เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 สหรัฐอเมริกาได้ประกาศคงอัตราภาษีนำเข้าพื้นฐาน (baseline tariff) สำหรับสินค้าจากสิงคโปร์ในอัตราเดิมที่ร้อยละ 10 โดยมิได้มีเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่เคยประกาศไว้เมื่อเดือนเมษายน 2568
ซึ่งแม้สิงคโปร์จะอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกเก็บภาษีในอัตราที่ต่ำที่สุด แต่นโยบายของสหรัฐฯ ที่มุ่งใช้เครื่องมือด้านภาษีเป็นกลไกสำคัญในการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศย่อมก่อให้เกิดความไม่แน่นอนในระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (global economic uncertainty) และน่าจะส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างมีนัยสำคัญต่อสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศขนาดเล็กที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเปิดและพึ่งพาการค้า (trade-dependent economy)

ท่าทีของผู้นำและนโยบายของรัฐบาลสิงคโปร์

          นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสิงคโปร์ (Prime Minister and Minister for Finance) ได้แสดงจุดยืนต่อมาตรการภาษีของสหรัฐฯ อย่างชัดเจนในเวที “Global-City Singapore: SG60 and Beyond” เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 ว่า แม้อัตราภาษีในปัจจุบันจะไม่เป็นที่น่าพึงพอใจ แต่สิงคโปร์ “สามารถอยู่กับมันได้” (can live with it) หากเป็นมาตรการที่ใช้กับทุกประเทศอย่างเสมอภาคและไม่เลือกปฏิบัติ (non-discriminatory)

          ผู้นำสิงคโปร์ยังเน้นย้ำว่า สิงคโปร์จะไม่ยอมอยู่เฉย (not a passive bystander) ท่ามกลางแรงกดดันจากประเทศมหาอำนาจ และจะยังคงดำเนินบทบาทในเวทีระหว่างประเทศต่อไปอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในระดับพหุภาคี (multilateral level) และระดับภูมิภาค (regional level)

 กลยุทธ์การรับมือเชิงโครงสร้าง

          รัฐบาลสิงคโปร์ได้แต่งตั้งนายกาน คิม ยอง (Gan Kim Yong) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม (Deputy Prime Minister and Minister for Trade and Industry) เป็นหัวหน้าคณะทำงานด้านความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจแห่งชาติ (Singapore Economic Resilience Task Force) เพื่อรับมือกับผลกระทบจากนโยบายภายนอก โดยมีกลยุทธ์สำคัญ อาทิ การวางแผนรองรับในกรณีเศรษฐกิจชะลอตัว (drawer plans) การปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจแห่งชาติ (national economic strategies) ให้สอดรับกับบริบทโลกยุคใหม่ และการเร่งเจรจากับประเทศคู่ค้าเพื่อรักษาเสถียรภาพของภาคส่งออก

          นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังมีบทบาทเชิงรุกในการผลักดันการพัฒนากฎระเบียบด้านการค้าดิจิทัล (digital trade rules) ภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) รวมถึงเสนอจัดตั้งกลไกระงับข้อพิพาทชั่วคราว (interim dispute settlement mechanism) กับประเทศที่มีแนวทางใกล้เคียงกัน เพื่อทดแทนกลไกเดิมของ WTO ที่ประสบภาวะหยุดชะงัก

การขยายเครือข่ายเศรษฐกิจและการเน้นบทบาทในภูมิภาค

          สิงคโปร์ได้เดินหน้าขยายพันธมิตรทางเศรษฐกิจทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี โดยเน้นความร่วมมือกับภูมิภาคใหม่ เช่น แอฟริกา ละตินอเมริกา และตะวันออกกลาง ตลอดจนผลักดันการเชื่อมโยงระหว่างความตกลง CPTPP (Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership) กับสหภาพยุโรป (European Union: EU)

          ในระดับภูมิภาค สิงคโปร์ยังคงให้ความสำคัญกับการผลักดันอาเซียนให้เป็นศูนย์กลาง (ASEAN centrality)
รัฐบาลสิงคโปร์เชื่อว่าการรวมตัวเป็นตลาดเดียว (single market) ของอาเซียนคือเป้าหมายระยะยาวที่ควรเร่งผลักดัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่กำแพงภาษีในภูมิภาคลดลงเกือบเป็นศูนย์ แต่อุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี (non-tariff barriers) ยังคงเป็นปัญหาหลักของภาคธุรกิจ

ผลกระทบและแนวโน้มในภาคเศรษฐกิจ

          แม้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (Straits Times Index: STI) จะยังคงทรงตัวในระดับที่แข็งแกร่งจากแรงหนุนของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ภายในประเทศ แต่ภาคโลจิสติกส์ เช่น การท่าเรือสิงคโปร์ (PSA) และบริการภาคพื้นสนามบิน (SATS) เริ่มได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเส้นทางของห่วงโซ่อุปทาน (supply chain rerouting) และความไม่แน่นอนของคำสั่งซื้อ อย่างไรก็ตาม สิงคโปร์ยังถูกมองว่ามีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าที่เป็นกลางด้านภาษี (tariff-neutral hub) ซึ่งอาจเป็นโอกาสทางยุทธศาสตร์ใหม่ของประเทศ

          ในด้านโครงสร้างการส่งออก สหรัฐฯ ถือเป็นตลาดส่งออกใหญ่อันดับ 2 ของสิงคโปร์ โดยในปี 2567 คิดเป็นร้อยละ 11 ของการส่งออกทั้งหมด สินค้าสำคัญที่สหรัฐฯ อาจพิจารณาเก็บภาษีเฉพาะกลุ่ม (product-specific tariffs) ได้แก่ เวชภัณฑ์ (pharmaceuticals) คิดเป็นร้อยละ 12.3 ของการส่งออก เหล็กและอะลูมิเนียม (steel and aluminium) ร้อยละ 4.1 ยานยนต์และชิ้นส่วน (automobiles and parts) ร้อยละ 1.3 และเซมิคอนดักเตอร์กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ (semiconductors and electronics equipment) ราวร้อยละ 15.0

          นโยบายภาษีของสหรัฐฯ ในปี 2568 ได้กลายเป็นแรงสั่นสะเทือนสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการค้าและห่วงโซ่อุปทานข้ามพรมแดนอย่างสิงคโปร์ แม้รัฐบาลสิงคโปร์จะประกาศชัดว่าจะไม่ใช้มาตรการตอบโต้ (retaliatory measures) แต่ท่าทีเชิงรุกของผู้นำ และการปรับนโยบายในทุกระดับสะท้อนถึงความพยายามในการเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ (economic resilience) เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และธำรงจุดยืนในระบบเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง


ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์


แหล่งข้อมูล