
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ลงนามความตกลงเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านนิวเคลียร์กับสิงคโปร์
เมื่อวันที่ 30-31 กรกฎาคม 2567 นาย Antony Blinken รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้เดินทางเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ โดยการเยือนครั้งนี้เป็นการเยือนสิงคโปร์ครั้งแรกของนาย Blinken ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และเป็นส่วนหนึ่งของการเยือนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 11 วันของนาย Blinken โดยมีนาย Lloyd Austin รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ร่วมคณะด้วย
ภาพรวม
นาย Blinken ได้พบหารือกับนาย Lawrence Wong นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ นาย Lee Hsien Loong รัฐมนตรีอาวุโส และนาย Vivian Balakrishnan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ และเป็นประธานร่วมการประชุม US – Singapore Critical and Emerging Technology Dialogue ครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นกรอบการหารือทวิภาคีที่จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคม 2566 เพื่อกระชับความร่วมมือในการสร้างระบบนิเวศทางเทคโนโลยีที่น่าเชื่อถือ เปิดกว้าง และเข้าถึงได้ โดยผลการเยือนที่สำคัญคือการลงนามความตกลงกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ 2 ฉบับ ได้แก่ 123 Agreement on Nuclear Cooperation และความตกลงเพื่อส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนระหว่างสิงคโปร์กับสหรัฐฯ ในการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านสาธารณสุข เศรษฐกิจดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความมั่นคงทางไซเบอร์ให้แก่ประเทศในภูมิภาค
การลงนาม 123 Agreement on Nuclear Cooperation
เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2567 นาย Vivian Balakrishnan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ และนาย Blinken ได้ลงนามความตกลง 123 Agreement on Nuclear Cooperation เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีและการวิจัยนิวเคลียร์กับหน่วยงาน/องค์กรที่เกี่ยวข้องของสหรัฐฯ โดย ความตกลงนี้มีระยะเวลา 30 ปี ซึ่งจะช่วยให้สิงคโปร์ได้ศึกษาและเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีนิวเคลียร์ล่าสุดและการวิจัยทางวิทยาศาสตร์จากองค์กรที่เกี่ยวข้องของสหรัฐฯ และช่วยให้สิงคโปร์สามารถพิจารณา/ตัดสินใจเกี่ยวกับการนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้เป็นแหล่งพลังงานสะอาดได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
นาย Vivian Balakrishnan กล่าวในช่วงการลงนามว่า เทคโนโลยีนิวเคลียร์แบบดั้งเดิมที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ไม่เหมาะสมกับสิงคโปร์ แต่เมื่อพิจารณาถึงเทคโนโลยีนิวเคลียร์พลเรือน (civil nuclear technology) ซึ่งมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วแล้ว สิงคโปร์จำเป็นต้องติดตามความก้าวหน้าในเรื่องนี้ ซึ่งความตกลงดังกล่าวจะช่วยอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลและความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ และกระชับความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์พลเรือนในสหรัฐฯ ได้
ความตกลงนี้เป็นการต่อยอดจากความร่วมมือทางนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ กับสิงคโปร์ที่มีมาอย่างยาวนาน โดยกำหนดกรอบการทำงานที่ครอบคลุมเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางนิวเคลียร์เพื่อสันติภาพโดยอยู่บนพื้นฐานของความมุ่งมั่นร่วมกันที่จะไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งรวมถึงการป้องกันการแพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์และเทคโนโลยีอาวุธ โดยคาดว่าความตกลงจะมีผลใช้บังคับภายในสิ้นปี 2567 หลังจากผ่านการพิจารณาของรัฐสภาสหรัฐฯ
กระทรวงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมสิงคโปร์ (Ministry of Sustainability and the Environment) และกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ (Ministry of Trade and Industry) กล่าวว่า การตัดสินใจใด ๆ ที่เกี่ยวกับ การใช้พลังงานนิวเคลียร์ในสิงคโปร์จะต้องผ่านการศึกษาวิจัยโดยละเอียดเกี่ยวกับความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ ค่าใช้จ่าย และความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมในบริบทของสิงคโปร์ด้วย
ภายใต้ความตกลงนี้ สิงคโปร์จะเข้าร่วม Foundational Infrastructure for Responsible Use of Small Modular Reactor Technology (First) Programme ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งจะสนับสนุนพันธมิตรให้มีความเข้าใจที่ดีขึ้นเกี่ยวกับเครื่องปฏิกรณ์โมดูลาร์ขนาดเล็กหรือเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ขั้นสูงใหม่ ๆ ทั้งนี้ เครื่องปฏิกรณ์โมดูลาร์ขนาดเล็กมีกำลังการผลิตประมาณหนึ่งในสามของเครื่องปฏิกรณ์แบบเดิม เหมาะสำหรับสิงคโปร์ซึ่งมีพื้นที่จำกัดและมีประชากรหนาแน่นมากกว่า เนื่องจากมีกำลังการผลิตที่ต่ำกว่า มีมาตรฐานความปลอดภัยที่สูงขึ้น และต้องใช้พื้นที่กันชนเล็กกว่าเมื่อเทียบกับเครื่องปฏิกรณ์แบบเดิม
ภายใต้โครงการ First สิงคโปร์จะสามารถเข้าถึงหน่วยงานเครือข่ายของสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานนิวเคลียร์ รวมถึงห้องปฏิบัติการแห่งชาติของสหรัฐฯ และประเทศที่กำลังพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ใหม่ ๆ ซึ่งจะช่วยให้สิงคโปร์มีความเข้าใจและสามารถประเมินเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ขั้นสูงได้
กิจกรรม Dialogue ในรูปแบบ fireside chat ระหว่าง Professor Chan Heng Chee อดีตเอกอัครราชทูตสิงคโปร์ประจำสหรัฐฯ (ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง Ambassador-at-large กระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์) กับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ จัดโดย Lee Kuan Yew School of Public Policy ร่วมกับ สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2567 ณ Ngee Ann Auditorium, Asian Civilization Museum โดยนาย Blinken ได้ให้ทัศนะ/มุมมองต่อประเด็นต่าง ๆ ดังนี้
1. ยืนยันความเชื่อมั่นของตนที่ว่า สหรัฐฯ จะยังคงมีบทบาท (stay engaged) ในเวทีโลก ไม่ว่าผลการเลือกตั้งปรานาธิบดีสหรัฐฯ จะเป็นเช่นใดก็ตาม เพราะสหรัฐฯ เชื่อว่า ในการบริหารจัดการเรื่องภายในประเทศให้สำเร็จลุล่วง สหรัฐฯ จำเป็นต้องทำงานร่วมกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกด้วย และเชื่อว่า ประเทศส่วนใหญ่ต้องการให้สหรัฐฯ มีส่วนร่วม ต้องการความเป็นผู้นำของสหรัฐฯ และร่วมมือกับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวกที่สะท้อนกลับมายังสหรัฐฯ ตนจึงมั่นใจว่า ท้ายที่สุดแล้ว ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ก็เห็นประโยชน์ของการมีส่วนร่วม/บทบาทของสหรัฐฯ ทั่วโลก
2. ระบบพหุภาคีเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ในการมีบทบาทและมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ ในทุกที่ของโลกและมีความสำคัญอย่างมากต่อความพยายามของสหรัฐฯ ที่จะ “renew, reinvigorate… and in some cases reimagine” พันธมิตรและหุ้นส่วนของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประธานาธิบดีไบเดนได้สั่งการให้ตนและทุกคนทำตั้งแต่ เข้ารับตำแหน่ง รวมทั้งการสร้าง new arrangements of countries ที่ตอบสนองต่อเป้าประสงค์และมุ่งเน้นประเด็นที่เฉพาะเจาะจง
