เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2567 นาย Chee Hong Tat รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมสิงคโปร์ ได้เข้าร่วมงานเปิดตัวสถาบันการฝึกอบรมเพื่อยกระดับทักษะของพนักงานในอุตสาหกรรมพาณิชย์นาวี ซึ่งก่อตั้งโดย Pacific International Lines (PIL) บริษัทผู้ให้บริการขนส่งตู้สินค้าของสิงคโปร์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 12 ของโลก และเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน มีการจ้างงานพนักงานกว่า 8,000 คนทั่วโลก

วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสถาบันเฉพาะทางด้านพาณิชย์นาวี

นาย Lars Kastrup ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ PIL ให้ข้อมูลว่า PIL ต้องการเพิ่มทักษะของพนักงานเพื่อให้พร้อมรับความท้าทายในอนาคต และช่วยผลักดันให้ PIL เป็นบริษัทที่พร้อมเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง หลักสูตรที่ออกแบบโดย PIL Academy จะมุ่งเน้นการพัฒนาขีดความสามารถของพนักงานให้พร้อมรองรับพัฒนาการในธุรกิจพาณิชย์นาวี อาทิ การบริหารจัดการการเดินเรือ สินเชื่อพาณิชย์นาวี ความยั่งยืนและการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน การพัฒนาความเป็นผู้นำ นวัตกรรม และการสื่อสาร โดยเห็นว่า การมีสถาบันเฉพาะทางและมีการออกแบบหลักสูตรด้วยตัวเองจะตอบสนองความต้องการที่ตรงกับธุรกิจโดยตรง นอกจากนี้ PIL Academy ยังได้ร่วมมือกับ Singapore Institute of Technology ยอมรับการเก็บหน่วยกิตจากการอบรมที่ PIL Academy ไปเทียบหน่วยกิตสำหรับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้อีกด้วย

ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมพาณิชย์นาวีในสิงคโปร์

นาย Chee Hong Tat รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมสิงคโปร์ กล่าวในงานเปิดตัวสถาบัน PIL Academy ว่า อุตสาหกรรมพาณิชย์นาวีเป็นหัวใจสำคัญของการค้าระหว่างประเทศ สินค้ามากกว่าร้อยละ 80 ของโลกถูกขนส่งทางทะเล ทั้งนี้ สิงคโปร์มีเป้าหมายที่จะเป็นศูนย์กลางระดับโลกในการพัฒนาบุคลากรที่มีความสามารถด้านพาณิชย์นาวี โดยใช้ประโยชน์จากความร่วมมือ 3 ฝ่าย ระหว่างรัฐบาล ภาคอุตสาหกรรม และสหภาพแรงงาน โดยเน้น (1) การเสริมทักษะและพัฒนาความสามารถของพนักงานอย่างต่อเนื่องตลอดอายุ (upskill and reskill) เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดแรงงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (2) การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล และ (3) การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน โดยเห็นว่าสิ่งที่ PIL กำลังทำอยู่จะเป็นแบบอย่างสำหรับบริษัทอื่น ๆ ในการดำเนินความร่วมมือ 3 ฝ่ายต่อไป ทั้งนี้ ประเด็นที่รัฐมนตรี Chee หยิบยกขึ้นกล่าวล้วนสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศของสิงคโปร์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง upskill/reskill ตามนโยบาย SkillsFuture การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนตามแผน SG Green Plan 2030 และการใช้ประโยชน์จากดิจิทัลตาม Smart Nation Initiative

ข้อมูลเพิ่มเติม

ปัจจุบัน อุตสาหกรรมการเดินเรือยังใช้พลังงานจากฟอสซิลเป็นหลัก โดยเรือเดินสมุทรร้อยละ 98.8 ใช้พลังงานจากฟอสซิล ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมดังกล่าวปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึงร้อยละ 3 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก และมีความพยายามผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมดังกล่าวลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน (decarbonization) ภายในปี ค.ศ. 2050 โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นแนวทางหนึ่งในการปรับตัว จึงจำเป็นต้องพัฒนาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญรองรับ

สิงคโปร์เป็นท่าเรือขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์ที่หนาแน่นมากที่สุดในโลก (วัดจากระวางน้ำหนัก) โดยในปี 2566 มีจำนวนเรือที่ใช้บริการมากกว่า 100,000 ลำต่อปี และเป็นศูนย์กลางของเส้นทางการค้าที่สำคัญและเชื่อมต่อกับท่าเรือมากกว่า 600 แห่งทั่วโลก มีบริการธุรกิจต้นน้ำ-ปลายน้ำที่ครบวงจร สามารถให้บริการอย่างไร้รอยต่อ รองรับการค้าระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมพาณิชย์นาวีในภูมิภาค


ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์


ข้อมูลอ้างอิง