แม้เศรษฐกิจของสิงคโปร์จะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งภายหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในปี ค.ศ. 2024 สูงถึงร้อยละ 4.4 จากเดิมที่คาดการณ์ไว้เพียงร้อยละ 1.8 ภาคธุรกิจและการค้าขยายตัวในอัตราที่น่าพึงพอใจ แต่ในอีกด้านหนึ่ง กลุ่มประชากรวัยหนุ่มสาวกลับเผชิญกับภาวะความเครียด วิตกกังวลและซึมเศร้าในระดับสูง ผลการศึกษาสุขภาพจิตเยาวชนของสิงคโปร์ หรือ National Youth Mental Health Study ประจำปี 2567 พบว่าเกือบ 1 ใน 3 ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีอายุระหว่าง 15–35 ปี เคยรู้สึกซึมเศร้า วิตกกังวลหรือเผชิญกับภาวะเครียดอย่างมาก นอกจากนี้ ปัญหาสุขภาพจิตในสถานที่ทำงานยังส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่าความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าในหมู่พนักงานก่อให้เกิดความสูญเสียด้านผลิตภาพแรงงานสูงถึง 16,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี (ข้อมูลปี ค.ศ. 2023)

                   เพื่อรับมือกับแนวโน้มดังกล่าว รัฐบาลสิงคโปร์ได้ยกระดับประเด็นสุขภาพจิตขึ้นเป็นวาระแห่งชาติ (National Agenda) โดยจัดตั้งสำนักงานสุขภาพจิตแห่งชาติ (National Mental Health Office) และผลักดันยุทธศาสตร์สุขภาพจิตและสุขภาวะแห่งชาติ (National Mental Health and Well-being Strategy) ที่เน้นการสร้างระบบดูแลแบบองค์รวม ครอบคลุมตั้งแต่การให้บริการในคลินิก การเพิ่มจำนวนจิตแพทย์และนักจิตวิทยา การฝึกอบรมครูแนะแนวในโรงเรียน ตลอดจนการสนับสนุนในสถานที่ทำงาน ทั้งนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสุขภาพจิตเชิงป้องกันการลดการตีตราทางสังคม (stigma) และการขยายการเข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียม โดยอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ เอกชนและเครือข่ายชุมชนในทุกระดับ

                   นอกจากการดูแลสุขภาพจิตโดยแพทย์และการใช้ยาแล้ว ปัจจุบันยังมีการยอมรับในบทบาทของการบำบัดทางเลือก (alternative or complementary therapies) ว่ามีส่วนช่วยส่งเสริมสุขภาวะทางอารมณ์และจิตใจ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลตนเองเชิงป้องกัน เช่น ดนตรีบำบัด (Music Therapy) ศิลปะบำบัด (Art Therapy) พืชสวนบำบัด (Horticultural Therapy) หรือสัตว์บำบัด (Animal-Assisted therapy)

สัตว์บำบัด (Animal-Assisted therapy) ทางเลือกใหม่ของการดูแลสุขภาพจิตในสิงคโปร์

                   ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้ให้บริการด้านสัตว์บำบัดหลายรายรายงานว่า มีจำนวนผู้เข้าร่วมโปรแกรมสัตว์บำบัดเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน สะท้อนความสนใจและความต้องการทางเลือกใหม่ในการดูแลสุขภาพจิตโดยไม่พึ่งยา องค์กร EQUAL ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไรที่ให้บริการอาชาบำบัด (Equine-assisted therapy) เปิดเผยว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีความต้องการด้านโปรแกรมสัตว์บำบัดเพิ่มขึ้นมาก โดยมีการขยายความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 25 และเข้าถึงศูนย์ดูแลผู้สูงวัยและสถานสงเคราะห์ได้มากขึ้น 2 เท่า

