สภาพอากาศร้อนชื้นของสิงคโปร์ และแนวโน้มการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) ที่เพิ่มขึ้นภายหลังสถานการณ์โควิด-19 ได้ส่งผลให้พฤติกรรมการแต่งกายของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงานยุคใหม่ที่มองหาเสื้อผ้าที่ให้ความรู้สึกคล่องตัว สบาย และเหมาะสมกับหลายบริบทในชีวิตประจำวัน ความนิยมในเสื้อผ้าแนว Athleisure จึงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นสไตล์ที่ผสานความยืดหยุ่นของชุดกีฬาเข้ากับความเรียบง่ายของชุดลำลอง เหมาะสำหรับทั้งการทำงาน การออกกำลังกาย และกิจกรรมยามว่าง ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แบบไฮบริดที่ผสมผสานระหว่างภารกิจในชีวิตประจำวันกับความต้องการความสะดวกสบายได้อย่างลงตัว

ในระดับภูมิภาค ตลาด Athleisure ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าจะมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 57.9 ของมูลค่าตลาดสปอร์ตแวร์ทั้งหมด และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (Compound Annual Growth Rate – CAGR) สูงถึงร้อยละ 9.5 ในช่วงปี 2566 – 2570 ความนิยมในเสื้อผ้าสไตล์นี้สะท้อนถึงวิถีชีวิตของชาวสิงคโปร์ที่ให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายและความเหมาะสมในหลายโอกาส โดย Athleisure สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งในด้านฟังก์ชันที่รองรับการเคลื่อนไหวและแฟชั่นที่สอดคล้องกับการทำงาน การประชุม ไปจนถึงกิจกรรมทางสังคมอื่น ๆ จึงกลายเป็นสไตล์หลักของผู้หญิงสิงคโปร์ยุคใหม่ได้อย่างลงตัว

การเติบโตของ Athleisure ในยุค Hybrid Lifestyle

ในอดีต วัฒนธรรมการแต่งกายของชาวออฟฟิศสิงคโปร์เน้นความสุภาพและความเป็นทางการ โดยเฉพาะในภาคธุรกิจและหน่วยงานราชการ อย่างไรก็ตาม ภายหลังสถานการณ์โควิด-19 รูปแบบการทำงานแบบผสมผสาน (Hybrid Work) ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และนำมาสู่การผ่อนคลายข้อกำหนดด้านการแต่งกายในที่ทำงาน ปัจจุบัน หลายองค์กรอนุญาตให้พนักงานแต่งกายได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น โดยยังคงรักษาภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพ เช่น การแต่งกายในแบบ “Smart Casual” หรือ “Business Casual” โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Generation Z) ที่ผสมผสานแฟชั่นร่วมสมัยเข้ากับบริบทการทำงานมากขึ้น

แนวโน้มวิถีชีวิตแบบกึ่งทางการ (Hybrid Lifestyle) เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ตลาดเสื้อผ้าแนว Athleisure ขยายตัวอย่างรวดเร็วในระดับโลก รายงาน Global Sportswear Market โดย GlobalData คาดการณ์ว่าตลาด Athleisure ทั่วโลกจะเติบโตร้อยละ 25.1 และมีมูลค่าสูงถึง 551 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2568 ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวสะท้อนถึงความต้องการเสื้อผ้าที่สามารถสวมใส่ได้ทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน

ผลสำรวจ Voice of the Consumer โดย Euromonitor International ยังชี้ว่า ร้อยละ 40.3 ของผู้บริโภคออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยินดีจ่ายแพงขึ้นเพื่อเสื้อผ้าที่ใส่สบาย โดยมีสัดส่วนใกล้เคียงกันระหว่างผู้หญิง (ร้อยละ 51.4) และผู้ชาย (ร้อยละ 48.6) สะท้อนว่า “ความสบาย” ได้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการแต่งกาย โดยแบรนด์ที่ได้รับความนิยมในสิงคโปร์ ได้แก่ Lululemon, Alo, Cheak รวมถึงแบรนด์ท้องถิ่นที่พัฒนาเสื้อผ้า Activewear เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้หญิงยุคใหม่ที่เน้นความคล่องตัว ทันสมัย และสามารถใส่ได้ตั้งแต่ออกกำลังกายจนถึงประชุมงาน

โอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทย

1. การสร้างแบรนด์เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคชาวสิงคโปร์และในภูมิภาค

