มาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ และแนวโน้มผลกระทบ

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 สหรัฐฯ ได้ประกาศเก็บภาษีศุลกากรอัตราใหม่ โดยจะจัดเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 25 สำหรับสินค้านำเข้าทุกประเภทจากแคนาดาและเม็กซิโก และเพิ่มภาษีสินค้านำเข้าจากจีนอีกร้อยละ 10 ซึ่งการประกาศขึ้นภาษีศุลกากรครั้งนี้มีแนวโน้มจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์เป็นหลัก ภายในวันเดียวกัน แคนาดาประกาศมาตรการตอบโต้โดยจะขึ้นภาษีศุลกากรต่อสินค้าอุปโภคบริโภคจากสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ต่อมาเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 ภายหลังการเจรจา สหรัฐฯ ได้ประกาศระงับการขึ้นภาษีต่อแคนาดาและเม็กซิโกชั่วคราวเป็นเวลาอย่างน้อย 30 วัน

ในขณะที่มาตรการเก็บภาษีเพิ่มจากจีนมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งในวันเดียวกัน จีนก็ประกาศมาตรการตอบโต้ด้วยการเก็บภาษีศุลกากรต่อถ่านหินและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากสหรัฐฯ (ซึ่งเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดของโลก) ร้อยละ 15 และต่อน้ำมันดิบ เครื่องจักรกลการเกษตร รถกระบะ และสินค้าอื่น ๆ ร้อยละ 10 มีผลใช้บังคับในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568 นอกจากนี้ จีนยังเริ่มสอบสวนบริษัท Alphabet Inc. (บริษัทแม่ของ Google) ในข้อหาละเมิดกฎหมายต่อต้านการผูกขาด และเพิ่มบริษัทสหรัฐฯ สองแห่ง ได้แก่ PVH Corp. และ Illumina Inc. ลงในบัญชีรายชื่อ “หน่วยงานที่ไม่น่าเชื่อถือ (Unreliable Entity)”

เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2568 นายโดนัลด์ ทรัมป์ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ประกาศแผนเก็บภาษีตามหลักต่างตอบแทน (Reciprocal Tariffs) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเรียกเก็บภาษีในอัตราเดียวกับที่ประเทศคู่ค้าเรียกเก็บจากสินค้าสหรัฐฯ และอาจรวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ด้วย แต่ยังไม่มีการระบุรายละเอียด

ต่อมาในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568 สหรัฐฯ ประกาศเพิ่มภาษีศุลกากรต่อสินค้าประเภทเหล็กและอลูมิเนียมจากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 25 กับทุกประเทศ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2568

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศว่ามีแผนจะขึ้นภาษีศุลกากรต่อสินค้าจากสหภาพยุโรป (EU) เป็นร้อยละ 25 ในระยะเวลาอันใกล้ เนื่องจากการก่อตั้ง EU เป็นภัยต่อสหรัฐฯ

ต่อมา เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า สหรัฐฯ อาจเพิ่มภาษีศุลกากรต่อจีนอีกร้อยละ 10 ทำให้ภาษีรวมอยู่ที่ร้อยละ 20 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2568 พร้อมกับมาตรการภาษีศุลกากรต่อแคนาดาและเม็กซิโก นอกจากนี้ สหรัฐฯ ประกาศว่าจะเริ่มใช้มาตรการ Reciprocal Tariffs ในเดือนเมษายน 2568

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2568 สหรัฐฯ ประกาศใช้มาตรการจัดเก็บภาษีศุลกากรสินค้าร้อยละ 25 สำหรับสินค้าทุกประเภทจากแคนาดาและเม็กซิโก ยกเว้นน้ำมันและพลังงานจากแคนาดาที่จัดเก็บที่ร้อยละ 10 และเพิ่มการจัดเก็บภาษีศุลกากรจากสินค้าที่มาจีนขึ้นจากที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้าอีกร้อยละ 10 รวมเป็นเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 โดยมีผลใช้บังคับในวันเดียวกัน ซึ่งส่งผลให้จีนประกาศมาตรการตอบโต้โดยขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าการเกษตรและอาหารจากสหรัฐฯ ร้อยละ 10-15 โดยมีผลใช้บังคับในวันที่ 10 มีนาคม 2568 และจำกัดการส่งออกและลงทุนมายังจีนของบริษัทสหรัฐฯ จำนวน 25 บริษัท ในส่วนของแคนาดาได้ประกาศว่าจะมีมาตรการตอบโต้ทางภาษีต่อสหรัฐฯ และมีผลใช้บังคับภายใน 21 วัน

แนวโน้มผลกระทบต่อเศรษฐกิจสิงคโปร์

แม้ว่าสิงคโปร์จะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากมาตรการภาษีดังกล่าวของสหรัฐฯ แต่นโยบายทางภาษีและมาตรการตอบโต้จากประเทศต่าง ๆ ในขณะนี้ย่อมเพิ่มความซับซ้อน เป็นอุปสรรคทางการค้าระหว่างประเทศ และส่งผลต่อพลวัตรการค้าโลก และสร้างความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญ สิงคโปร์ในฐานะประเทศที่พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศสูงมากย่อมได้รับผลกระทบไปด้วย เนื่องจากสิงคโปร์มีมูลค่าการค้าสูงกว่าสามเท่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product – GDP) โดยอุตสาหกรรมที่อาจได้รับผลกระทบ ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ และเภสัชภัณฑ์ เนื่องจากสิงคโปร์เป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ และยุโรป

นอกจากนี้ มีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าจากสิงคโปร์ เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าจากจีนมายังสหรัฐฯ ผ่านประเทศที่สาม อย่างไรก็ดี สิงคโปร์อาจได้รับประโยชน์จากการที่บริษัทต่าง ๆ ย้ายฐานการผลิตออกจากจีน หรือขยายฐานการผลิตและจัดหาสินค้าไปยังประเทศอื่นนอกจากจีนตามแนวทางกลยุทธ์ CHINA+1 (CHINA Plus One) เพื่อลดผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ

มาตรการรับมือของรัฐบาลสิงคโปร์

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 ดร. วิเวียน บาลากริชนัน (Dr. Vivian Balakrishnan) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ (Ministry of Foreign Affairs – MFA) ได้ตอบคำถามในรัฐสภาเกี่ยวกับผลกระทบของมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ว่าแม้สิงคโปร์จะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่คาดว่าจะได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของกลุ่มความร่วมมือ/ประเทศคู่ค้า ได้แก่ แคนาดา เม็กซิโก จีน และสหภาพยุโรป ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของสิงคโปร์ ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อเสถียรภาพของโลก

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 2567 สิงคโปร์และสหรัฐฯ ได้ฉลองครบรอบ 20 ปีของข้อตกลงการค้าเสรีสหรัฐฯ-สิงคโปร์ (US – Singapore Free Trade Agreement – USSFTA) ปัจจุบัน สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าหลักของสิงคโปร์ในภาคบริการ คู่ค้าลำดับสองในภาคสินค้า และเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ สิงคโปร์ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก และดำเนินยุทธศาสตร์การมีส่วนร่วมในทุกทิศทาง (omni-directional engagement) โดยเสริมสร้างความร่วมมือกับมหาอำนาจหลายขั้ว รวมถึงเข้าร่วมข้อตกลงการค้าเสรีระดับภูมิภาค เช่น ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership – RCEP) และ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Comprehensive and Progressive Agreement of Trans-Pacific Partnership – CPTPP) เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในช่วงที่การค้าโลกเผชิญกับความท้าทาย

นอกเหนือจากนี้ นายกาน คิม ยอง (Gan Kim Yong) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม (Ministry of Trade and Industry – MTI) ของสิงคโปร์ มองว่า การเปลี่ยนแปลงฐานการผลิตซึ่งอาจนำไปสู่การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน (reorganizing of supply chain) และต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปโดยคำนึงถึงอุปสงค์และอุปทานของตลาดโลก รัฐบาลสิงคโปร์กำลังประเมินผลกระทบทางอ้อมที่อาจเกิดขึ้นกับบริษัทต่าง ๆ และอยู่ระหว่างการหารือกับภาคธุรกิจที่อาจได้รับผลกระทบ พร้อมทั้งติดตามแนวโน้มการกำหนดภาษีเพิ่มเติมที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

รัฐบาลสิงคโปร์มีมาตรการสนับสนุนเพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก รวมถึงการกระจายห่วงโซ่อุปทานและตลาดส่งออก โดยองค์กร Enterprise Singapore จะมีบทบาทสำคัญในการให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตลาด ให้คำแนะนำเกี่ยวกับกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลง และช่วยให้บริษัทสามารถปรับตัวและตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ รัฐบาลยังสนับสนุนให้บริษัทต่างๆ เข้าถึงตลาดและพันธมิตรใหม่ ๆ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว

ข้อสังเกตและข้อมูลเพิ่มเติม

นักวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์บางสำนักมองว่า ประเทศในเอเชียควรมุ่งเน้นการกระจายตลาดส่งออกไปยังภูมิภาคที่กำลังเติบโต เช่น อินเดีย แอฟริกา และตะวันออกกลาง เพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป พร้อมทั้งใช้ประโยชน์จากข้อตกลงทางการค้าและเขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area – AFTA) ในการขยายตลาด นอกจากนี้ การเจรจาข้อตกลงทางการค้าใหม่กับประเทศที่มีศักยภาพ รวมถึงการผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมสีเขียวจะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันของภูมิภาค

สำหรับประเทศไทย สหรัฐฯ ถือเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดในปี 2567 โดยคิดเป็นร้อยละ 18.3 ของการส่งออกทั้งหมด หรือคิดเป็นมูลค่า 54,960 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ถึง 41,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จัดเป็นประเทศอันดับที่ 10 ที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ มากที่สุด จึงมีความเสี่ยงที่ไทยอาจเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่สหรัฐฯ จะใช้มาตรการ Reciprocal Tariffs เพื่อเปิดทางสู่การเจรจาการค้าในประเด็นที่เป็นคุณต่อสหรัฐฯ ต่อไป

นโยบายดึงดูดการลงทุนจากบริษัทที่ต้องการย้ายฐานการผลิตจากจีนถือเป็นโอกาสสำคัญของไทย โดยไทยจะต้องให้ความสำคัญกับการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ อาทิ การพัฒนาการจัดอันดับ B-ready ของธนาคารโลก การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ) การขนส่งระบบราง รวมถึงการมีมาตรการดึงดูดการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Thailand Board of Investment – BOI) ตลอดจนการพัฒนาขีดความสามารถแรงงานเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในห่วงโซ่อุปทานระดับโลกต่อไป

ในขณะเดียวกัน ไทยและสิงคโปร์สามารถเสริมสร้างความร่วมมือด้านการค้าและโลจิสติกส์ โดยใช้จุดแข็งของแต่ละประเทศร่วมกัน สิงคโปร์สามารถเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าและแหล่งเงินทุน ขณะที่ไทยสามารถเป็นฐานการผลิตที่มีต้นทุนต่ำกว่า ความร่วมมือนี้จะช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศในระยะยาว


ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์


แหล่งที่มาข้อมูล/ภาพ