
DITP: สิงคโปร์เร่งขับเคลื่อนเทคโนโลยีเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ
สิงคโปร์กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ภายในปี พ.ศ. 2569 ซึ่งสัดส่วนประชากรที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปจะเกินหนึ่งในห้าของประชากรทั้งประเทศ ส่งผลให้นวัตกรรมและเทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญมากยิ่งขึ้น ตั้งแต่ระบบฝึกสมอง ไปจนถึงเซนเซอร์ตรวจจับการหกล้ม โดยเทคโนโลยีและนวัตกรรมเหล่านี้ช่วยให้กระบวนการสูงวัยและการดูแลผู้สูงอายุเป็นเรื่องที่สะดวกขึ้นและสนุกขึ้นสำหรับผู้ใช้
นาย Dinesh Vasu Dash ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Agency for Integrated Care (AIC) กล่าวว่า ภาคการดูแลผู้สูงอายุยังคงพึ่งพาทรัพยากรมนุษย์เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีสามารถเข้ามาเสริมการทำงานของบุคลากร เช่น การให้บริการสุขภาพทางไกล(Telehealth)[1] และโทรเวชกรรม (Telemedicine)[2] ในบ้านพักคนชราและศูนย์ดูแลผู้สูงอายุซึ่งช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพของผู้สูงวัย ปัจจุบัน บ้านพักคนชราเริ่มนำระบบตรวจจับการหกล้มที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหุ่นยนต์ลักษณะคล้ายมนุษย์ เช่น “Dexie” มาใช้งาน โดยหุ่นยนต์ดังกล่าวได้รับการตั้งโปรแกรมไว้ล่วงหน้าด้วยเพลงและเกมแบบโต้ตอบ ทำหน้าที่เป็นเพื่อนและสนับสนุนกิจกรรมในชีวิตประจำวันของผู้รับการดูแล อีกทั้งยังสามารถช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ด้านการดูแลสุขภาพในการปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพการดูแลและลดภาระงานของบุคลากรได้
เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในการช่วยดูแลผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพัง เช่นกรณีของนาง Julie Chia วัย 97 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมโครงการศึกษาระยะยาว “Sensors In-home for Elder Wellbeing” ที่นำเทคโนโลยีเซนเซอร์อัจฉริยะมาประยุกต์ใช้เพื่อตรวจจับภาวะสมองเสื่อมระยะแรก (MCI)[3] ได้แม่นยำถึงร้อยละ 90 ด้วยระบบ Machine Learning[4] เซนเซอร์เหล่านี้ติดตั้งในจุดต่าง ๆ ภายในบ้าน เช่น ห้องนั่งเล่น ใต้ที่นอน ตู้ยา และประตู รวมถึงอุปกรณ์ติดพวงกุญแจและเครื่องวัดก้าวเดิน เพื่อเก็บข้อมูลพฤติกรรมและสุขภาพอย่างรอบด้านโดยไม่รุกล้ำความเป็นส่วนตัว เช่น การเคลื่อนไหว การนอน การลืมกินยา หรือการออกนอกบ้าน เทคโนโลยีนี้สามารถตรวจพบและตอบสนองต่อภาวะเสี่ยงได้ตั้งแต่ระยะแรก ช่วยให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและเป็นอิสระในชุมชนได้นานขึ้น ทั้งยังเป็นแนวทางสำคัญในการป้องกันภาวะสมองเสื่อมที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในสิงคโปร์ในอนาคต
รัฐบาลสิงคโปร์ให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในบริบทของสังคมสูงวัย แม้จะมีการจ้างพยาบาลเพิ่มถึง 4,000 คนในปี 2566 ส่วนใหญ่จากฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และเมียนมา แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยในอีกห้าปีข้างหน้า รัฐบาลจำเป็นต้องจ้างพยาบาลเพิ่มอย่างน้อยปีละ 6,000 คน และเพื่อเป็นการลดช่องว่างด้านกำลังคน รัฐบาลจึงหันมาใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างจริงจัง สิงคโปร์ถือเป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ที่นำ AI มาใช้ในภาคการศึกษา หน่วยงานรัฐ และระบบยุติธรรม รวมถึงการพัฒนาระบบติดตามผู้สูงอายุที่สามารถแจ้งเตือนผู้ดูแลเมื่อมีพฤติกรรมผิดปกติ เช่น การหกล้ม เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการดูแล
ข้อแนะนำและข้อเสนอแนะ
ตลาดสินค้าผู้สูงอายุในสิงคโปร์กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แรงขับเคลื่อนจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ เทคโนโลยีได้รับบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการดูแลและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ ระบบเซนเซอร์ตรวจจับพฤติกรรมที่ผิดปกติ หุ่นยนต์ดูแล และโปรแกรมฝึกสมองผ่าน AI ทั้งภาครัฐและเอกชนในสิงคโปร์ให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อรองรับการดูแลระยะยาว ตอบโจทย์ทั้งด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และความเป็นอยู่ที่ดีของผู้สูงวัยในบ้านและชุมชน
ผู้ประกอบการไทยมีโอกาสในการขยายตลาดสู่สิงคโปร์ โดยเฉพาะสินค้าที่มีความเชี่ยวชาญและจุดแข็งเฉพาะ เช่น อาหารสุขภาพ สมุนไพรไทย ผลิตภัณฑ์เวชสำอาง อุปกรณ์ช่วยพยุงเคลื่อนไหว ตลอดจนโซลูชันดิจิทัลสำหรับการดูแลผู้สูงอายุ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยสามารถเจาะตลาดช่องทาง B2B ผ่านงานแสดงสินค้าและนวัตกรรมสำหรับการดูแลผู้สูงอายุในสิงคโปร์ เช่น Eldex Asia[5] เพื่อการเข้าถึงตลาดผู้บริโภคชาวสิงคโปร์ที่มีกำลังซื้อสูงและให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต และนำไปสู่การขยายไปยังตลาดโลก
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงสิงคโปร์
แหล่งอ้างอิง
- https://www.straitstimes.com/singapore/health/smart-sensors-used-in-study-to-detect-cognitive-decline-in-seniors-who-live-alone
- https://www.straitstimes.com/life/tapping-tech-for-eldercare-how-brain-training-podcasts-make-ageing-easier-and-fun?ref=more-on-this-topic
- https://restofworld.org/2025/singapore-ai-eldercare-tools/
ภาคผนวก
[1] การใช้เทคโนโลยีการสื่อสารในการให้บริการด้านสุขภาพ รวมถึงการให้ความรู้ด้านสุขภาพ การติดตามผลการรักษา การป้องกันโรค และการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพกับผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา ทำให้ผู้รับบริการสามารถเข้าถึงการดูแลสุขภาพได้ง่ายขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปที่โรงพยาบาล
[2] เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้คอมพิวเตอร์เรียนรู้จากข้อมูลเพื่อคาดการณ์ภาวะเสี่ยง เช่น MCI โดยไม่ต้องอาศัยคำสั่งแบบตายตัว เพิ่มความแม่นยำในการดูแลผู้สูงอายุผ่านข้อมูลจากเซนเซอร์ภายในบ้าน
[3] จากการศึกษาวิจัย Sensors In-home for Elder Wellbeing พบว่า ภายในปี 2030 จะมีผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม 152,000 รายในสิงคโปร์ และ 187,000 รายภายในปี 2050 แม้ว่าสถิติการศึกษาทั่วโลกจะแตกต่างกันไป แต่ผู้ป่วย MCI เกือบครึ่งหนึ่งจะป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมภายใน 5 ปี
[4] เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้คอมพิวเตอร์เรียนรู้จากข้อมูลเพื่อคาดการณ์ภาวะเสี่ยง เช่น MCI โดยไม่ต้องอาศัยคำสั่งแบบตายตัว เพิ่มความแม่นยำในการดูแลผู้สูงอายุผ่านข้อมูลจากเซนเซอร์ภายในบ้าน
[5] งาน Eldex Asia กำหนดจัดในวันที่ 7-8 พฤศจิกายน 2568 ที่ Suntec Singapore Convention & Exhibition Centre https://eldexasia.com/