
จากงานวิจัยสู่ตลาดความงาม: นวัตกรรมการดูแลผิวพรรณ (Lab-to-Market Skincare Innovation)
ตลาดความงามและการดูแลส่วนบุคคล (Beauty & Personal Care) ในสิงคโปร์มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ สุขภาพและคุณภาพชีวิต โดยคนสิงคโปร์มีกำลังซื้อสูงและยินดีจ่ายเพื่อผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพ ส่งผลให้ทั้งสินค้าและบริการในอุตสาหกรรมนี้เติบโตอย่างมั่นคง
โดยคาดว่ามูลค่าตลาดรวมจะอยู่ที่ 1.29 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 และจะขยายตัวอย่างต่อเนื่องด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ราวร้อยละ 1.91 ในช่วงปี 2568-2573 โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล (Personal Care) ครองสัดส่วนใหญ่ที่สุด คาดว่าจะมีมูลค่าตลาด 563.27 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 หรือคิดเป็นมูลค่าตลาดเฉลี่ยต่อหัวประมาณ 211.32 ดอลลาร์สหรัฐ
นอกจากนี้ ช่องทางการจำหน่ายออนไลน์มีบทบาทสำคัญมากขึ้น โดยคาดว่าจะสร้างรายได้คิดเป็นร้อยละ 45.3 ของมูลค่าตลาดรวมในปี 2568 สะท้อนถึงแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านสู่พฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัลที่มองหาความสะดวกและการเข้าถึงแบรนด์ได้โดยตรง ทั้งนี้ ตลาดยังคงเผชิญกับอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสำหรับผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกและผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน (Organic & Sustainable Products) ซึ่งสอดคล้องกับกระแสรักษ์สิ่งแวดล้อมและการบริโภคอย่างมีจิตสำนึกของผู้บริโภครุ่นใหม่ในสิงคโปร์
ผู้บริโภคสิงคโปร์ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้ ทำให้แบรนด์ความงามและการดูแลส่วนบุคคลระดับพรีเมียมปรับกลยุทธ์จากการเน้นภาพลักษณ์และบรรจุภัณฑ์ ไปสู่การลงทุนใน “นวัตกรรม” ที่สร้างความแตกต่างอย่างแท้จริง เช่น การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) วิเคราะห์สภาพผิวเพื่อแนะนำผลิตภัณฑ์เฉพาะบุคคล การพัฒนาเทคโนโลยีระบบส่งผ่านสารออกฤทธิ์ (Ingredient Delivery System) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลผิว และการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สามารถปรับตัวตามสภาพแวดล้อม
ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนถึงแนวโน้มของตลาดที่ให้คุณค่ากับเทคโนโลยีและนวัตกรรมเหนือสิ่งอื่นใด และเป็นปัจจัยที่ผลิตภัณฑ์ทั่วไป (Dupes) ไม่สามารถเลียนแบบได้ง่าย
แนวโน้มของตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค
ข้อมูลจาก Singapore Premium Beauty Personal Care Market1 ระบุว่า ปัจจุบัน ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับเอกลักษณ์ของแบรนด์ (Brand Personality) และประสบการณ์เฉพาะบุคคล (Personalisation) โดยมีแนวโน้ม
ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวระดับพรีเมียมครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่าครึ่งหนึ่ง โดยคิดเป็นร้อยละ 55 ของตลาดรวม โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ต่อต้านวัย (Anti-Ageing) เช่น เซรั่ม ครีมและทรีทเมนต์ที่มีส่วนผสมซับซ้อน อาทิ เปปไทด์ (Peptides) ผลิตภัณฑ์ทดแทนเรตินอล (Retinol Substitutes) และสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) ซึ่งผู้บริโภคมองว่าเป็นการลงทุนระยะยาวต่อสุขภาพผิวและคุณภาพชีวิตโดยรวม
เจาะลึกธุรกิจผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ในสิงคโปร์: แนวทางจากผู้ประกอบการไทย
โครงการ “The Business Journey | เปิดตำราธุรกิจไทยในสิงคโปร์” โดยศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์ (Business Information Centre – BIC) ได้ลงพื้นที่สัมภาษณ์ผู้ประกอบการไทยที่ประสบความสำเร็จในตลาดผลิตภัณฑ์ความงามเชิงชีวภาพในสิงคโปร์ หนึ่งในนั้น คือ “คุณน้ำหวาน” ภัทรมน เกิดลาภผล ผู้ก่อตั้งแบรนด์ PregSkin ผลิตภัณฑ์สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์และให้นมบุตร ที่เน้นความปลอดภัย อ่อนโยน และปราศจากสารที่อาจเป็นอันตรายต่อทารก ผลิตภัณฑ์ของ PregSkin สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนานวัคกรรมจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์มาผสานกับความเข้าใจในความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
คุณน้ำหวานได้ถ่ายทอดมุมมองที่สะท้อนให้เห็นว่า ปัจจัยหลายประการส่งผลให้สิงคโปร์เป็นฐานธุรกิจที่น่าลงทุนในธุรกิจด้านการดูแลสุขภาพและความงามแบบองค์รวม (Wellness Beauty) ไม่ว่าจะเป็นกฎระเบียบด้านความปลอดภัยที่เข้มงวด มาตรฐานสินค้าที่สูง ระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ และบทบาทของสิงคโปร์ในฐานะศูนย์กลางการค้าและการขนส่งของภูมิภาคอาเซียน ตลอดจนการสนับสนุนจากภาครัฐด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี ซึ่งทั้งหมดล้วนเกื้อหนุนต่อการเติบโตของธุรกิจในระดับภูมิภาคและสากล

คุณน้ำหวานมองว่า การนำ PregSkin เข้ามาในสิงคโปร์ มิใช่เพียงการนำเข้าผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่ายเท่านั้น แต่ยังเป็นการบูรณาการ Pregskin เข้าสู่ระบบนิเวศทางธุรกิจ (Business Ecosystem) ของสิงคโปร์ในระยะยาว ซึ่งถือเป็นการวางรากฐานธุรกิจสุขภาพแบบครบวงจร ครอบคลุมทั้งการดูแลผิวพรรณ ความงามและสุขภาพ
ความท้าทายในการเข้าสู่ตลาดสิงคโปร์
สิงคโปร์เป็นหนึ่งในประเทษที่มีสภาพแวะล้อมทางธุรกิจเอื้อต่อผู้ประกอบการมากที่สุดในโลก การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัททำได้อย่างสะดวก รวดเร็วและโปร่งใส โดยกฎหมายกำหนดให้ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ (Paid-up Capital) ของบริษัทอยู่ที่เพียง 1 ดอลลาร์สิงคโปร์
อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติผู้ประกอบการต่างชาติที่มีประสงค์จะจัดตั้งบริษัทและทำงานในสิงคโปร์มักเลือกที่จะกำหนดทุนจกทะเบียนในระดับที่สูงกว่า เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้รับอนุมัติใยอนุญาตทำงาน (Employment Pass : EP)2 จากกระทรวงแรงงานสิงคโปร์ (Ministry of Manpower) โดยผู้ให้คำปรึกษาธุรกิจส่วนใหญ่แนะนำให้มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วอย่างน้อย 50,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ เพื่อสะท้อนความพร้อมและศักยภาพทางการเงินของบริษัท
นอกจากนี้ ต้นทุนในการดำเนินธุรกิจในสิงคโปร์ถือว่าค่อนข้างสูง ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร (Manpower)
ค่าเช่าสถานที่ ค่าใช้จ่ายในการโฆษณาผ่านออนไลน์ ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการจัดวางผลิตภัณฑ์ (Product Placement) ดังนั้น การกำหนดราคาสินค้าจึงจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ด้วย
