
เซมิคอนดักเตอร์: ยุทธศาสตร์ใหม่ของภูมิภาค บทเรียนจากสิงคโปร์และโอกาสของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก
ในยุคปัจจุบันที่เศรษฐกิจโลกขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและนวัตกรรม อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์กลายเป็นแกนกลางของระบบเศรษฐกิจดิจิทัล โดยมีปัจจัยสำคัญที่เร่งการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์พลังงานไฟฟ้า (EVs) สิงคโปร์ถือเป็นตัวอย่างประเทศที่ประสบความสำเร็จในการวางยุทธศาสตร์เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตขั้นสูงและการจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างครบวงจร
อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในปัจจุบัน
จากการประชุม SEMICON Southeast Asia 2025 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 ณ Marina Bay Sands Expo สิงคโปร์ ผู้เชี่ยวชาญได้ร่วมกันสะท้อนมุมมองสำคัญว่า แม้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะมีมูลค่าตลาดสู่งถึง 720,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในสิ้นปี 2568 แต่การเติบโตดังกล่าวจะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่
1. การขยายตัวของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ส่งผลให้การออกแบบชิปจำเป็นต้องรองรับการประมวลผลที่รวดเร็วและซับซ้อนมากขึ้น และยังเพิ่มความต้องการบุคลากรที่มีทั้งทักษะทางเทคนิคและความเข้าใจด้านนโยบาย
2. ปัญหาคอขวดในฝั่งฮาร์ดแวร์ เนื่องจากความก้าวหน้าของซอฟต์แวร์ที่รวดเร็วเกินกว่าที่โครงสร้างพื้นฐานด้านฮาร์ดแวร์จะรองรับได้ทัน ทำให้เกิดความท้าทายด้านการลงทุนและการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต
3. ความไม่แน่นอนของบริบทภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบันจะส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานระดับโลกต้องมีการปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่มีความอ่อนไหวทางเทคโนโลยีและความมั่นคง
ทำไมสิงคโปร์จึงเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
สิงคโปร์ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของภูมิภาค โดยเป็นผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ชิปร้อยละ 10 ของโลก และเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ประมาณร้อยละ 20 ของโลก ปัจจัยสำคัญของความสำเร็จดังกล่าว ได้แก่
1. การสร้างระบบนิเวศที่น่าเชื่อถือ สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางของระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์ที่ครบวงจรและหลากหลาย โดยมีกิจกรรมทั้งด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) และการผลิตครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การออกแบบวงจรรวม (IC Design) การผลิตแผ่นเวเฟอร์ (Wafer Fabrication) การบรรจุภัณฑ์และการทดสอบ (Packaging & Testing) และมีการตั้งฐานของบริษัทผู้ผลิตและผู้จัดหาวัสดุและอุปกรณ์ (Supplier) ที่สำคัญ
หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือบริษัท STMicroelectronics ซึ่งดำเนินการผลิตชิปซิลิคอนคาร์ไบด์ (Silicon Carbide – SiC) ในสิงคโปร์ โดย SiC ถือเป็นเซมิคอนดักเตอร์รุ่นที่สามที่รองรับการงานของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EVs) และการจัดตั้งศูนย์ข้อมูล (Data Centre) ที่มีแนวโน้มความต้องการเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของเทคโนโลยี AI ซึ่งจำเป็นต้องใช้ระบบจ่ายไฟที่มีประสิทธิภาพสูงและเสถียร
2. การพัฒนาบุคลากรอย่างเป็นระบบ ปัจจุบัน สิงคโปร์มีบุคลากรในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ประมาณ 35,000 คน โดยมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจ (Economic Development Board – EDB) สมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์สิงคโปร์ (Singapore Semiconductor Industry Association – SSIA) สถาบันการศึกษาต่างๆ และภาคเอกชน ในการพัฒนาและเสริมสร้างทักษะให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม
ตัวอย่างโครงการสำคัญ ได้แก่ ทุนการศึกษา Singapore Industry Scholarships (SgIS) และโครงการ Industry Postgraduate Programme (IPP) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่เข้าสู่อุตสาหกรรม และพัฒนาผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคอย่างต่อเนื่อง รวมถึงโครงการฝึกอบรมก่อนการจ้างงานและโครงการปรับเปลี่ยนอาชีพสำหรับแรงงานวัยกลางคน
ในส่วนของความร่วมมือกับภาคเอกชน ในปี 2566 บริษัท Micron ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับสถาบันการศึกษาในระดับโพลีเทคนิค (Polytechnic) จำนวน 5 แห่งของสิงคโปร์ เพื่อสนับสนุนการฝึกงานมอบทุนการศึกษาและส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของครูผู้สอน และในปี 2567 สถาบันเทคนิคศึกษา (Institute of Technical Education – ITE) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับบริษัท GlobalFoundries, Micron, STMicroelectronics และสถาบันไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (IME) ภายใต้สำนักงานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการวิจัย (A*STAR) เพื่อความร่วมมือด้านการฝึกงานของนักศึกษา การแลกเปลี่ยนบุคลากร และการดำเนินโครงการร่วมกัน
วิเคราะห์เปรียบเทียบ: ไทย – สิงคโปร์ ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
ในยุคที่เซมิคอนดักเตอร์เป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ของเศรษฐกิจโลก การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคจึงเป็นประเด็นสำคัญ โดยไทยและสิงคโปร์มีบทบาทและระดับความพร้อมที่แตกต่างกัน ซึ่งสิงคโปร์มีข้อได้เปรียบจากการเข้าสู่อุตสาหกรรมดังกล่าวในระยะเริ่มต้นและได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นระบบมาอย่างต่อเนื่อง
1. บทบาทในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) สิงคโปร์มีบทบาทที่ครอบคลุมตลอดสายของห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ตั้งแต่การออกแบบวงจรรวม (IC Design) การผลิตแผ่นเวเฟอร์ (Wafer Fabrication) การบรรจุภัณฑ์และทดสอบ (Packaging & Testing) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลกที่มีระบบนิเวศสมบูรณ์ในอุตสาหกรรมนี้ ในขณะที่ไทยเน้นบทบาทในส่วน back-end เช่น การบรรจุภัณฑ์แผงวงจร และการประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
2. สัดส่วนการผลิตและการลงทุนจากต่างชาติ สิงคโปร์มีส่วนแบ่งการผลิตชิประดับโลกประมาณร้อยละ 10 และผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์สำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์คิดเป็นร้อยละ 20 ของโลก มีบริษัทข้ามชาติกว่า 20 แห่งตั้งฐานการผลิตและ R&D ในประเทศ เช่น Micron, GlobalFoundries, STMicroelectronics และ MediaTek ในขณะที่ไทย แม้ยังไม่มีตัวเลขระดับโลก แต่เป็นฐานการผลิตและการประกอบที่สำคัญของภูมิภาค โดยมีบริษัทสำคัญอย่าง UTAC, Hana, และ Infineon ที่เข้ามาลงทุน
3. กำลังคนและนโยบายภาครัฐ สิงคโปร์มีแรงงานเฉพาะทางมากกว่า 35,000 คน พร้อมระบบการฝึกอบรมที่เชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมกับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานรัฐ เช่น EnterpriseSG และ EDB มีการสนับสนุนในรูปแบบทุนวิจัย พัฒนา และคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ส่วนไทยได้ตั้งเป้าสร้างบุคลากรเฉพาะทางถึง 80,000 คนภายในปี 2572 โดยมุ่งหวังพัฒนาเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรม พร้อมสิทธิประโยชน์ด้านภาษีจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
4. จุดแข็งและจุดอ่อน จุดแข็งของสิงคโปร์คือระบบนิเวศที่ครบวงจร ความน่าเชื่อถือระดับโลกและความเป็นผู้นำด้านวัสดุ SiC สำหรับชิปในยานยนต์ไฟฟ้าและศูนย์ข้อมูล ในขณะที่จุดแข็งของไทยคือ ต้นทุนแรงงานที่สามารถแข่งขันได้และความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ อย่างไรก็ดี ไทยยังขาดการออกแบบชิป (IC Design) และโครงสร้างพื้นฐานเฉพาะทาง
โอกาสของไทยในระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์โลก
ประเทศไทยถือเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลกมายาวนาน โดยในปี 2566 อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า มียอดส่งออกสูงถึง 2,500,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 25 ของ
การส่งออกทั้งหมดของประเทศ ในจำนวนดังกล่าว มูลค่าส่งออกผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมีมูลค่าสูงถึง 510,000 ล้านบาท
ประเทศไทยยังเป็นฐานการผลิตสำคัญในห่วงโซ่อุปทานกลางน้ำและปลายน้ำ เช่น การประกอบและทดสอบชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์ (OSAT) และการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) อย่างไรก็ตาม การก้าวเข้าสู่กิจกรรมต้นน้ำอย่างการออกแบบวงจรรวม (IC Design) และการผลิตแผ่นเวเฟอร์ (Wafer Fabrication) ซึ่งเป็นจุดที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุด จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศ
เพื่อผลักดันการเติบโตอย่างเป็นระบบ รัฐบาลได้จัดตั้งคณะกรรมการเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ (Semiconductor Board) โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมคณะอนุกรรมการด้านกลยุทธ์และพัฒนากำลังคน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อกำหนดแผนการ (roadmap) ของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของไทยในระยะยาว เพื่อสนับสนุนการลงทุนในสาขานี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้ออกมาตรการจูงใจต่าง ๆ อาทิ การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 13 ปี การยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบ การอนุญาตให้ต่างชาติถือครองที่ดินเพื่อกิจการอุตสาหกรรม และวีซ่าระยะยาว (LTR) พร้อมอัตราภาษีบุคคลธรรมดาที่ร้อยละ 17 สำหรับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง
โอกาสสำคัญอยู่ที่การต่อยอดจากฐานการผลิตที่แข็งแกร่งสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับมาตรการส่งเสริมจากภาครัฐที่เอื้อต่อการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการตั้งฐานวิจัย พัฒนา หรือย้ายกำลังผลิตมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ในปี 2568 ประเทศไทยตั้งเป้าพัฒนากำลังคนด้านเซมิคอนดักเตอร์อย่างน้อย 1,200 คน พร้อมขยายเครือข่ายความร่วมมือกับสถานประกอบการและสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศกว่า 10 แห่ง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ยังเน้นย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนศูนย์ฝึกอบรมแห่งชาติเซมิคอนดักเตอร์ (National Semiconductor Training Centers) ให้เป็นกลไกหลักในการพัฒนาบุคลากรอย่างเป็นระบบ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมของประเทศ และรองรับการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว
ด้วยโครงสร้างอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง มาตรการส่งเสริมที่เอื้อต่อการแข่งขันและความมุ่งมั่นในการยกระดับบุคลากร ไทยมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นพันธมิตรที่เชื่อถือได้ในระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์ โดยเฉพาะในยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ AI พลังงานสะอาด และการผลิตที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โอกาสนี้จึงเป็นจังหวะสำคัญที่ไทยไม่ควรมองข้าม
ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์
แหล่งข้อมูล:
- https://www.edb.gov.sg/en/business-insights/insights/what-makes-singapore-a-prime-location-for-semiconductor-companies-driving-innovation.html
- https://www.semi.org/en/semi-press-release/semicon-southeast-asia-2025-closes-with-over-25000-attendees-cementing-its-30th-anniversary-as-a-landmark-global-industry-showcase-and-high-level-discussion-platform
- https://www.mreport.co.th/news/industry-movement/124-boi-2025-investment-drive
- https://www.straitstimes.com/business/economy/spore-to-forge-global-partnerships-ramp-up-talent-development-for-chip-industrys-growth-tan-see-leng
- https://www.nxpo.or.th/th/34668/