
สิงคโปร์ยกระดับระบบดิจิทัลเพื่อความมั่นคงทางไซเบอร์
เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2567 นาง Josephine Teo รัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาดิจิทัลและสารสนเทศของสิงคโปร์ได้กล่าวสุนทรพจน์ระหว่างการเข้าร่วมงาน Singapore International Cyber week (SICW) โดยมุ่งเน้นนโยบาย Smart Nation 2.0 ด้วยการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาพัฒนาระบบดิจิทัล เพื่อความปลอดภัยทางไซเบอร์ และเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐเพื่อให้ประชาชนสามารถใช้งานระบบดิจิทัลได้อย่างมั่นใจและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งสิงคโปร์เชื่อว่า การวางมาตรการ AI Security อย่างเข้มงวดเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ AI ทำงานได้อย่างปลอดภัยและเกิดประโยชน์สูงสุด นอกจากนี้ สิงคโปร์ต้องการมุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือและกำหนดมาตรฐานระหว่างประเทศเพื่อสร้างแนวทางป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ร่วมกับนานาประเทศ ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาความมั่นคงทางไซเบอร์ ในอนาคต
การปรับปรุงกฎหมายเพื่อบริหารความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางไซเบอร์
ในปี 2567 สิงคโปร์ได้ปรับปรุงกฎหมายความมั่นคงทางไซเบอร์ (Cybersecurity Act) ให้เข้มแข็งมากขึ้นเพื่อปกป้องและรักษาความมั่นคงปลอดภัยต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ (Critical Information Infrastructure – CII) โดยขยายขอบเขตหน้าที่ของหน่วยงานรักษาความปลอดภัย ทางไซเบอร์ของสิงคโปร์ (Cyber Security Agency of Singapore – CSA) ให้สามารถเข้าไปตรวจสอบ การดำเนินงานด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของกิจการในด้านเศรษฐกิจในบางสาขา รวมถึงควบคุม หรือยับยั้งการโจมตีทางไซเบอร์ นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังอยู่ระหว่างการร่างกฎหมาย Digital Infrastructure Act ซึ่งมุ่งเน้นการบริหารจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและผู้ให้บริการ ทางดิจิทัลที่อาจส่งผลให้การใช้งานระบบหยุดชะงัก โดยครอบคลุมตั้งแต่ข้อผิดพลาดทางเทคนิคไปจนถึงอันตรายทางกายภาพ เช่น ไฟไหม้
ความร่วมมือระหว่างประเทศของสิงคโปร์ในด้านความมั่นคงทางไซเบอร์
สิงคโปร์เชื่อว่าการแก้ไขปัญหาความมั่นคงทางไซเบอร์ไม่สามารถดำเนินการได้โดยลำพัง จึงแสวงหาความร่วมมือกับต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยสิงคโปร์เป็นประธาน UN Open – Ended Working Group (OEWG) on Security of and in the Use of Information and Communication Technologies (ICTs) วาระปี 2564 – 2568 ซึ่งเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา กรอบความร่วมมือนี้สามารถบรรลุฉันทามติต่อรายงานความคืบหน้าประจำปีครั้งที่ 3 ได้ ถึงแม้จะมีประเด็นความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศมหาอำนาจ แต่ในที่สุดทุกประเทศก็เห็นพ้องที่จะร่วมกันดำเนินการพัฒนา cyberspace ให้เป็นไปตามกฎระเบียบและหลักการพฤติกรรมของรัฐที่รับผิดชอบ (principles of responsible state behavior) ทั้งนี้ สิงคโปร์เป็นสมาชิกของ Counter – Ransomware Initiative (CRI) ที่ประกอบด้วยประเทศสมาชิกและองค์การระหว่างประเทศ รวม 68 ราย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในการต่อต้าน ransomware โดยในกรอบความร่วมมือนี้ สิงคโปร์มีบทบาทเป็นประธานร่วมกับสหราชอาณาจักรในเสาหลักด้านการเมือง โดยได้กำหนดมาตรการส่งเสริมให้สมาชิกสามารถกลับมาดำเนินการได้เมื่อถูกก่อกวนโดย ransomware นอกจากนี้ ในกรอบความร่วมมือของอาเซียน สิงคโปร์ได้จัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังภัยคุกคามทางไซเบอร์ระดับภูมิภาคของอาเซียน (ASEAN Regional Computer Emergency Response Team – CERT) ในสิงคโปร์ โดยจัดสรรเงินสนับสนุน 10.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลอดระยะเวลา 10 ปี เพื่อเชื่อมโยงความร่วมมือ ระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนในการเตือนภัยล่วงหน้าและเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยคุกคาม ที่อาจเกิดขึ้น
ความพยายามของไทยเพื่อป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์
เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ (MoU) เพื่อเสริมสร้างมาตรการและมาตรฐานด้านความปลอดภัยไซเบอร์ โดยมุ่งเน้นการใช้นโยบายคลาวด์เฟิร์ส (Cloud First Policy) ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน การร่วมมือครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ ที่เพิ่มความซับซ้อนและรุนแรงมากขึ้นในยุคดิจิทัล นอกจากนี้ ไทยยังส่งเสริมการปฏิบัติตามการใช้งานระบบคลาวด์ตามมาตรฐานสากล เช่น GDPR HIPAA เพื่อความปลอดภัยข้อมูล และพร้อมสร้างเครือข่ายร่วมมือ กับต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของไทยให้เกิดขึ้นได้อย่างปลอดภัย และยั่งยืน
ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์
แหล่งที่มาข้อมูล/ภาพ
- Cover Image: Shutterstock