
DITP: สิงคโปร์เดินหน้าทบทวนเป้าหมายการผลิตอาหารในประเทศ
จากรายงานสถิติอาหารของสิงคโปร์ประจำปี 2567 ของสำนักงานอาหารสิงคโปร์ (Singapore Food Agency: SFA) ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2568 ระบุว่า การผลิตผักและอาหารทะเลภายในประเทศยังคงลดลงในปี 2567 ขณะที่ผลผลิตไข่เพิ่มขึ้น โดยการผลิตผักลดลงประมาณร้อยละ 3 และอาหารทะเลลดลงร้อยละ 14 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการปรับโครงสร้างฟาร์มปลาในสิงคโปร์บางแห่ง ในทางกลับกัน การผลิตไข่ภายในประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 13 อันเป็นผลจากการยกระดับฟาร์มและการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน
ในด้านสัดส่วนการบริโภคผลิตผลในประเทศ ฟาร์มไข่ 3 แห่งของสิงคโปร์ผลิตไข่ได้คิดเป็นร้อยละ 34.4 ของการบริโภคทั้งหมดในปี 2567 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 31.9 ในปี 2566 และร้อยละ 28.9 ในปี 2565 ร้อยละ 3 ของปริมาณการบริโภคผักในปี 2567 มาจากการเพาะปลูกในประเทศลดลงจากร้อยละ 3.2 ในปี 2566 และร้อยละ 3.9 ในปี 2565 ฟาร์มอาหารทะเลในประเทศมีสัดส่วนการบริโภคร้อยละ 6.1 ในปี 2567 ลดลงจากร้อยละ 7.3 ในปี 2566 และ ร้อยละ 7.6 ในปี 2565 จำนวนฟาร์มก็ลดลงเช่นกัน โดยในปี 2567 มีฟาร์มบนบก 153 แห่ง ลดลง 3 แห่งเมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ฟาร์มในทะเลมี 72 แห่ง ลดลงจาก 98 แห่งในปี 2566
สิงคโปร์พึ่งพาการนำเข้ากว่าร้อยละ 90 ของปริมาณอาหารทั้งหมด ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการกระจายแหล่งนำเข้า โดยในปี 2567 สิงคโปร์ได้ขยายแหล่งนำเข้าอาหารเป็น 187 ประเทศและภูมิภาค เพิ่มขึ้นจาก 140 แห่งเมื่อราว 20 ปีก่อน โดยในปี 2567 โปรตุเกสได้รับการอนุมัติให้เป็นแหล่งนำเข้าเนื้อหมูใหม่ ขณะที่บรูไนและโปแลนด์ได้รับการอนุมัติให้เป็นแหล่งนำเข้าเนื้อวัว และสิงคโปร์สามารถนำเข้าสัตว์ปีกจากตุรกีได้เช่นกัน สำหรับเนื้อไก่ แหล่งนำเข้าหลัก 3 อันดับแรกยังคงเป็นบราซิล มาเลเซีย และสหรัฐอเมริกา ส่วนผักนำเข้าส่วนใหญ่มาจากออสเตรเลีย จีน และมาเลเซีย ทั้งนี้ SFA ระบุว่ากลยุทธ์การกระจายแหล่งนำเข้ามีบทบาทสำคัญในการลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งอาจเกิดจากโรคระบาด การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

ภายใต้ยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางอาหาร สิงคโปร์มีนโยบาย 3 เสาหลัก ได้แก่ 1) การกระจายแหล่งนำเข้าอาหาร 2) การสำรองข้าวสำหรับกรณีฉุกเฉิน และ 3) การผลิตอาหารภายในประเทศ ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางอาหาร โดยช่วยให้ประเทศสามารถเข้าถึงอาหารประเภทหลัก เช่น อาหารทะเล ไข่ และผัก แม้ในกรณีที่ห่วงโซ่อุปทานโลกหยุดชะงัก นับตั้งแต่ปี 2562 สิงคโปร์ตั้งเป้าผลิตอาหารภายในประเทศให้ได้ร้อยละ 30 ของความต้องการทางโภชนาการภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) หรือนโยบาย 30×30
SFA ระบุว่าการผลิตอาหารทะเลที่ลดลง “เป็นผลบางส่วนจากการปรับโครงสร้างฟาร์มปลาในประเทศ” โดยฟาร์มในทะเลราวหนึ่งในสี่ได้ยุติการดำเนินงานในปี 2567 เนื่องจากต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น ภาระค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่ทะเลตามโครงการใหม่ ตลอดจนสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงซึ่งอาจกระทบต่อผลผลิต
