
การซื้อขายคาร์บอนเครดิตระหว่างไทยกับสิงคโปร์: โอกาสในการลดก๊าซเรือนกระจกที่ยั่งยืน
เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2567 สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ สิงคโปร์ ได้จัดสัมมนาเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านธุรกิจ BCG (Bio-Circular-Green) ระหว่างไทยกับสิงคโปร์ โดยเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่สิงคโปร์ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง
สิงคโปร์มีบทบาทชัดเจนในการผลักดันตลาดคาร์บอนเครดิต โดยสนับสนุนการจัดตั้งสตาร์ทอัพที่ทำหน้าที่ซื้อ–ขายคาร์บอนเครดิตอย่างเป็นระบบ เพื่อเป็นศูนย์กลางการค้าคาร์บอนในภูมิภาค กลไกตลาดคาร์บอนนี้ได้รับแรงผลักดันจากพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งถือเป็นเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เพื่อจูงใจให้ประเทศและภาคธุรกิจลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีประสิทธิภาพ
ความร่วมมือระหว่างไทยกับสิงคโปร์ในด้านคาร์บอนเครดิตจึงเป็นโอกาสสำคัญที่ทั้งสองประเทศสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกัน เพื่อบรรลุเป้าหมายการลดคาร์บอนและพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน
สิงคโปร์กับความมุ่งมั่นสู่การเป็นศูนย์กลางตลาดคาร์บอนเครดิตในภูมิภาค
จากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สิงคโปร์ได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาอย่างยั่งยืนผ่านแผน Singapore Green Plan 2030 ซึ่งครอบคลุม 5 ด้าน ได้แก่ (1) เมืองแห่งธรรมชาติ (2) การใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน (3) การปรับเปลี่ยนพลังงาน (4) เศรษฐกิจสีเขียว และ (5) อนาคตที่มั่นคง
ในด้านเศรษฐกิจสีเขียว สิงคโปร์ตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางการค้าคาร์บอนระดับโลก โดยริเริ่มมาตรการภาษีคาร์บอน และอนุญาตให้บริษัทต่าง ๆ ใช้คาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศชดเชยการปล่อยก๊าซได้ถึงร้อยละ 5 ทั้งยังสนับสนุนนวัตกรรมสีเขียว พัฒนาทักษะแรงงาน และสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านตามกรอบมาตรา 6 ของความตกลงปารีส เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero
หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญคือการจัดตั้ง Climate Impact X (CIX) แพลตฟอร์มซื้อ–ขายคาร์บอนเครดิตที่ได้มาตรฐานสากล โดยมีพันธมิตรร่วมทุนอย่าง DBS, Temasek, SGX และ Standard Chartered โดย CIX ไม่ได้มุ่งเฉพาะตลาดในประเทศ แต่ต้องการเป็นศูนย์กลางการซื้อ–ขายคาร์บอนเครดิตระดับโลก
อย่างไรก็ตาม สิงคโปร์ยังเผชิญข้อท้าทายจากความไม่ชัดเจนของกฎหมายและความต่างของนโยบายในแต่ละประเทศ ซึ่งส่งผลต่อความเสถียรของตลาด ด้วยเหตุนี้ สิงคโปร์จึงเน้นสร้างความร่วมมือทวิภาคีเพื่อถ่ายโอนคาร์บอนเครดิตกับประเทศคู่ค้า โดยครอบคลุมตั้งแต่การอนุมัติโครงการไปจนถึงการรายงานผล เพื่อเสริมบทบาทในฐานะผู้นำด้านเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระดับภูมิภาคและโลก
ความท้าทายของไทยในตลาดคาร์บอนเครดิต: เส้นทางสู่ความยั่งยืนที่ยังต้องพัฒนา
แม้ประเทศไทยจะเริ่มจัดตั้งตลาดคาร์บอนเครดิตมาตั้งแต่ปี 2559 และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่มาตรการยังคงอยู่ในระดับ “ภาคสมัครใจ” ทำให้มีผู้ประกอบการเข้าร่วมไม่มากนัก ซึ่งถือเป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนตลาดให้เติบโตอย่างเต็มที่ และยังต้องเผชิญกับความท้าทายหลัก 3 ประการ ได้แก่
1. การขาดความรู้และความเข้าใจในวงกว้าง
คนไทยส่วนใหญ่ยังมีความรู้เรื่องคาร์บอนเครดิตในระดับพื้นฐานหรือจำกัดในบางกลุ่ม ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความเข้าใจผิดเมื่อมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และภาษีคาร์บอนในปีงบประมาณ 2568 หากไม่ได้รับการสื่อสารที่ดี ประชาชนอาจมองว่านโยบายดังกล่าวเป็นการเพิ่มภาระ โดยเฉพาะต่อผู้มีรายได้น้อย
2. ระยะเวลาและความคุ้มค่าในการดำเนินโครงการ
การเข้าร่วมตลาดคาร์บอนเครดิตต้องใช้เวลาในการพัฒนาและรับรองโครงการ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่มีทรัพยากรจำกัด ทั้งนี้ ปริมาณคาร์บอนเครดิตจากธุรกิจขนาดเล็กยังไม่มากพอที่จะนำไปซื้อขายได้คุ้มค่า ขณะที่องค์กรขนาดใหญ่มักเก็บไว้ใช้เองมากกว่าปล่อยขาย
3. ขาดแหล่งทุนและแรงจูงใจจากภาครัฐ
การซื้อขายคาร์บอนเครดิตมีต้นทุน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงควรสนับสนุนเงินทุน เช่น การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี หรือแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ โดยเฉพาะสำหรับ SMEs เพื่อดึงดูดผู้เล่นใหม่เข้าสู่ตลาด นอกจากนี้ ไทยควรพัฒนามาตรฐานเครดิตให้รองรับตลาดระหว่างประเทศมากขึ้น เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นตามกฎเกณฑ์ ETS ของยุโรป
สามารถอ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ : การซื้อขายคาร์บอนเครดิตระหว่างไทยกับสิงคโปร์: โอกาสในการลดก๊าซเรือนกระจกที่ยั่งยืน (?) | ระพีพัฒน์ สุขนาน – ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ
ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์