นอกเหนือจากนี้ ผู้ที่ต้องการนำเข้าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางมายังสิงคโปร์จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดขององค์การวิทยาศาสตร์สุขภาพ (Health Sciences Authority: HSA) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลด้านความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สุขภาพ โดยบริษัทผู้นำเข้าจะต้องจดทะเบียนและได้รับการอนุมัติก่อนการจำหน่าย ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทจะมีข้อกำหนดเฉพาะที่แตกต่างกัน
กลยุทธ์และบทเรียนสำหรับผู้ประกอบการ Wellness Beauty
สิงคโปร์ถือเป็นอีกหนึ่งในผู้นำในธุรกิจด้านการดูแลสุขภาพและความงามแบบองค์รวม (Wellness Beauty)
การเข้าสู่ตลาดสิงคโปร์จึงเปรียบเสมือนการยกระดับมาตราฐานไปสู่การเป็น Global Brand อย่างแท้จริง
คุณน้ำหวานเสริมว่า การดำเนินธุรกิจหรือขยายตลาดใหม่ในสิงคโปร์จำเป็นต้องเข้าใจบริบทของประเทศและปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภค (Customer Behaviors) ในสิงคโปร์ ซึ่งแตกต่างจากผู้บริโภคในไทยโดยสิ้นเชิง ทั้งในด้านความคิด ทัศนคติ ความชอบ และลำดับความสำคัญในการตัดสินใจ ดังนั้น จำเป็นต้องเลือกกลยุทธ์การสื่อสารที่เหมาะสม เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย (Target Audience) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ละทิ้งคุณค่าของแบรนด์ (Value Proposition) ผู้ประกอบการไทยที่สนใจเข้าสู่ตลาดสิงคโปร์ควรศึกษาอย่างรอบคอบในเรื่องกฎระเบียบ ภาษี และการเงิน หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาธุรกิจเช่น SME Centre ภายใต้ Enterprise Singapore หรือบริการจากภาคเอกชนอย่าง SME Consultancy
**นอกจากนี้ สามารถติดตามวีดีทัศน์ Thai Business Journey | เปิดตำราธุรกิจไทยในสิงคโปร์ ทั้ง 2 ตอนได้ที่
- ตอนที่ 1: แรงบันดาลใจและเหตุผลที่เลือกสิงคโปร์
- ตอนที่ 2: การปรับตัว ข้อกฎหมาย และคำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการไทย
ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- https://www.statista.com/outlook/cmo/beauty-personal-care/singapore
- https://www.vyansaintelligence.com/industry-report/singapore-premium-beauty-personal-care-market
- https://www.hsa.gov.sg/cosmetic-pr oducts/overview
- https://www.hsa.gov.sg/cosmetic-products/asean-cosmetic-directive
- Cover Image: Shutterstock
ภาคผนวก (Appendix)
- รายงาน Singapore Premium Beauty and Personal Care Market Report: Trends, Growth and Forecast (2025-2030) จัดทำโดย VYANS Intelligence ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยตลาด (market research & insights) ที่ให้บริการข้อมูลเชิงลึก (market insights) และรายงาน (syndicated and customized reports) ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม เช่น FMCG /Healthcare/ICT/Infrastructure และอื่น ๆ โดยมีรายงานวิจัยมากกว่า 1,000 ฉบับที่ครอบคลุมตลาดต่าง ๆ ทั่วโลก ↩︎
- Employment Pass (EP) คือ หนึ่งใน Work Pass ที่ออกโดยกระทรวงแรงงานของสิงคโปร์ (MOM) สำหรับผู้เชี่ยวชาญ ผู้จัดการและผู้บริหาร (PMEs) จากต่างประเทศที่ต้องการมาทำงานที่สิงคโปร์ โดยพิจารณาเกณฑ์เฉพาะเกี่ยวกับคุณวุฒิการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน และเงินเดือน ↩︎