
งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 ของรัฐบาลสิงคโปร์ (Budget 2025)
เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 นาย Lawrence Wong นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสิงคโปร์ได้แถลงงบประมาณประจำปี 2568 ของรัฐบาลสิงคโปร์ (Budget 2025) ในหัวข้อ “a Budget for all Singaporeans” ซึ่งเป็นการแถลงทิศทางนโยบายในภาพรวมของรัฐบาลสิงคโปร์ในประเด็นระดับชาติและส่งผลต่อ ประชาชนสิงคโปร์
ประเด็นสำคัญของการแถลงงบประมาณปี 2568
สาระสำคัญของงบประมาณคือ การบรรเทาภาระค่าครองชีพภายใต้แนวทาง “Tackling Cost Pressures” ควบคู่ไปกับมาตรการสนับสนุนการดูแลเด็กเพื่อกระตุ้นอัตราการเกิด ตอบโจทย์ปัญหาการขาดแคลนแรงงานและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรสู่สังคมผู้สูงอายุ เน้นการสนับสนุนครอบครัว และการส่งเสริมการจ้างงานในกลุ่มเป้าหมาย เช่น ผู้สูงอายุและแรงงานท้องถิ่น โดยขยายการครอบคลุมให้ทั่วถึงทุกภาคส่วน โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย อาทิ ผู้สูงอายุและผู้พิการ ตามหลักแนวคิด “A Budget for All Singaporeans” นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เสริมสร้างศักยภาพของประเทศในระยะยาว และการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากทั้งภาคประชาชนและภาคเอกชน
มาตรการที่สำคัญต่อภาคประชาชน
สนับสนุนให้ชาวสิงคโปร์สร้างครอบครัว มีบุตร มีบ้าน และสนับสนุนด้านความเป็นอยู่ของประชาชน
- นโยบายสำหรับทุกครัวเรือน ประชาชนในสิงคโปร์เผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรงและผลกระทบจาก
การขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (GST) เป็นร้อยละ 9 ตั้งแต่ปี 2567 รัฐบาลสิงคโปร์จึงจัดสรรงบประมาณเพื่อช่วยเหลือ ได้แก่ คูปองใช้แทนเงินสด (Community Development Council (CDC) Voucher) มูลค่า 800 ดอลลาร์สิงคโปร์ ต่อครัวเรือน ซึ่งสามารถใช้ซื้อของในร้านค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร ศูนย์อาหาร และบริการที่เข้าร่วมโครงการโดยแบ่งจ่ายเป็นสองงวด และส่วนลดค่าสาธารณูปโภค (U-Save) สูงสุด 760 ดอลลาร์สิงคโปร์ในปีงบประมาณ 2568 โดยแบ่งจ่ายเป็น 4 งวด - การสนับสนุนครอบครัว เด็ก และเยาวชน ผ่านการให้เครดิต 500 ดอลลาร์สิงคโปร์สำหรับเด็กอายุไม่เกิน 12 ปี สามารถใช้จ่ายผ่านแอป LifeSG สำหรับค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และเงินสมทบ 500 ดอลลาร์สิงคโปร์สำหรับนักเรียนอายุ 13 – 16 ปี เข้าบัญชีเงินฝากเพื่อการศึกษา (Edusave) และอายุ 17 – 20 ปี เข้าบัญชีการศึกษาหลังมัธยม (Post-Secondary Education Account – PSEA) นอกจากนี้ รัฐบาลจะสมทบค่าธรรมเนียมฝากเลี้ยงเด็กกับศูนย์รับเลี้ยงเด็กที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล 30 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือน (เริ่มต้นปี 2569)
- การสนับสนุนครอบครัวที่มีลูกสามคนขึ้นไป ได้แก่ การเพิ่มเงินฝากก้อนแรก (First Step Grant) ในบัญชี Child Development Grant (CDA) ขึ้นเป็น 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ สำหรับบุตรคนที่สามและคนต่อ ๆ ไป (จากเดิม 5,000 ดอลลาร์สิงคโปร์) เพิ่มเงินสมทบเพื่อการรักษาพยาบาล (MediSave) 5,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ สำหรับมารดาที่มีบุตรสามคนเป็นต้นไป และมอบเครดิตในแอป LifeSG 1,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี สำหรับบุตรคนที่สามเป็นต้นไปจนบุตรอายุถึง 6 ปี
- การดูแลความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุ เพื่อตอบสนองต่อการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super-aged Society) รัฐบาลจะสมทบเงินสูงสุด 1,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี สำหรับผู้มีอายุ 55 – 70 ปี ในบัญชี MediSave (เริ่มต้นเดือนมกราคม 2570) และยังมีโครงการปรับปรุงที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุจะขยายไปยังผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในบ้านเอกชน (เริ่มต้นปี 2569 – 2070) โครงการเพิ่มเงินช่วยเหลือ Home Caregiving Grant ขึ้นสูงสุด 200 ดอลลาร์สิงคโปร์ และโครงการ Enhancement for Active Seniors (EASE) เพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมใน HDB ให้เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุมากขึ้น ซึ่งครอบคลุมการปรับปรุงราวจับ ทางลาด และการเคลือบพื้นกระเบื้องเดิมเพื่อป้องกันการลื่นใน HDB
- การช่วยเหลือผู้พิการและผู้ดูแล (1) ขยายโครงการ co-matching เงินออมเพื่อการเกษียณให้ครอบคลุมผู้พิการทุกวัย ตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 (2) เพิ่มเงินอุดหนุนบริการสำหรับผู้พิการวัยผู้ใหญ่สูงสุดร้อยละ 15 และขยายคุณสมบัติการรับเงินอุดหนุนไปยังครอบครัวที่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวไม่เกิน 4,800 ดอลลาร์สิงคโปร์ (3) ผู้ดูแล (caretaker) ที่มีรายได้น้อยถึงปานกลางและฝากเงินไว้ในบัญชี Special Needs Trust จะได้รับเงินสมทบจากรัฐบาลเมื่อทำการฝากเงิน (co-matching) สูงสุด 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์
- นโยบายสำหรับครอบครัวที่มีรายได้น้อย (1) เพิ่มเงินช่วยเหลือค่าครองชีพผู้มีรายได้น้อย (ComCare) ตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 (2) ขยายโครงการช่วยเหลือเพื่อการซื้อบ้านของคู่แต่งงานที่เป็นหม้ายและมีลูกติดและมีรายได้น้อย (Fresh Start Housing Scheme) และเพิ่มเงินสนับสนุนจาก 50,000 ดอลลาร์สิงคโปร์เป็น 75,000 ดอลลาร์สิงคโปร์
มาตรการช่วยเหลือแรงงานและแก้ไขปัญหาการว่างงาน
เน้นการแก้ไขปัญหาการว่างงาน สนับสนุนการเก็บเงินออม และลดภาระภาษีแรงงานที่มีรายได้ปานกลาง และพัฒนาทักษะแรงงานของชาวสิงคโปร์เป็นหลัก โดยมาตรการช่วยเหลือ ได้แก่
- เพิ่มอัตราสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (CPF) ร้อยละ 1.5 สำหรับผู้มีอายุ 55 – 65 ปี เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5 ในปี 2569
- ขยายบริการจับคู่ตำแหน่งงานไปยังศูนย์พัฒนาชุมชน (CDC) ทั่วประเทศ เพื่อช่วยให้แรงงานหางานใกล้บ้านได้
- ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาร้อยละ 60 สำหรับปีงบประมาณ 2568 สูงสุดไม่เกิน 200 ดอลลาร์สิงคโปร์
- เงินช่วยเหลือฝึกอบรมพาร์ตไทม์เป็นจำนวน 300 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือน (เริ่มต้นปี 2569)
- ปรับปรุงโครงการ Workfare Skills Support เพิ่มการสนับสนุนสำหรับแรงงานรายได้น้อยอายุ 30 ปีขึ้นไป โดยให้เงินช่วยเหลือสำหรับหลักสูตรฝึกอบรมระยะยาว
- โครงการ SkillFuture Level-Up สำหรับชาวสิงคโปร์ที่อายุ 40 ปีขึ้นไป ให้มีโอกาสพัฒนาทักษะใหม่ ๆ เพื่อความก้าวหน้าในสายอาชีพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
การเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปีการก่อตั้งประเทศ
รัฐบาลจะแจกคูปองใช้แทนเงินสด (SG60 Vouchers) 600 ดอลลาร์สิงคโปร์สำหรับประชาชนสิงคโปร์ที่มีอายุระหว่าง 21 – 59 ปี และ 800 ดอลลาร์สิงคโปร์สำหรับประชาชนสิงคโปร์ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป อีกทั้งจะแจก SG60 Baby Gift สำหรับเด็กชาวสิงคโปร์ที่เกิดในปี 2568
มาตรการที่สำคัญต่อภาคเอกชน
รัฐบาลมุ่งเน้นการให้ความสำคัญกับการว่าจ้างพนักงานท้องถิ่นและการพัฒนานวัตกรรม ดังนี้
- ลดภาษีนิติบุคคลร้อยละ 50 สำหรับปีภาษี 2568 สำหรับบริษัทที่จ้างแรงงานท้องถิ่นอย่างน้อย 1 คน (สูงสุดไม่เกิน 40,000 ดอลลาร์สิงคโปร์)
- ปรับปรุงโครงการ SkillsFuture Enterprise Credit ให้เครดิตช่วยเหลือ 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อบริษัทที่มีพนักงานท้องถิ่นอย่างน้อย 3 คน (เริ่มครึ่งหลังของปี 2569 และมีอายุ 3 ปี)