ผู้ประกอบการไทยที่สนใจสร้างแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตนเองสามารถเริ่มต้นได้โดยการร่วมมือกับโรงงานผลิต (Original Equipment Manufacturer – OEM) ภายในประเทศไทยที่มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตเสื้อผ้าแบบ Made-to-Order เพื่อตอบโจทย์ตลาดสิงคโปร์ ซึ่งมีศักยภาพสูงและมีกำลังซื้อที่แข็งแกร่ง ตัวอย่างความสำเร็จที่น่าสนใจ คือแบรนด์ GENTLEWOMAN ซึ่งเปิดตัวกระเป๋า “Dumpling Bag” ที่ออกแบบให้มีน้ำหนักเบาและฟังก์ชันการใช้งานครบครัน จนกลายเป็นที่นิยมในสิงคโปร์ โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19 ที่หลายแบรนด์ชะลอการลงทุน GENTLEWOMAN กลับใช้โอกาสนี้สร้างการรับรู้แบรนด์ผ่านการออกสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคผ่านการใช้สื่อโซเชียลมีเดียอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากการเน้นคุณภาพสินค้าและดีไซน์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แล้ว ผลสำรวจจาก YouGov พบว่าร้อยละ 20 ของผู้บริโภคสิงคโปร์เลือกซื้อเสื้อผ้าจากแบรนด์ที่มีความยั่งยืน และกว่าร้อยละ 60 ยินดีจ่ายในราคาที่สูงขึ้นเพื่อสนับสนุนแฟชั่นที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจึงสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและความแตกต่างด้วยการเลือกใช้วัสดุที่ยั่งยืน (Sustainable Materials) เช่น ผ้าฝ้ายออร์แกนิก โพลีเอสเตอร์รีไซเคิล และผ้าเยื่อไผ่ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในหมู่ผู้บริโภคสิงคโปร์

นอกจากนี้ การเลือกใช้เทคโนโลยีสิ่งทอที่สามารถปรับอุณหภูมิ ดูดซับเหงื่อและกันน้ำได้ ก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่เหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นของสิงคโปร์เพราะช่วยเสริมความสะดวกสบายในการสวมใส่ตลอดวัน ทั้งในระหว่างทำงาน เดินทาง หรือพักผ่อน ผู้ประกอบการไทยที่สามารถพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ทั้งฟังก์ชันความสวยงามและความยั่งยืนจึงมีโอกาสประสบความสำเร็จและสร้างการเติบโตได้ในตลาดสิงคโปร์

2.การสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำให้แก่ลูกค้า

ร้านค้าที่เป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ (Flagship Store) เป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างการรับรู้และตอกย้ำอัตลักษณ์ของแบรนด์ โดยเน้นการออกแบบตกแต่งภายในร้านให้สะท้อนบุคลิกของแบรนด์อย่างสร้างสรรค์ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำแก่ลูกค้า นอกจากนี้ การเล่าเรื่องราวของแบรนด์ (Brand Storytelling) ผ่านการจัดวางสินค้าและสื่อภายในร้าน รวมถึงการใช้โซเชียลมีเดียอย่างมีประสิทธิภาพ ล้วนมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างภาพลักษณ์และความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค

Inside view of a modern retail store featuring colorful displays, shelves filled with products, and a welcoming atmosphere.
รูปจากแบรนด์ by the vines flagship                รูปจากแบรนด์ love, bonito flagship

3.การสำรวจตลาดผ่านนิทรรศการและงานแสดงสินค้าในสิงคโปร์

ผู้ประกอบการไทยอาจพิจารณาเข้าร่วมงานนิทรรศการและงานแสดงสินค้า (Trade Shows) เพื่อศึกษาตลาดแฟชั่นในสิงคโปร์และเอเชีย เป็นโอกาสในสร้างเครือข่ายธุรกิจและสร้างการรับรู้ของแบรนด์ไทยสู่ตลาดสากล โดยงานที่น่าสนใจและได้รับความนิยม ได้แก่

  1. Asia Apparel Expo นิทรรศการที่เน้นการแสดงผลิตภัณฑ์จากโรงงาน OEM โรงงาน Original Design Manufacturer (ODM) และอุปกรณ์ตัดเย็บ
  2. Singapore Fashion Week (SGFW) เวทีโปรโมตแบรนด์แฟชั่นและสนับสนุนนักออกแบบรุ่นใหม่
  3. Blueprint Trade Show (Enterprise Singapore) การจับคู่ธุรกิจระหว่างดีไซเนอร์กับผู้ซื้อในเอเชีย
  4. Asia Fashion Exchange (AFX) งานออกแบบ นิทรรศการ และสัมมนาแฟชั่นระดับภูมิภาค
  5. Fashion & Beauty Asia @ Singapore Expo โอกาสทางธุรกิจและเครือข่ายในอุตสาหกรรมแฟชั่นในภูมิภาค
ภาพแสดงแบบเสื้อและกางเกงในสไตล์ Athleisure สำหรับผู้หญิง มีหลากหลายแบบและสี รวมถึงเสื้อแขนยาวและกางเกงที่เหมาะกับการทำงานและการออกกำลังกาย
ตัวอย่างสินค้าเว็บไซด์ cheak เป็นไลน์เสื้อผ้าแอคทีฟแวร์จาก Love, Bonito (local brand)
ภาพแสดงสองหญิงสาวที่สวมเสื้อผ้าแนว Athleisure ในบรรยากาศกลางแจ้ง โดยคนแรกสวมเดรสแขนกุดสีเทาและคนที่สองสวมเดรสสีขาวขณะยืนอยู่ในสถานที่ที่มีแสงแดดส่องลงมา
ตัวอย่างสินค้าเว็บไซด์ lululemon Singapore

ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์


ข้อมูลอ้างอิง