3. แสดงความกังวลถึงภาวะของกำลังการผลิตที่มากเกินไป (manufacturing overcapacity) ในบางภาคส่วนและบางอุตสาหกรรมของจีน โดยการอุดหนุนของรัฐบาลจีนทำให้เกิดการผลิตที่เกินความจำเป็นทั้งสำหรับตลาดโลกและตลาดของจีนเอง และสร้างข้อได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรม ทั้งนี้ สหรัฐฯ ยอมรับว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนมีความซับซ้อนและมีความสำคัญมากที่สุดในโลก ซึ่งสหรัฐฯ กับจีนมีหน้าที่ที่จะต้องจัดการความสัมพันธ์นี้ด้วยความรับผิดชอบ แม้จีนกับสหรัฐฯ จะอยู่ในสภาวะของการแข่งขัน แต่สหรัฐฯ ต้องการเห็นการแข่งขันที่เป็นธรรม และต้องการให้แน่ใจว่า การแข่งขันจะไม่นำไปสู่ความขัดแย้ง ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อสหรัฐฯ หรือประเทศอื่นใด รวมทั้งต่อจีนเองด้วย
4. ตามที่ได้เกิดเหตุการณ์ลอบสังหารผู้นำกลุ่มฮามาสในช่วงเช้าของวันที่ 31 กรกฎาคม 2567 นาย Blinken ได้ตอบคำถามจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า สหรัฐฯ ได้พยายามดำเนินการในเรื่องนี้ตั้งแต่ช่วงแรกเพื่อ “to get to a better place in Gaza” และป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งลุกลามหรือแผ่ขยายไปยังพื้นที่อื่น ๆ ซึ่งกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่สิ่งนี้ก็คือ การหยุดยิง
ข้อมูลเพิ่มเติม/ ข้อสังเกต
ข้อตกลงระหว่างสิงคโปร์กับสหรัฐฯ เป็นการต่อยอดความพยายามของสิงคโปร์ในการทำงานร่วมกับนานาประเทศเพื่อพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับการใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อเป็นพลังงานทางเลือกและเพิ่มขีดความสามารถด้านความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ เช่น ความร่วมมือระหว่างสิงคโปร์กับฝรั่งเศสซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ โดยสิงคโปร์เปิดกว้างที่จะพิจารณาความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ที่สามารถสนับสนุนการสร้างขีดความสามารถในด้านวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์และความปลอดภัยทางนิวเคลียร์
สิงคโปร์เป็นประเทศสมาชิกของ IAEA ตั้งแต่ปี 2510 และกำลังยกระดับการวิจัยด้านความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ด้วยการสร้างสถาบันวิจัยและความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ ซึ่งตั้งอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) โดยมีเป้าหมายระยะยาวที่จะสร้างผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางนิวเคลียร์จำนวน 100 คน
ปัจจุบันสหรัฐฯ มึความตกลง 123 กับประเทศและองค์กรต่าง ๆ รวม 24 ฉบับ (โดยในส่วนของอาเซียน สหรัฐฯ ได้ลงนามความตกลง 123 กับ อินโดนีเซียฟิลิปปินส์ และเวียดนามแล้ว) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางนิวเคลียร์อย่างสันติ โดยประเทศหรือหน่วยงานเหล่านี้จะได้รับอนุญาตให้มีการถ่ายโอนวัสดุหรืออุปกรณ์นิวเคลียร์จากสหรัฐฯ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วบริษัทต่าง ๆ ของสหรัฐฯ จะไม่สามารถส่งออกอุปกรณ์และวัสดุนิวเคลียร์ได้หากไม่มีข้อตกลงทวิภาคีที่มีผลบังคับใช้
นาย Lawrence Wong นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ได้โพสต์ข้อความบน Facebook ส่วนตัวเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2567 ว่า สิงคโปร์กับสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ทวิภาคีที่ดีเยี่ยมและมีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นในหลายด้าน ตั้งแต่เศรษฐกิจไปจนถึงการป้องกันประเทศและความมั่นคง โดยสหรัฐฯ เป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดของสิงคโปร์ และมีบริษัทฯ ของสหรัฐฯ ในสิงคโปร์เกือบ 6,000 บริษัท ทั้งนี้สิงคโปร์ยินดีที่สหรัฐฯ จะยังคงมีบทบาทในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทั้งสองประเทศกำลังขยายความร่วมมือไปยังด้านใหม่ ๆ โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่สำคัญ เช่น AI และ civilian nuclear energy
ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์
ข้อมูลอ้างอิง
- https://www.straitstimes.com/singapore/singapore-signs-agreement-with-us-to-deepen-understanding-of-nuclear-reactors-safety
- Featured Image Source: Shutterstock