อุตสาหกรรมการผลิตของสิงคโปร์กำลังเผชิญกับความท้าทายจากแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์และจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน นาย Lennon Tan ประธานสมาพันธ์การผลิต แห่งสิงคโปร์ (Singapore Manufacturing Federation – SMF) ระบุว่า งบประมาณประจำปี 2568 ซึ่งนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์จะประกาศในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 ควรมีมาตรการสนับสนุนเพื่อเสริมสร้าง ความแข็งแกร่งของภาคอุตสาหกรรมการผลิต โดย SMF ได้เสนอแนวทาง 6 เสาหลักเชิงกลยุทธ์ ได้แก่

1. การเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน (Accelerating the green transition)

เสนอให้รัฐบาลพิจารณาเงินอุดหนุนสำหรับผู้ผลิตที่จะเปลี่ยนไปใช้อุปกรณ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น รถโฟล์กลิฟต์ไฟฟ้า และแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อช่วยลดต้นทุนในการนำเทคโนโลยีที่ประหยัดพลังงานมาใช้

2. การพัฒนาทักษะบุคลากรให้เท่าทันเทคโนโลยีใหม่ (Enhancing workforce development in emerging technologies)

สนับสนุนโครงการพัฒนาทักษะในเทคโนโลยีใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหุ่นยนต์ รวมถึงการสนับสนุนการฝึกอบรมผ่านโครงการ SkillsFuture เนื่องจากอุปสงค์ด้านแรงงานคุณภาพที่เพิ่มขึ้นเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยุคดิจิทัล

3. การสนับสนุนการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศและเพิ่มความยืดหยุ่นทางการค้า (Supporting internationalization and trade resilience)

จัดตั้งกองทุนสนับสนุนการค้าระดับภูมิภาคเพื่อช่วย SMEs ให้สามารถเข้าสู่ตลาดและการกระจายการส่งออกไปยังภูมิภาคอาเซียนและเศรษฐกิจเกิดใหม่อื่น ๆ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดเดียว

4. การส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงสู่ Industry 5.0 (Facilitating the shift to Industry 5.0)

ให้ทุนสนับสนุนโครงการวิจัยและพัฒนาในเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วย AI และเทคโนโลยีที่ยั่งยืน รวมถึงขยายโครงการนำร่องสำหรับการทดสอบหุ่นยนต์ร่วมและเซ็นเซอร์อัจฉริยะในสภาพแวดล้อมจริง

5. การส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุนสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Improving small and medium-sized enterprises’ access to capital)

ขยายเงื่อนไขของผู้เข้าร่วมโครงการ Enterprise Financing Scheme เสนอพันธบัตรดอกเบี้ยต่ำสำหรับ SMEs และส่งเสริมการเข้าถึงเงินทุนให้ง่ายขึ้น

6. การเพิ่มความร่วมมือระหว่างวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และบรรษัทข้ามชาติ (MNCs) (Boosting collaboration between SMEs and MNCs)

จัดตั้งโปรแกรมความร่วมมือด้านนวัตกรรมระหว่าง MNCs กับ SMEs รวมถึงให้เงินสนับสนุนหรือนโยบายดึงดูดแก่ MNCs ที่พร้อมสนับสนุนหรือควบรวม SMEs เพื่อช่วยให้ MNCs ปฏิบัติตามมาตรฐานสากล

ข้อคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ

จากผลสำรวจที่จัดทำโดยประธานสมาพันธ์การผลิตแห่งสิงคโปร์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 พบว่าผู้ผลิตร้อยละ 91 เห็นว่าความยั่งยืนเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการแข่งขันในระดับโลก อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อห่วงกังวลเกี่ยวกับต้นทุนที่สูงในการนำเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืนมาใช้งาน

ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตร้อยละ 88 ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะในด้าน AI และหุ่นยนต์ โดยเล็งเห็นถึงความจำเป็นในการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนสำหรับโครงการที่ส่งเสริมการศึกษาในด้าน STEM และการพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมการผลิต เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ที่มีความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีเหล่านี้

นอกจากนี้ร้อยละ 82 ของผู้ผลิตเห็นว่าการเข้าถึงแหล่งทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ SMEs ซึ่งต้องการเงินทุนสนับสนุนสำหรับการวิจัยและพัฒนาในเทคโนโลยี ที่เกี่ยวข้องกับ AI และการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน ทั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขัน และการเติบโตของอุตสาหกรรมในอนาคต

นโยบายของภาคอุตสาหกรรมสิงคโปร์สะท้อนถึงความสามารถในการวางแผนระยะยาว และความมุ่งมั่นที่จะสร้างระบบเศรษฐกิจที่สมดุลและแข่งขันได้ในระดับสากล และการเตรียมพร้อมรับมือ กับความท้าทายในปัจจุบันผ่านการลงทุนในเทคโนโลยี การพัฒนาศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ และการสนับสนุน SMEs ให้เติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจโลก ทั้งหมดนี้คือกลยุทธ์ที่ไม่เพียงช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมอยู่รอดเท่านั้น แต่ยังสร้างความเจริญรุ่งเรืองในอนาคตอย่างยั่งยืนด้วย


ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์


แหล่งที่มาข้อมูล/ภาพ