เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2568 PSA International (PSA) ได้แถลงความคืบหน้าของโครงการ Tuas Mega Port ว่า นับตั้งแต่เปิดดำเนินการเมื่อเดือนกันยายน 2565 ได้ประสบความสำเร็จในการจัดการตู้คอนเทนเนอร์รวมแล้ว 10 ล้านตู้ขนาด 20 ฟุตหรือเทียบเท่า (twenty-foot equivalent units – TEUs) นับเป็นความสำเร็จที่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทานของสิงคโปร์

ในปี 2567 ท่าเรือของสิงคโปร์ทำสถิติใหม่ด้วยปริมาณการจราจรทางเรือขาเข้ารวม 3.11 พันล้านตันสุทธิ (gross tons) สูงขึ้นจากปี 2566 ซึ่งอยู่ที่ 3.09 พันล้านตันสุทธิ (gross tons) ทำให้ท่าเรือสิงคโปร์ยังคงเป็นท่าเรือคอนเทนเนอร์ที่มีการขนส่งมากเป็นอันดับสองของโลกรองจากนครเซี่ยงไฮ้ นอกจากนี้ ท่าเรือสิงคโปร์ยังสามารถจัดการตู้คอนเทนเนอร์ได้ถึง 41.12 ล้าน TEUs ในปี 2567 สูงกว่าสถิติของปี 2566 ซึ่งอยู่ที่ 39.01 ล้าน TEUs ทั้งนี้ การดำเนินธุรกรรมร้อยละ 90 ของท่าเรือเป็นการถ่ายลำ (Transshipment)

ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ

โครงการ Tuas Mega Port เป็นโครงการท่าเรือตู้คอนเทนเนอร์อัตโนมัติที่ใหญ่ที่สุดในโลก พัฒนาโดย PSA International (PSA) มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ระดับโลกและศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาการค้าระหว่างประเทศและการขนส่งทางทะเลในอนาคต โดยมีบริษัท Temasek เป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งและโลจิสติกส์

โครงการก่อสร้างท่าเรือนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2558 ด้วยการถมทะเล (reclaimed land) โดยท่าเรือ Tuas ถือเป็นท่าเรือคอนเทนเนอร์แห่งที่ 5 ของสิงคโปร์ และมีเป้าหมายจะพัฒนาให้เป็นท่าเรือที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และใช้เทคโนโลยีทันสมัยขึ้นกว่าท่าเรือที่พัฒนาในอดีต

เมื่อเสร็จสมบูรณ์ในปี 2583 คาดการณ์ว่าโครงการ Tuas Mega Port จะมีท่าเทียบเรือ 66 ท่า ความลึก 23 เมตร และความยาวรวม 26.3 กิโลเมตร รวมทั้งมีอุตสาหกรรมสนับสนุนตลอดห่วงโซ่อุปทานและระบบโลจิสติกส์ตามแนวชายฝั่งด้านตะวันตกของสิงคโปร์ และจะกลายเป็นท่าเรืออัตโนมัติเต็มรูปแบบที่ใหญ่ที่สุดในโลก

การผสมผสานนวัตกรรม

ท่าเรือ Tuas มีความโดดเด่นในด้านการใช้ระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ (Intelligent Logistics Ecosystem) อาทิ Automated Guided Vehicles (AGVs) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบ Big Data เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดต้นทุน และยกระดับขีดความสามารถในการจัดการกระแสสินค้า โดยจะลดระยะเวลาการขนส่ง (End-to-End Transit Time) ผ่านการบูรณาการทางดิจิทัล (Digital Integration) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และลดต้นทุนโลจิสติกส์จากความจำเป็นในการใช้รถบรรทุกขนส่งที่ลดลง เพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นในห่วงโซ่อุปทานโดยการผสานเข้ากับระบบ Just-in-Time (JIT) Logistics

นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีสีเขียวและแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืน (Green Tech & Sustainability Solutions) เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเสริมสร้างภาพลักษณ์ด้านความยั่งยืนของสิงคโปร์

ข้อมูลเพิ่มเติม

ในการแถลงงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 ของรัฐบาลสิงคโปร์ (Budget 2025) นาย Lawrence Wong นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสิงคโปร์ ได้นำเสนอโครงการพัฒนาท่าเรือ Tuas รวมอยู่ในงบประมาณการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้วย นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาความร่วมมือและการเชื่อมต่อการขนส่งระหว่างท่าเรือ Tuas กับท่าเรือหรือเขตเศรษฐกิจพิเศษอื่น ๆ โดยโครงการที่น่าจับตามองในอนาคตอันใกล้ คือ เขตเศรษฐกิจพิเศษยะโฮร์-สิงคโปร์ (Johor-Singapore Special Economic Zone – JS-SEZ)

สิงคโปร์ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีของตนเองอย่างต่อเนื่อง และยังมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคอาเซียน ตลอดจนมุ่งสร้างศักยภาพของระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดโดยใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยเพื่อเสริมขีดความสามารถในการบริหารจัดการโซ่อุปทานระดับโลกซึ่งช่วยให้สิงคโปร์สามารถรักษาสถานะของการเป็นศูนย์กลางการขนส่งที่สำคัญของภูมิภาค


ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์


แหล่งที่มาข้อมูล/ภาพ