- กองทุนพัฒนาแรงงาน SkillsFuture Workforce Development Grant ให้เงินสนับสนุนสูงสุดร้อยละ 70 สำหรับบริษัทที่ปรับโครงสร้างงานเพื่อพัฒนาแรงงาน เริ่มครึ่งปีหลังของปี 2569
- โครงการ Enterprise Compute Initiative เพื่อช่วยบริษัทให้เข้าถึง AI และที่ปรึกษาด้านการประยุกต์ใช้ AI
- ตั้งกองทุน Private Credit Growth Fund เพื่อให้ธุรกิจที่มีการเติบโตสูงเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ยืดหยุ่นมากขึ้น
- เพิ่มงบ 200 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ให้กองทุน Company Training Committee (CTC) ของสหภาพแรงงานแห่งชาติ (National Trades Union Congress – NTUC) เพื่อช่วยให้ธุรกิจพัฒนาทักษะของพนักงานได้ดียิ่งขึ้น
- ขยายระยะเวลา Senior Employment Credit (SEC) ถึงสิ้นปี 2569 เพื่อสนับสนุนค่าแรงแก่ผู้ประกอบการที่จ้างงานชาวสิงคโปร์อายุ 60 ปีขึ้นไป และขยายระยะเวลา Uplifting Employment Credit (UEC) ถึงปี 2571 เพื่อสนับสนุนค่าแรงแก่ผู้ประกอบการที่จ้างงานผู้ที่เคยถูกตัดสินโทษ
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากร
- เพิ่มงบประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ให้กับกองทุนพัฒนาสนามบินชางงี (Changi Airport Development Fund) เพื่อรองรับการขยายสนามบินและการสร้าง Terminal 5
- เพิ่มงบประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ให้กับกองทุน Future Energy Fund เพื่อรองรับการนำเข้าไฟฟ้าเพิ่มเติมและสนับสนุนงานวิจัยด้านไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำและพลังงานนิวเคลียร์ เช่น เครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactors – SMRs)
- เพิ่มงบประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ให้แก่กองทุน Coastal and Flood Protection Fund เพื่อรับมือกับปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)
ทั้งนี้ รัฐบาลมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนภาคโลจิสติกส์และการค้า (อุตสาหกรรมทางทะเล การบิน และการเชื่อมต่อดิจิทัล) อุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง (ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เซมิคอนดักเตอร์ และชีวเภสัชภัณฑ์) บริษัทและนักวิจัยด้านพลังงาน (โดยเฉพาะผู้ที่มุ่งเน้นพลังงานนิวเคลียร์และพลังงานสะอาด)
มาตรการส่งเสริมสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน
- แจกคูปองใช้แทนเงินสด Climate Voucher สำหรับใช้ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับครัวเรือน โดยครัวเรือนที่อาศัยในที่พักอาศัยส่วนบุคคลจะได้รับคูปองมูลค่า 400 ดอลลาร์สิงคโปร์ และครัวเรือนที่อาศัยใน HDB จะได้รับคูปองเพิ่มอีก 100 ดอลลาร์สิงคโปร์จากที่เคยได้รับไปแล้ว 300 ดอลลาร์สิงคโปร์
- ส่งเสริมการใช้ยานพาหนะหนักปลอดมลพิษผ่านโครงการ Heavy Vehicle Zero Emissions Scheme และทุนสนับสนุน Electric Heavy Vehicle Charger Grant เพื่อลดการปล่อยมลพิษจากภาคอุตสาหกรรมการขนส่ง และเรียกเก็บภาษีถนน Additional Flat Component (AFC) สำหรับยานพาหนะขนส่งสินค้าหนักที่ใช้พลังงานไฟฟ้าและรถโดยสารที่ใช้พลังงานไฟฟ้า โดยจะเก็บแบบค่อยเป็นค่อยไปในระยะเวลา 3 ปี เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 2569 และมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบภายในเดือนมกราคม ปี 2571
โครงสร้างงบประมาณปี 2568
(ปีงบประมาณของสิงคโปร์คือ 1 เมษายน ในปีปัจจุบัน – 31 มีนาคม ในปีถัดไป)
ในปีงบประมาณ 2568 รัฐบาลสิงคโปร์จัดทำงบประมาณเกินดุล (fiscal surplus) จำนวน 6.8 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือร้อยละ 0.9 ของ GDP โดยมีงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 (total expenditure) จำนวน 123.79 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ คิดเป็นร้อยละ 16.2 ของ GDP ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าจำนวน 10.9 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือร้อยละ 9.6 (งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 อยู่ที่ 112.9 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์)
กระทรวงที่ได้รับจัดสรรงบประมาณมากที่สุด ได้แก่ (1) กระทรวงกลาโหม จำนวน 23.4 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (2) กระทรวงสาธารณสุข จำนวน 20.9 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (3) กระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 15.3 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์และ (4) กระทรวงคมนาคม จำนวน 14.7 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ส่วนกระทรวงที่ได้รับงบประมาณน้อยที่สุด คือ กระทรวงกฎหมาย จำนวน 500 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ และกระทรวงการต่างประเทศ จำนวน 600 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ทั้งนี้ กระทรวงที่ได้งบประมาณเพิ่มขึ้นมากที่สุด ได้แก่ กระทรวงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม เพิ่มขึ้นร้อยละ 23.3 (เป็น 4.1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เพิ่มจาก 3.3 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในปี 2567) กระทรวงแรงงาน เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.3 (เป็น 3.7 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เพิ่มจาก 3.1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในปี 2567) กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.9 (เป็น 7.2 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เพิ่มจาก 6.0 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในปี 2567) และกระทรวงพัฒนาสังคมและครอบครัว เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.6 (เป็น 5.5 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เพิ่มจาก 4.6 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในปี 2567)
งบประมาณรายจ่ายปี 2568 แบ่งเป็น 4 หมวด ได้แก่ (1) การพัฒนาสังคม (กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม การพัฒนา และความยั่งยืน) ร้อยละ 49.53 (2) ความมั่นคงและการต่างประเทศ (กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ และ กระทรวงมหาดไทย) ร้อยละ 26.85 (3) การพัฒนาเศรษฐกิจ (กระทรวงแรงงาน กระทรวงคมนาคม และ MTI) ร้อยละ 19.80 และ (4) ค่าใช้จ่ายในการบริหารราชการแผ่นดิน (กระทรวงการคลัง กระทรวงกฎหมาย รัฐสภา ฯลฯ) ร้อยละ 3.81
แหล่งรายได้หลักของภาครัฐสิงคโปร์มีที่มาจาก (1) ภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax) จำนวน 32.7 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (2) ผลตอบแทนการลงทุนด้วยเงินทุนสำรองของประเทศ (Net Investment Returns Contribution – NIRC) 27.1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (3) ภาษี GST 21.7 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ และ (4) ภาษี
เงินได้บุคคลธรรมดา (Personal Income Tax) 20.2 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์
การจัดสรรเงินช่วยเหลือพิเศษ (Special Transfers)
เงินช่วยเหลือพิเศษให้กับครัวเรือน (3,441 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์) แบ่งเป็น SG60 Vouchers 2,020 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ CDC Vouchers 1,064 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ และอื่น ๆ 357 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ซึ่งได้แก่ U-Save, Edusave and Post-Secondary Education Accounts, NS LifeSG Credits, Top-ups to self-help groups, COL Special Payment และ MediSave top-up scheme)
เงินช่วยเหลือพิเศษให้กับภาคธุรกิจ (337 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์) โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปแบบเงินช่วยเหลือคืนภาษีนิติบุคคล (CIT Rebate Cash Grant)
กองทุนเพื่ออนาคต (19,600 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจระยะยาว ได้แก่ (1) กองทุนพัฒนาสนามบินชางงี (Changi Airport Development Fund) (2) กองทุนป้องกันชายฝั่งและน้ำท่วม (Coastal and Flood Protection Fund) เพื่อเตรียมมาตรการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (3) กองทุนพลังงานแห่งอนาคต (Future Energy Fund) เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (5) กองทุนส่งเสริมผลิตภาพแห่งชาติ (National Productivity Fund) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการส่งเสริมการลงทุน (6) กองทุนวิจัยแห่งชาติ (National Research Fund) และ (7) กองทุนจับคู่ด้านวัฒนธรรม (Cultural Matching Fund) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมศิลปะและมรดกทางวัฒนธรรม
การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างระดับชาติของสิงคโปร์
การจัดทำงบประมาณของสิงคโปร์ในปี 2568 เน้นแก้ไขปัญหาโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจและสังคม ได้แก่
- ปัญหาสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super-aged Society) และอัตราการเกิดต่ำ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรส่งผลโดยตรงต่อทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการพัฒนาเศรษฐกิจสิงคโปร์ นโยบายงบประมาณปี 2568 จึงให้ความสำคัญกับมาตรการสนับสนุนครอบครัว การดูแลบุตร และสวัสดิการผู้สูงอายุ
- ปัญหาเงินเฟ้อและค่าครองชีพสูง งบประมาณมุ่งเน้นมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพ (Tackling Cost Pressures) เพื่อช่วยลดผลกระทบของราคาสินค้าและบริการที่เพิ่มสูงขึ้นต่อประชาชน
- ปัญหาการว่างงาน นโยบายส่งเสริมการจ้างงานถูกออกแบบให้รองรับกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย เพื่อให้เกิดการจ้างงานอย่างทั่วถึง
สิงคโปร์ตระหนักถึงความสำคัญของการดึงดูดการลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ นอกจากนี้ รัฐบาลสิงคโปร์ยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพการให้บริการของภาครัฐ และการเพิ่มพูนศักยภาพของภาคเอกชนและประชาชนให้สามารถรับมือกับภาวะวิกฤตต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงการสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน
การกระจายแหล่งนำเข้าสินค้าที่สำคัญ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในการจัดเก็บสินค้า อาหาร และพลังงานไว้ใช้ในยามวิกฤต เพื่อรักษาตำแหน่งของประเทศในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจและนวัตกรรมระดับโลก
นอกเหนือจากนี้ ยังมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการเสริมสร้างศักยภาพของประเทศในระยะยาว เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยว รวมถึงเสริมศักยภาพให้สิงคโปร์คงความเป็นศูนย์กลางการคมนาคมระดับโลก สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ระยะยาวของสิงคโปร์ในการเตรียมรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติอีกด้วย
ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์
แหล่งที่มาข้อมูล/ภาพ
- Budget 2025
- Support GoWhere
- homage.sg: A Complete Guide to Enhancement for Active Seniors (EASE)
- Straits Times: Budget 2025: Climate vouchers to be raised to $400, extended to Singaporean families in private property
- The Business Times: Budget 2025: Government to spur zero-emissions heavy vehicles adoption through new scheme
- Cover Image : shutterstock