
ก้าวใหม่ของความร่วมมืออุตสาหกรรมไทย–สิงคโปร์ :พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่าง FTI และ SMF

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ สิงคโปร์ ได้จัดพิธีลงนามเพื่อต่ออายุบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding – MOU) ระหว่างสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI) และสมาพันธ์อุตสาหกรรมสิงคโปร์ (SMF) โดยมีอายุความร่วมมือ 3 ปี (2568 – 2571) เพื่อเสริมสร้างการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
ในโอกาสนี้ นางอุรีรัชต์ เจริญโต เอกอัครราชทูตไทย ณ สิงคโปร์ ได้กล่าวต้อนรับผู้แทนทั้งสองฝ่าย พร้อมย้ำว่า บันทึกความเข้าใจฉบับใหม่นี้มิใช่เพียงสัญลักษณ์ในวาระครบรอบ 60 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–สิงคโปร์ เท่านั้น แต่เป็นกรอบความร่วมมือเพื่อการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การส่งเสริมการค้าและการลงทุน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในโครงการสำคัญ อันจะนำมาซึ่งประโยชน์อย่างแท้จริงต่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของทั้งสองประเทศ
สาระสำคัญของ MOU
สาระสำคัญของ MOU ครอบคลุมหลายประเด็นหลัก ได้แก่ การแลกเปลี่ยนข้อมูลและสารสนเทศ การให้ความร่วมมือในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้า การลงทุน และงานแสดงสินค้า การอำนวยความสะดวกแก่สมาชิกที่เดินทางไปทำธุรกิจในประเทศคู่ภาคี การแลกเปลี่ยนและจัดโครงการฝึกอบรม การส่งเสริมการจัดตั้งพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระหว่างสมาชิก รวมถึงการสนับสนุนโครงการธุรกิจที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน[1]
โอกาสที่ผู้ประกอบการไทยจะได้รับ
การเข้าถึงตลาดและเครือข่ายใหม่ ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs จะมีโอกาสเข้าถึงเครือข่ายสมาชิกกว่า 5,000 รายของ SMF และการลงทุนจากสิงคโปร์ ซึ่งเป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดในไทย การมี “ช่องทางเร่งรัด” (fast track) ภายใต้ MOU จะช่วยให้การจับคู่ธุรกิจและการลงทุนเป็นไปอย่างรวดเร็วและตรงเป้าหมาย
การพัฒนาศักยภาพและนวัตกรรม ข้อตกลงครอบคลุมการแลกเปลี่ยนโปรแกรมฝึกอบรมและการพัฒนาทักษะ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยเฉพาะในยุคที่การแข่งขันทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นตัวชี้วัดความสามารถในการแข่งขัน
การเชื่อมโยงสู่โครงการยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาค การเข้ามีส่วนร่วมในโครงการใหญ่ อาทิ EEC และ Johor–Singapore SEZ จะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเชื่อมต่อกับห่วงโซ่อุปทานและโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ซึ่งช่วยเพิ่มขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์ การผลิต และการส่งออก
สาขาอุตสาหกรรมที่ควรจับตามอง
จากการประชุมหารือระหว่างสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI) และสมาพันธ์อุตสาหกรรมสิงคโปร์ (SMF) ได้มีข้อสรุปร่วมกันถึงสาขาอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการผลักดันความร่วมมืออย่างเด่นชัด 3 ด้าน ได้แก่
(1) อุตสาหกรรมการแพทย์ ประเทศไทยมีศักยภาพโดดเด่นในการผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ การให้บริการด้านสุขภาพ และการวิจัยทางคลินิก โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ให้เป็นฐานการผลิตและศูนย์กลางทางการแพทย์ระดับโลก ความร่วมมือกับสิงคโปร์จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ไทยก้าวสู่การเป็น Medical Hub ของภูมิภาค
(2) โลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐาน การผลักดันโครงการ Singapore–Kunming Rail Link (SKRL) และ ASEAN Smart Logistics Network (SGConnect) จะมีบทบาทสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทานไทย–สิงคโปร์ ตลอดจนสร้างความเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานและระบบดิจิทัลของภูมิภาค ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตและการค้าระหว่างประเทศ
(3) เศรษฐกิจดิจิทัล ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้เสริมสร้างความร่วมมือด้าน cybersecurity, AI governance และการป้องกันการฉ้อโกงออนไลน์ (online fraud prevention) รวมถึงการใช้ประโยชน์จากระบบ e-payment PayNow–PromptPay ซึ่งเป็นระบบการชำระเงินแบบเรียลไทม์ข้ามพรมแดนแห่งแรกของโลก กลไกนี้ไม่เพียงเพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยให้แก่ธุรกรรมทางการเงิน แต่ยังสนับสนุนการเติบโตของหลายอุตสาหกรรม เช่น การค้าปลีก อีคอมเมิร์ซ โลจิสติกส์ และบริการทางการเงิน
บทสรุป
ในปัจจุบันสิงคโปร์เป็นนักลงทุนต่างชาติอันดับหนึ่งของไทย ผ่านโครงการที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI คิดเป็นมูลค่ากว่า 350,000 ล้านบาท ครอบคลุมสาขาสำคัญ เช่น digital services, engineering services, renewable energy, EVs และ urban development การลงนาม MOU ครั้งนี้จึงเป็นการสร้างกลไกเชิงสถาบันเพื่อรองรับและต่อยอดการลงทุนที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
บันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่าง FTI และ SMF ถือเป็น กลไกเชิงรุกในการสร้างสะพานเศรษฐกิจระหว่างไทยและสิงคโปร์ ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสองประเทศ แต่ยังขยายผลไปสู่ภูมิภาคและประเทศที่สาม ผู้ประกอบการไทยควรติดตามความคืบหน้าของความร่วมมือครั้งนี้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะโอกาสด้านการลงทุน การจับคู่ธุรกิจ
และการยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่มาตรฐานสากล
พิธีลงนามครั้งนี้เป็นการเปิดประตูสู่ “บทใหม่ของความร่วมมืออุตสาหกรรม” ซึ่งไม่เพียงแต่สะท้อนมิตรภาพที่ยาวนาน แต่ยังตอกย้ำความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการร่วมกันสร้างอนาคตเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ยั่งยืนและแข่งขันได้ในเวทีโลก
ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์
แหล่งอ้างอิง
- Cover Image: Shutterstock
ภาคผนวก
[1] ทั้งนี้ ข้อตกลงไม่ก่อให้เกิดพันธะผูกพันทางกฎหมายหรือการเงิน และสามารถแก้ไข ปรับปรุง หรือขยายระยะเวลาได้โดยความเห็นชอบร่วมกัน