นาย Damian Chan ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SFA ได้กล่าวเกี่ยวกับการลดลงของการผลิตผักและปลาในประเทศว่า ปัจจัยต่าง ๆ เช่น ต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น โดยเฉพาะค่าไฟฟ้า บรรยากาศการลงทุนที่อ่อนตัวลงในภาคเกษตรกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงความท้าทายในการหาตลาดจำหน่าย ล้วนส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการฟาร์ม แม้ว่าค่าไฟฟ้าจะลดลงบ้างเมื่อเทียบกับช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังสูงกว่าหลายประเทศอยู่มาก ทั้งนี้ เนื่องจากผลิตผลในประเทศมักมีราคาสูงกว่าสินค้านำเข้า ผู้บริโภจจึงมักเลือกซื้อผักใบเขียวและปลาในราคาที่เข้าถึงได้มากกว่า ซึ่งส่งผลต่อความต้องการบริโภค อย่างไรก็ตาม การยกระดับฟาร์มไข่และการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานมีส่วนช่วยให้ผลผลิตไข่เพิ่มขึ้น
การทบทวนเป้าหมายการผลิตอาหารในประเทศ

นาย Damian Chan กล่าวถึงการทบทวนเป้าหมายภายใต้นโยบาย 30×30 ว่า เป้าหมายดังกล่าวถูกกำหนดขึ้นก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 และสงครามยูเครน-รัสเซีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและทำให้เกิดวิกฤติพลังงาน บางประเด็น SFA ต้องทำงานร่วมกับฟาร์มเป็นรายกรณี บางเรื่องต้องดำเนินการในเชิงนโยบาย และบางส่วนจำเป็นต้องพัฒนาในระดับโครงสร้างพื้นฐาน โดยเน้นว่า จำนวน “ผลผลิต” เป็นปัจจัยสำคัญต่อบทบาทของการผลิตในประเทศเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร ไม่ใช่จำนวนฟาร์ม โดยในปี 2567 ผลผลิตผักต่อปีเพิ่มขึ้นเป็น 231.4 ตันต่อเฮกตาร์ จาก 227.2 ตันต่อเฮกตาร์ในปี 2566 ทั้งนี้ ในรายงานคาดว่า การผลิตผักและอาหารทะเลจะเร่งตัวขึ้นในอนาคต โดยระบุว่า ปี 2568 และ 2569 จะมีการจัดตั้งและขยายฟาร์มแนวตั้งในร่มขนาดใหญ่หลายแห่ง ซึ่งมีความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ ผลิตได้สูง และราคาสามารถแข่งขันได้
ข้อแนะนำและข้อเสนอแนะ
ตลาดสิงคโปร์ยังคงพึ่งพาการนำเข้าอาหารเป็นหลัก และกำลังเผชิญความท้าทายด้านต้นทุนการผลิตในประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มผักและอาหารทะเล แม้ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายส่งเสริมการผลิตภายในประเทศ แต่ข้อจำกัดด้านพื้นที่ ต้นทุนพลังงาน และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ยังคงทำให้การนำเข้าเป็นกลไกสำคัญในการรักษาความมั่นคงทางอาหาร ดังนั้น ตลาดสิงคโปร์จะยังมีความต้องการสินค้านำเข้าคุณภาพสูง ที่มีความปลอดภัย และมีความสามารถในการจัดส่งที่สม่ำเสมอและเชื่อถือได้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับผู้ประกอบการไทย ถือเป็นโอกาสสำคัญในการขยายการส่งออกสินค้าเกษตรไปยังสิงคโปร์ โดยเฉพาะในกลุ่มผัก ผลไม้ อาหารทะเลแปรรูป และผลิตภัณฑ์เกษตรที่มีมูลค่าเพิ่ม นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังเปิดรับสินค้านวัตกรรม เช่น ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก อาหารเพื่อสุขภาพ และอาหารทางเลือก ซึ่งผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ความได้เปรียบเชิงนวัตกรรมและความหลากหลายของวัตถุดิบในการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคสิงคโปร์ได้เป็นอย่างดี
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงสิงคโปร์