รัฐบาลสิงคโปร์มีกำหนดจะประกาศงบประมาณปี 2568 ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 โดยงบประมาณดังกล่าวจะเป็นงบประมาณชุดสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งทั่วไปของสิงคโปร์ที่จะต้องเกิดขึ้นภายในเดือนพฤศจิกายน 2568 ซึ่งทำให้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่ารัฐบาลจะมุ่งเน้นแก้ไขปัญหาค่าครองชีพสูงด้วยมาตรการระยะสั้น เช่น การมอบเงินเยียวยา เงินคืนค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภค (Utility Rebate) และโครงการสร้างอาชีพ ในขณะที่มาตรการระยะยาว อาจถูกจัดสรรในอนาคต

แนวโน้มและความคาดหวังจากภาคประชาสังคม

นายลอเรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ระบุในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2567 ว่ารัฐบาลจะมุ่งแก้ไขปัญหาค่าครองชีพสูง สร้างโอกาสในการพัฒนาทักษะการทำงาน สนับสนุนประชาชนในทุกช่วงวัย และเสริมสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาวสิงคโปร์ เนื่องในวาระครบรอบ 60 ปี ของการก่อตั้งประเทศ (SG60)

รัฐบาลจะปรับปรุงระบบจัดสรรที่อยู่อาศัยใหม่ผ่านการปรับ Housing Board Flat Categorisation Framework และเพิ่มเงินอุดหนุนให้แก่ผู้ซื้อบ้านครั้งแรก ทั้งนี้ ในเดือนมกราคม 2568 รัฐบาลยังได้แจกบัตรกำนัล Community Development Council (CDC Vouchers) มูลค่า 300 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อครัวเรือน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

นอกจากนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะและเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนผ่านโครงการ ต่าง ๆ เช่น SkillsFuture โดยมี 4 เป้าหมายสำคัญ ได้แก่ การสร้างกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจ การพัฒนาทักษะและอาชีพ การสนับสนุนประชาชนในทุกช่วงวัย และความเป็นหนึ่งเดียวของสังคมสิงคโปร์ในโอกาสครบรอบ 60 ปี (SG60) โดยรัฐบาลได้ดำเนินการปรึกษาหารือสาธารณะกับภาคส่วนต่าง ๆ ผ่านกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนถึงวันที่ 12 มกราคม 2568 เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะ

แม้อัตราการว่างงานจะอยู่ในระดับต่ำ แต่ปัจจัยภายนอกที่ผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียด
ทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านอาชีพของชาวสิงคโปร์
ในระยะยาว รัฐบาลจึงจะพิจารณามาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยเพิ่มทักษะแรงงานและรายได้ รวมถึงโครงการ SkillsFuture ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะแรงงานตลอดชีวิต

ความคาดหวังจากภาคธุรกิจ

วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises – SMEs) ยังคงต้องเผชิญความท้าทายเรื่องต้นทุนทางธุรกิจและการขาดแคลนแรงงาน ธุรกิจขนาดเล็กกำลังเผชิญกับตลาดที่มีการแข่งขันสูง (Red Ocean) จากนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะนักลงทุนจีน ซึ่งมีข้อได้เปรียบด้านเงินทุนและเทคโนโลยี สร้างแรงกดดันให้ธุรกิจขนาดเล็กต้องขยายตลาดไปต่างประเทศเพื่อความอยู่รอด ทั้งนี้ สมาคมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Association of Small and Medium Enterprises – ASME) ได้มีข้อเสนอต่าง ๆ เพื่อให้รัฐบาลพิจารณาในการผ่านงบประมาณ 2568 ดังนี้

1. ด้านแรงงานต่างชาติ

ภาคธุรกิจมีความต้องการแรงงานต่างชาติอย่างมาก โดยเฉพาะแรงงานทักษะสูงในสายงานด้านการเงินและเทคโนโลยี จึงขอให้รัฐบาลทบทวนโควตาแรงงานต่างชาติและข้อกำหนดของใบอนุญาตทำงาน

2. ด้านตลาดต่างประเทศ

โดยที่ตลาดในประเทศสิงคโปร์มีขนาดเล็ก การแข่งขันในตลาดจึงสูงมาก โดยเฉพาะในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม จึงมุ่งหวังให้รัฐบาลสนับสนุนธุรกิจให้ออกสู่ตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านการเพิ่มเงินสนับสนุนและขยายตัวเลือกการจัดหาเงินทุน

3. ด้านการแข่งขันในตลาดอย่างเท่าเทียม

ด้วยภาระต้นทุนการดำเนินการที่สูงขึ้น อาทิ ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค ค่าคลังสินค้า ค่ากระจายสินค้า ค่าขนส่ง และค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ทำให้ธุรกิจสิงคโปร์ไม่สามารถแข่งขันกับธุรกิจที่มีต้นทุนต่ำกว่าจากจีนได้ จึงขอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการเพื่อให้ตลาดมีการแข่งขันที่เท่าเทียมมากขึ้น

4. ด้านทรัพยากรบุคคล

ภาคธุรกิจต้องเผชิญกับต้นทุนสูงในการนำเทคโนโลยีมาใช้ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการยกระดับทักษะพนักงาน จึงขอให้รัฐบาล (1) ขยายเวลาของโครงการ SkillsFuture Enterprise Credit (SFEC) ซึ่งให้เครดิตแบบครั้งเดียวมูลค่า 10,000 ดอลลาสิงคโปร์ และสนับสนุนค่าใช้จ่ายจริง (out-of-pocket expenses) สูงสุดถึงร้อยละ 90 ของค่าธรรมเนียมหลักสูตร (2) เพิ่มทุนในโครงการ Absentee Payroll (AP) Funding ซึ่งเป็นมาตรการที่ช่วยลดต้นทุนในการพัฒนาทรัพยากรบุคคล โดยสนับสนุนค่าใช้จ่ายสำหรับการฝึกอบรมพนักงาน (3) ขยายระยะเวลาโครงการสนับสนุนแรงงานสูงอายุผ่าน Senior Employee Credit (SEC) ออกไปจนถึง ช่วงหลังปี 2568 ซึ่งโครงการดังกล่าวช่วยสนับสนุนค่าจ้างบางส่วนสำหรับบริษัทที่จ้างพนักงานอายุ 55 ปีขึ้นไป (4) การสนับสนุน SMEs ในแนวทางเดียวกับโครงการ Overseas Markets Immersion Programme (OMIP) ซึ่งช่วยบริษัทสิงคโปร์ที่ต้องการขยายธุรกิจไปยังตลาดต่างประเทศโดยสนับสนุนเงินเดือนและค่าเบี้ยเลี้ยงของบุคลากร ที่บริษัทส่งไปปฏิบัติงานในต่างประเทศสูงสุดถึงร้อยละ 70

การปรับปรุงมาตรการทางภาษี

หอการค้าระหว่างประเทศสิงคโปร์ (Singapore International Chamber of Commerce – SICC) ได้ยื่นข้อเสนอการปรับปรุงมาตรการทางภาษีต่อกระทรวงการคลังและกรมสรรพากรสิงคโปร์ใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) การปรับปรุง Refundable Investment Credit (RIC) โดยอนุญาตให้บริษัทกลุ่มเดียวกันสามารถใช้ RIC ร่วมกัน และให้ธุรกิจสามารถเลือกระหว่างเงินสนับสนุนแบบเงินสดหรือ RIC ได้ (2) เพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงมาตรการจูงใจทางภาษีและเงินสนับสนุน โดยเสนอให้ปรับปรุงเกณฑ์คุณสมบัติและกระบวนการสมัครให้เรียบง่าย และโปร่งใสมากขึ้น และลดความซับซ้อนของข้อปฏิบัติและขั้นตอนการรายงานหลังได้รับอนุมัติ เพื่อลดภาระด้านเอกสาร (3) ปรับปรุงโครงการ Assisted Compliance Assurance Programme (ACAP) เพื่อให้สอดคล้องกับกฎ การออก e-invoice ใหม่ โดยให้จำกัดประเภทของสินค้าที่อยู่นอกระบบ InvoiceNow เพื่อลดภาระงานด้านธุรการ และให้การพิจารณาเป็นกรณีพิเศษแก่ธุรกิจที่ต้องต่ออายุโปรแกรม ACAP ในช่วงเวลาที่ทับซ้อนกับการบังคับใช้กฎใหม่

ข้อสังเกต

ความคาดหวังด้านค่าครองชีพและความมั่นคงในอาชีพของประชาชนอาจไม่สอดคล้องกับข้อเสนอ
ของภาคธุรกิจที่ต้องการการผ่อนปรนด้านแรงงานต่างชาติ อย่างไรก็ตาม SMEs ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 99 ของบริษัท ในสิงคโปร์ มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของสิงคโปร์ โดยสร้างรายได้ร้อยละ 50 ของ GDP และจ้างงานร้อยละ 70 ของแรงงาน การสร้างสมดุลระหว่างความต้องการของประชาชนกับภาคธุรกิจ รวมถึงการรับมือกับปัจจัยท้าทาย ระยะยาว เช่น โครงสร้างประชากรสูงอายุและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงเป็นโจทย์สำคัญสำหรับงบประมาณ ปี 2568 นี้


ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์


แหล่งที่มาข้อมูล/ภาพ