EnterpriseSG ผู้ขับเคลื่อน SME สิงคโปร์สู่เวทีโลก (ตอนที่ 3) แนวทางการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี และกลไกการบริหารความเสี่ยงในต่างประเทศ

ต่อเนื่องจากการนำเสนอภาพรวมของโครงสร้างองค์กรและมาตรการสนับสนุนทางการเงินในตอนที่ผ่านๆ มา สำหรับบทความตอนที่ 3 ซึ่งเป็นตอนสุดท้าย จะมุ่งเน้นการวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การปฏิบัติงานจริงของ Enterprise Singapore (EnterpriseSG) ในการส่งเสริมให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTAs) อย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนกลไกการบริหารความเสี่ยงและบรรเทาผลกระทบ เมื่อผู้ประกอบการต้องเผชิญกับข้อพิพาทหรืออุปสรรคทางกฎหมายในระดับสากล

1. แนวทางดำเนินงานของ Enterprise Singapore ในการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากความตกลงระหว่างประเทศ (Free Trade Agreement-FTAs)

  • แพลตฟอร์มและเครื่องมือดิจิทัล มีการให้บริการเครื่องมือออนไลน์อย่าง Tariff Finder ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถค้นหา เปรียบเทียบอัตราภาษีศุลกากรได้อย่างรวดเร็ว เพื่อใช้ประเมินความได้เปรียบด้านต้นทุนและราคาก่อนส่งออกหรือลงทุนจริง ควบคู่ไปกับการพัฒนาแพลตฟอร์ม myEnterprise ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมข้อมูลและบทวิเคราะห์เชิงลึกด้านการค้าที่ปรับให้ตรงกับประเภทธุรกิจและอุตสาหกรรมของผู้ใช้
  • กระจายข้อมูลผ่านเครือข่ายพันธมิตร เป็นความร่วมมือร่วมระหว่าง TACs และ SME Centres ทั่วประเทศ เพื่อส่งต่อความรู้ แนวปฏิบัติ และขั้นตอนการขอใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ช่วยให้ภาคธุรกิจโดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากความตกลงระหว่างประเทศได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ

2. กลไกการช่วยเหลือและบรรเทาข้อพิพาทในต่างประเทศ

เมื่อธุรกิจเผชิญอุปสรรคทางการค้าหรือข้อพิพาทในต่างแดน EnterpriseSG ไม่ได้ทำหน้าที่ทางกฎหมายในการระงับ ไกล่เกลี่ย หรือช่วยสู้คดีในศาลโดยตรง (หน้าที่ของสถาบันเฉพาะทาง เช่น Singapore International Arbitration Centre-SIAC[1] หรือ Singapore International Mediation Centre-SIMC)[2] แต่จะให้การสนับสนุนทางอ้อมเพื่อบรรเทาผลกระทบและป้องกันปัญหาเชิงรุกผ่านกลไกหลัก ได้แก่

  • สนับสนุนเงินช่วยเหลือผ่านโครงการ Business Adaption Grant (BizAdapt)[3] เป็นทุนที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อช่วยให้บริษัทสิงคโปร์ปรับตัวเมื่อถูกกระทบจากมาตรการภาษีศุลกากร และความผันผวนทางการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งทุนนี้ไม่ได้ทำหน้าที่จ่ายค่าปรับ ค่าเสียหายหรือค่าธรรมเนียมการสู้คดีในศาล (Court Litigation) แต่จะสนับสนุนในรูปแบบของการอุดหนุนค่าใช้จ่ายด้านคำปรึกษาทางกฎหมาย (Advisory Support) ในการทบทวนและเจรจาปรับเปลี่ยนข้อสัญญา เพื่อหลีกเลี่ยงข้อพิพาทข้ามพรมแดน ในกรณีที่ข้อพิพาททางการค้ารุนแรงมากหรือกำแพงภาษีในประเทศนั้นสูงจนธุรกิจไปต่อไม่ได้ ทุนนี้ช่วยจ่ายค่าขนส่งและค่าคลังสินค้าเพื่อให้บริษัทสามารถย้ายฐานการผลิตหรือเปลี่ยนซัพพลายเออร์ไปประเทศอื่นที่ไม่มีข้อพิพาทหรือไม่มีกำแพงภาษีทางการค้า โดยมีวงเงินสนับสนุนสูงสุดถึง 100,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อหนึ่งบริษัท (สนับสนุนสูงสุดร้อยละ 70 สำหรับ SMEs และร้อยละ 50 สำหรับบริษัทขนาดใหญ่) โดยครอบคลุมระยะเวลา 2 ปี
  • การสนับสนุนผ่านหน่วยงาน SME Pro-Enterprise Office (SME PEO)[4] ภายใต้ EnterpriseSG ที่ช่วยประสาน งานภายในหน่วยงานภาครัฐของสิงคโปร์ เพื่อรับข้อคิดเห็นและข้อร้องเรียนจาก SME เกี่ยวกับกฎระเบียบหรือใบอนุญาตที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ (รวมถึงในภาคธุรกิจเกิดใหม่ที่กฎเกณฑ์ยังไม่ชัดเจน) เพื่อส่งเรื่องให้ภาครัฐทบทวนและหาทาง ออกร่วมกัน ซึ่งเป็นการช่วยบรรเทาข้อขัดแย้งระหว่างภาคเอกชนกับหน่วยงานรัฐของสิงคโปร์
  • การบริหารจัดการความเสี่ยงด้านกฎระเบียบและมาตรการที่มิใช่ภาษี (NTMs) EnterpriseSG
    ให้การสนับสนุนด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ เพื่อป้องกันไม่ให้ธุรกิจเผชิญข้อพิพาทจากการไม่รู้เท่าทันกฎหมายท้องถิ่น โดยใช้เครือข่ายสำนักงานต่างประเทศกว่า 35 แห่งทั่วโลกให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวโน้มและกฎระเบียบท้องถิ่น รวมถึงเชื่อมโยงธุรกิจกับพันธมิตรและที่ปรึกษาในพื้นที่

บทสรุป

จากการวิเคราะห์โครงสร้าง กลยุทธ์ และกลไกการดำเนินงานของ EnterpriseSG ตลอดทั้ง 3 ตอน สะท้อนให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า ความสำเร็จในการผลักดันธุรกิจท้องถิ่นสู่สากลของสาธารณรัฐสิงคโปร์ มิได้เกิดจากการสนับสนุนด้านงบประมาณเพียงประการเดียว แต่เกิดจากกระบวนทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Mindset) และการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ (Business Ecosystem) แบบบูรณาการ

รัฐบาลสิงคโปร์ได้ปรับเปลี่ยนบทบาทจากเพียงผู้กำกับดูแล มาเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partner)
ที่คอยชี้นำโอกาสทางการตลาด สนับสนุนเครื่องมือที่จำเป็น และจัดเตรียมกลไกรองรับความเสี่ยงให้แก่ภาคธุรกิจ

ข้อคิดสำคัญสำหรับภาคส่วนของไทยคือ ในยุคที่สภาพแวดล้อมทางการค้าโลกมีความผันผวนสูง การเติบโตอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยการยกระดับมาตรฐานสินค้าด้วยนวัตกรรม การใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ และความสามารถในการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ หากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนของไทยสามารถบูรณาการความร่วมมือ เพื่อสร้างกลไกสนับสนุนที่โปร่งใส เข้าถึงง่าย และแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม ย่อมจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถของธุรกิจไทย ให้สามารถแข่งขันและยืนหยัดบนเวทีการค้าโลกได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

หากต้องการข้อมูลด้านอื่น ๆ ของ EnterpriseSG ผู้ขับเคลื่อน SME สิงคโปร์สู่เวทีโลก ในบทความชุดเดียวกันได้ที่

  • ตอนที่ 1/3: โครงสร้างและภาพรวม
  • ตอนที่ 2/3: มาตรการสนับสนุนทางการเงิน ภาษี และกลไกช่วยเหลือธุรกิจระหว่างประเทศ
  • ตอนที่ 3/3: แนวทางการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี และกลไกการบริหาร
    ความเสี่ยงในต่างประเทศ

ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์


แหล่งอ้างอิง:

[1] ศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศสิงคโปร์เป็นสถาบันอิสระที่ไม่แสวงหากำไร ทำหน้าที่เป็นศาลเอกชนระดับโลกสำหรับระงับข้อพิพาททางธุรกิจและการค้าระหว่างประเทศ 

[2] ศูนย์ประนอมข้อพิพาทระหว่างประเทศสิงคโปร์เป็นสถาบันอิสระที่ไม่แสวงหากำไร ทำหน้าที่ประนอมข้อพิพาทในการตกลงเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งทางธุรกิจระหว่างประเทศ

[3] https://www.enterprisesg.gov.sg/financial-support/business-adaptation-grant

[4] เป็นหน่วยงานเครือข่ายส่วนกลางภายใต้การดูแลของ Enterprise Singapore ทำหน้าที่ในการประสานงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ ของสิงคโปร์
เพื่อช่วยผู้ประกอบการแก้ไขปัญหา ติดตาม และทบทวนกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ รายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://www.enterprisesg.gov.sg/smepeo