                   แม้ว่าสัตว์บำบัดจะไม่สามารถแทนที่การรักษาทางการแพทย์แบบดั้งเดิมได้อย่างสมบูรณ์ แต่ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่มีศักยภาพสูงในการส่งเสริมสุขภาพจิต โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อการบำบัดแบบดั้งเดิม สัตว์บำบัดช่วยให้ผู้ที่มีปัญหาทางอารมณ์และจิตใจสามารถผ่อนคลาย ลดความเครียดและเปิดใจในการบำบัดได้ง่ายขึ้น การสัมผัสกับสัตว์ช่วยกระตุ้นสารเคมีด้านความสุขในสมอง ลดระดับฮอร์โมนความเครียดและส่งเสริมระบบประสาทให้เข้าสู่ภาวะผ่อนคลายอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ม้ามีความสามารถในการรับรู้และสะท้อนอารมณ์ของมนุษย์อย่างแม่นยำ ช่วยให้ผู้เข้ารับการบำบัดได้เรียนรู้และพัฒนาความเข้าใจในตนเองได้มากขึ้น                     

โอกาสและความท้าทายในธุรกิจสัตว์บำบัด

                   การบำบัดด้วยสัตว์ได้รับการยอมรับมากขึ้นในฐานะทางเลือกในการสนับสนุนสุขภาพจิต โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีความต้องการพิเศษ จึงมีโอกาสในการร่วมมือกับโรงเรียน โรงพยาบาล และองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อขยายบริการบำบัดด้วยสัตว์ไปยังกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย นอกจากนี้ ความต้องการผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์บำบัดที่ผ่านการรับรองที่เพิ่มขึ้น ยังเป็นโอกาสในการจัดหลักสูตรฝึกอบรมและการให้คำปรึกษาอีกด้วย

                   อย่างไรก็ดี ธุรกิจสัตว์บำบัดก็มีความท้าทายในหลายด้าน เช่น การขาดแคลนสัตว์นักบำบัดที่ผ่านการฝึกฝนและผู้เชี่ยวชาญที่มีคุณวุฒิรับรอง ความท้าทายด้านสถานที่เนื่องจากสัตว์ที่ใช้บำบัดบางชนิดต้องใช้พื้นที่มาก รวมถึงค่าใช้จ่ายในการใช้บริการค่อนข้างสูงเนื่องจากสัตว์บำบัดต้องมีการฝึกฝนเป็นพิเศษและมีค่าใช้จ่ายในการดูแลซึ่งค่าดูแลสัตว์และค่าบริการของสัตวแพทย์ในสิงคโปร์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี จึงส่งผลต่อต้นทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

                   นอกจากนี้ สัตว์บำบัดอาจไม่ได้เหมาะกับทุกคนหรือการดูแลสุขภาพจิตทุกประเภท อีกทั้งยังต้องพิจารณาความชอบ ความกลัว และอาการภูมิแพ้ต่อสัตว์ของผู้เข้ารับการบำบัดด้วย และในบางกรณีอาจมีข้อจำกัดในบางวัฒนธรรมที่ไม่สนับสนุนการใกล้ชิดสัตว์บางประเภท รวมถึงประชาชนในวงกว้างยังขาดความเข้าใจเรื่องสัตว์บำบัด โดยบางส่วนมองว่าเป็นเพียงการเล่นกับสัตว์เท่านั้น ขณะที่บางส่วนเข้าใจว่าสัตว์บำบัดสามารถทดแทนการพบนักจิตบำบัดหรือจิตแพทย์ได้ จึงจำเป็นต้องมีการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ในวงกว้างมากขึ้น

                   ความน่าเชื่อถือของสถานบำบัดที่ใช้สัตว์เป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมสุขภาพจิตนับเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้รับบริการและครอบครัว จึงควรเสริมสร้างความเชื่อมั่นผ่านการดำเนินงานภายใต้มาตรฐานที่ได้รับการรับรองในระดับสากล อาทิ การเป็นสมาชิกของ International Association of Human-Animal Interaction Organizations (IAHAIO) ซึ่งเป็นเครือข่ายระดับโลกขององค์กรที่ดำเนินงานด้านการปฏิบัติ วิจัย และศึกษาเกี่ยวกับกิจกรรมหรือการบำบัดที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ นอกจากนี้ ยังมีองค์กรเฉพาะด้านที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ เช่น Eagala และ Equine Experiential Education Association (E3A) ซึ่งจัดอบรมและออกใบรับรองสำหรับการใช้ม้าในการบำบัดอย่างเป็นระบบ โดยในประเทศไทย องค์กรอย่าง EQUAL ก็เริ่มมีบทบาทในการยกระดับมาตรฐานการให้บริการด้านสัตว์บำบัด เพื่อให้เกิดความปลอดภัย ความเหมาะสม และประสิทธิผลในการบำบัดที่ยึดผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง

ข้อสังเกต

                   แนวนโยบายด้านสุขภาพจิตและการส่งเสริมวิชาชีพสาธารณสุขเสริมของสิงคโปร์ สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านเชิงระบบของภาครัฐในการออกแบบบริการสุขภาพที่มี “คน” เป็นศูนย์กลาง โดยคำนึงถึงองค์ประกอบทั้งด้านร่างกาย จิตใจและวิถีชีวิตอย่างเป็นองค์รวม มุ่งเน้นการป้องกันล่วงหน้า การพัฒนาศักยภาพบุคลากรและการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาล ชุมชน สถานศึกษาและสถานที่ทำงานอย่างไร้รอยต่อ ทั้งนี้ สิงคโปร์นับเป็นต้นแบบสำคัญที่ประเทศในภูมิภาคอาเซียนสามารถศึกษาและประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับระบบสุขภาพให้ยั่งยืนและตอบสนองต่อความท้าทายของศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                   แม้ธุรกิจด้านสัตว์บำบัดจะเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งในด้านต้นทุน มาตรฐานวิชาชีพ และการออกแบบบริการให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล แต่ก็ยังคงเป็นแนวทางการบำบัดที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนหรือผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงการบำบัดแบบดั้งเดิมได้ ผู้ประกอบการที่สนใจจึงควรพิจารณาทั้งความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจ ควบคู่กับการสร้างมาตรฐานที่น่าเชื่อถือ เพื่อยกระดับการให้บริการและตอบโจทย์ความต้องการทางสุขภาพจิตที่หลากหลายของสังคมในปัจจุบัน

หมายเหตุ:

                   บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับแนวทางการส่งเสริมสุขภาพจิตและทางเลือกในการบำบัดในประเทศสิงคโปร์แก่ผู้ประกอบการและบุคคลทั่วไป โดยมิได้มีเจตนาเพื่อใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์หรือการรักษาทางคลินิกแต่อย่างใด หากท่านต้องการคำปรึกษาเฉพาะด้านเกี่ยวกับสุขภาพจิต สามารถติดต่อขอคำปรึกษาเพิ่มเติมได้จากหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้อง

Helplines

MENTAL WELL–BEING

  • Institute of Mental Health’s Mental Health Helpline: 6389-2222 (24 hours)
  • Samaritans of Singapore: 1-767 (24 hours) / 9151-1767 (24-hour CareText via WhatsApp)
  • Singapore Association for Mental Health: 1800-283-7019
  • Silver Ribbon Singapore: 6386-1928
  • Chat, Centre of Excellence for Youth Mental Health: 6493-6500 / 1 Women’s Helpline (Aware): 1800-777-5555 (weekdays, 10am to 6pm)

COUNSELLING

  • TOUCHline (Counselling) : 1800-377-2252
  • TOUCH Care Line (for caregivers) : 6804-6555
  • Counselling and Care Centre: 6536-6366
  • We Care Community Services: 3165-8017
  • Clarity Singapore: 6757-7990

ONLINE RESOURCES


ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์


ข้อมูลอ้างอิง