีนแต่ถือหนังสือเดินทางต่างชาติ “golden passport” จากประเทศตุรกี วานูอาตู เซนต์คิตส์และเนวิส เป็นต้น

ความคืบหน้าของภาครัฐในการเพิ่มความเข้มงวดกับสถาบันการเงิน

ธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ให้ข้อมูลว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ MAS ได้ตรวจสอบสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงินนี้เสร็จสิ้นแล้ว โดยธนาคารที่มีสินทรัพย์ของผู้ต้องหาเหล่านี้มากที่สุด ได้แก่ Credit Suisse Citigroup และ UOB โดยเฉพาะการประเมินว่ามีมาตรการควบคุมที่เพียงพอและเหมาะสมต่อการป้องกันการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายหรือไม่ และจะดำเนินการหากสถาบันการเงินไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด โดยสถาบันการเงินที่ทำธุรกรรมกับผู้กระทำผิดมากที่สุดไม่ว่าจะเป็นการรับฝากเงิน การปล่อยกู้ หรือการบริการทางการเงินรูปแบบอื่น ๆ จะต้องถูกปรับและลงโทษโดยหน่วยงานกำกับดูแล นอกจากนี้ MAS ยังได้ขอให้ธนาคารที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ทบทวนมาตรการ Know-Your-Customer (KYC) ของตนโดยใช้บริการจากผู้ตรวจสอบภายนอก

รัฐบาลสิงคโปร์ยกระดับมาตรการคุมเข้มด้วยการร้องขอข้อมูลเพิ่มเติมจาก Hedge Fund และ Family Office (บริษัทที่ให้บริการจัดการสินทรัพย์ของบรรดาเศรษฐี) เนื่องจากหนึ่งในผู้ต้องหาคดีฟอกเงินนี้มีความเชื่อมโยงกับ Family Office ที่ได้รับการยกเว้นภาษี ขณะเดียวกันก็เร่งดำเนินการปิดบริษัทที่ไม่ได้ดำเนินธุรกิจจริงเพิ่มมากขึ้น

มาตรการของสถาบันการเงินเพื่อเพิ่มความรัดกุมต่อการฟอกเงิน

กลุ่มสถาบันการเงินซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว ได้เพิ่มการตรวจสอบลูกค้าที่มีความมั่งคั่งสูงรวมไปถึงผู้มีโอกาสเป็นลูกค้าให้รอบคอบมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการมีส่วนร่วมหรือความเกี่ยวข้องกับธุรกรรมผิดกฎหมายอีก โดยพนักงานสถาบันการเงินต้องผ่านการฝึกอบรมเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถจับสังเกตกลอุบายที่อาชญากรอาจใช้เพื่อปกปิดภูมิหลังและแหล่งที่มาของเงินทุน

สถาบันการเงิน Citi ได้จัดให้พนักงานทุกคนได้รับการฝึกอบรมอย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะการต่อต้านการฟอกเงิน โดยพนักงานตำแหน่ง wealth management จะได้รับการฝึกอบรมเป็นระยะเวลา 1 เดือน โดยมุ่งเน้นการจับสังเกตความเสี่ยงด้านการฟอกเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มลูกค้าจากมณฑลฝูเจี้ยนและกวางตุ้งของจีนที่ถือหนังสือเดินทางจากประเทศอื่นซึ่งได้สัญชาติจากการลงทุนแต่ไม่สามารถสนทนาภาษาอังกฤษได้ และมีธุรกรรมที่น่าสงสัย เช่น การโอนเงินจำนวนมากจากบริษัทในฮ่องกงที่ไม่มีตัวตนบนอินเทอร์เน็ตไปยังบัญชีธนาคารในสหรัฐฯ โดยระบุว่า “ชำระคืนเงินกู้”    

ธนาคาร DBS ซึ่งเป็นธนาคารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของสิงคโปร์ มีทรัพย์สินที่ได้รับผลกระทบประมาณ 100 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการปล่อยกู้ให้กับการหาซื้ออสังหาริมทรัพย์ ได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบกลุ่มลูกค้าที่มีความเสี่ยง โดยกำลังพัฒนากระบวนการต่อต้านการฟอกเงินเพื่อให้เท่าทันกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของอาชญากร

ธนาคาร OCBC ได้ดำเนินมาตรการหลายประการ รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดอันดับความเสี่ยงและกระบวนการตรวจสอบแหล่งที่มาของเงิน โดยธนาคารจะขอข้อมูลคำชี้แจงเพิ่มเติมหากพบพฤติกรรมที่น่าสงสัยและพิจารณาคำอธิบายของลูกค้าเป็นรายกรณีก่อนที่จะดำเนินการต่อไป

ข้อมูลเพิ่มเติมและข้อคิดเห็น

กรณีฟอกเงินครั้งประวัติศาสตร์ของสิงคโปร์นี้ นับเป็นบทเรียนสำคัญที่สิงคโปร์และประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกสามารถนำไปพิจารณาทบทวนนโยบายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้สิงคโปร์ยอมรับว่าคดีฟอกเงินดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การเป็นศูนย์กลางทางการเงินของสิงคโปร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สะท้อนถึงจุดอ่อนในระบบการเงินการธนาคารของสิงคโปร์และกระบวนการคัดกรองลูกค้าของธนาคารสิงคโปร์ นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2566 รัฐบาลสิงคโปร์จึงได้ออกมาตรการคุมเข้มเพื่อให้สถาบันการเงินเร่งยกระดับมาตรการทางการเงิน รวมถึงแนวทางตรวจสอบลูกค้าเป้าหมาย และ Family Office อย่างเข้มงวด


ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์


ข้อมูลอ้างอิง