เทคโนโลยีองค์กรกับจุดเปลี่ยนของภาคธุรกิจสิงคโปร์ ปี 2569

ในปี 2568 เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อภาคธุรกิจของสิงคโปร์อย่างชัดเจน โดยผลสำรวจของสำนักข่าว The Straits Times ระบุว่า ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในสิงคโปร์ได้นำ AI มาใช้งานใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ งานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การบริการลูกค้า และงานด้านการเงิน

สำหรับปี 2569 คาดว่าการใช้งาน AI และเทคโนโลยีองค์กร (Enterprise Technologies) จะขยายตัวอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น ควบคู่กับการปรับสมดุลจากช่วงการใช้งานอย่างเข้มข้น (AI Boom) ไปสู่การประยุกต์ใช้ในระดับที่เหมาะสมและยั่งยืนมากขึ้น โดยมีแนวโน้มสำคัญ ดังต่อไปนี้

1. องค์กรชะลอการลงทุนด้าน AI และปัญหาจากการใช้ AI ที่ขาดคุณภาพ

แม้ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานได้อย่างชัดเจนในปีที่ผ่านมา แต่ผลตอบแทนการลงทุนยังไม่ชัดเจนในรูปของกำไรสุทธิ ประกอบกับต้นทุนในการเตรียมข้อมูลและการรันระบบที่ยังสูง ทำให้หลายองค์กรอาจตัดสินใจเลื่อนงบประมาณการลงทุนด้าน AI บางส่วนไปยังปี 2570

ปัญหาหลักที่พบในองค์กร ได้แก่ (1) ขาดความเชื่อมโยงระหว่างเทคโนโลยีกับกลยุทธ์ธุรกิจ (2) ขาดการลงทุนในปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับ AI เช่น ข้อมูลและแพลตฟอร์ม (3) ปัญหาคอขวดด้านการบริหารของผู้บริหารระดับกลาง และการขาดวัฒนธรรมด้านนวัตกรรม นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการเตรียมข้อมูลและดูแลระบบ AI ยังเป็นภาระสำคัญ ส่งผลให้หลายองค์กรชะลอการขยายโครงการ AI ชั่วคราว

สาเหตุหลัก ๆ ของปัญหาการใช้งาน AI คือ องค์กรรีบใช้งาน AI โดยไม่วางระบบควบคุม ทำให้เกิดผลงานที่ไม่มีคุณภาพและสร้างความเสียหายต่อองค์กร (AI Slop) ซึ่งอาจนำไปสู่ความผิดพลาดร้ายแรง เช่น การส่งสัญญาที่มีเงื่อนไขผิดพลาดให้ลูกค้า

2. การขยายตัวของเทคโนโลยีจากต่างประเทศและความมั่นคงของข้อมูล

ในปี 2568 บริษัทเทคโนโลยีจีนมีแนวโน้มขยายการลงทุนในสิงคโปร์มากขึ้น โดยเฉพาะด้านหุ่นยนต์ โมเดลภาษา และบริการคลาวด์ ผ่านกลยุทธ์โมเดลแบบ Open-source ซึ่งแตกต่างจากบริษัทเทคโนโลยีจากฝั่งตะวันตกที่เน้นระบบจ่ายเงินเพื่อใช้งาน ทำให้ธุรกิจในตลาดอาเซียนมีทางเลือกที่หลากหลายขึ้น

อย่างไรก็ดี อธิปไตยของข้อมูล (Data Sovereignty) จะกลายเป็นประเด็นสำคัญมากขึ้นจากความกังวลเรื่องสงครามการค้าและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในภาคการเงินและการแพทย์ ในปี 2569 จะได้เห็นแนวโน้ม
ความต้องการเก็บข้อมูลและการประมวลผลไว้ภายในประเทศมากขึ้น เพื่อรับประกันว่าข้อมูลจากการใช้งาน AI จะไม่รั่วไหลออกนอกประเทศ นอกจากนี้ รัฐบาลในเอเชียจะลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ภายในประเทศมากขึ้น ทำให้ข้อมูลและระบบ AI กลายเป็นทรัพยากรประเภทหนึ่ง

3. AI Agents สื่อสารด้วยภาษาท้องถิ่นมากขึ้น

ปัจจุบัน เทคโนโลยีเสียงได้มีการพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว AI Agents จะเข้ามามีบทบาทในอุปกรณ์ประจำวันมากขึ้น เช่น ผู้ช่วยส่วนตัวแบบสั่งงานด้วยเสียง (Personal voice assistants) การบริการลูกค้า (Customer service avatars) และหุ่นยนต์เคลื่อนที่ให้บริการตามจุดต่าง ๆ (Roving robots)

นอกจากนี้ เทคโนโลยีจะมีความเป็นท้องถิ่นมากขึ้น สิงคโปร์มีโมเดลภาษาอย่าง SEA-LION และ MERaLiON ที่รองรับภาษาท้องถิ่นในภูมิภาค เช่น เวียดนาม บาฮาซา ตากาล็อก ทมิฬ และไทย บริษัทอย่าง Salesforce กำลังพัฒนาแพลตฟอร์มที่รองรับหลายภาษาในอาเซียน ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าต่อไปนี้การสั่งงานด้วยเสียงที่โต้ตอบได้เหมือนมนุษย์จะมาแทนที่การพิมพ์แชต (chat) หรือกดปุ่ม ซึ่งจะช่วยลดความยุ่งยากของระบบตอบรับอัตโนมัติแบบเดิม

4. ภัยไซเบอร์ของบริษัทขนาดเล็กและบทบาทที่เปลี่ยนไปของบริษัทโทรคมนาคม

การใช้ AI อย่างเร่งรีบโดยไม่มีระบบกำกับดูแลที่ดีจะยิ่งเพิ่มช่องโหว่ในระบบและเพิ่มความเสี่ยงจากการโจมตีทาง
ไซเบอร์ บริษัทขนาดเล็กที่มีระบบป้องกันอ่อนแอจะกลายเป็นเป้าหมายหลักของแฮกเกอร์มากขึ้น โดยแฮกเกอร์จะหันไปโจมตีซัพพลายเออร์รายเล็กที่มีระบบป้องกันอ่อนแอเพื่อเจาะเข้าไปยังบริษัทใหญ่

บริษัทโทรคมนาคมในสิงคโปร์ เช่น Singtel และ M1 กำลังขยายบทบาทจากผู้ให้บริการเครือข่ายมาเป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มธุรกิจที่มีความปลอดภัย โดยองค์กรสามารถใช้เครือข่ายมือถือในการยืนยันตัวตน ระบุตำแหน่งอุปกรณ์ และควบคุมคุณภาพสัญญาณ ช่วยให้ภาคธุรกิจมีความปลอดภัยยิ่งขึ้นและสามารถตรวจจับภัยไซเบอร์ได้รวดเร็ว

ข้อสรุป

แนวโน้มเหล่านี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากยุคทดลองสู่ยุคบริหารจัดการอย่างเป็นระบบในปี 2569 หลังจากช่วงเร่งลงทุนด้าน AI ในระยะก่อนหน้า องค์กรต่าง ๆ ในสิงคโปร์จะเริ่มใช้เทคโนโลยีอย่างรอบคอบมากขึ้น เป็นระบบมากขึ้น โดยหันมาให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า ความปลอดภัยของข้อมูล และการกำกับดูแลระบบมากกว่าเดิม


ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์


แหล่งข้อมูล: