ผลกระทบของภาวะสมองเสื่อมต่อภาคแรงงานในสิงคโปร์:แนวโน้ม ความท้าทาย และข้อเสนอเชิงนโยบาย

การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรผู้สูงอายุทั่วโลกได้ส่งผลให้ภาวะสมองเสื่อม (Dementia) กลายเป็นประเด็นด้านสาธารณสุขที่ได้รับความสนใจมากขึ้น แม้ว่าภาวะดังกล่าวจะไม่ใช่ผลโดยตรงจากอายุที่เพิ่มขึ้น แต่ก็พบได้บ่อยในกลุ่มผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป รายงานของสถาบันสุขภาพจิต (Institute of Mental Health: IMH) เมื่อปี 2567 ระบุว่า ในสิงคโปร์มีผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมประมาณ 1 ใน 11 คน แม้จะเป็นอัตราที่ลดลงจากปี 2556 ซึ่งอยู่ที่ 1 ใน 10 คน

อย่างไรก็ดี ข้อมูลจากระดับสากลกลับชี้ให้เห็นแนวโน้มที่น่ากังวลว่า จำนวนผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมในกลุ่มวัยหนุ่มสาว หรือวัยทำงาน มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่า ภายในปี 2573 สิงคโปร์จะมีผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นเป็น 152,000 คน และเพิ่มขึ้นอีกเป็น 187,000 คนภายในปี 2593 แนวโน้มดังกล่าวย่อมสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบต่อโครงสร้างแรงงาน สวัสดิการสังคม และการวางแผนเชิงนโยบายของภาครัฐ

ผลกระทบของโรคสมองเสื่อมต่อภาคแรงงาน

ในปัจจุบัน แนวโน้มของภาวะสมองเสื่อมในกลุ่มประชากรวัยทำงาน หรือที่เรียกว่า Young-Onset Dementia มีเพิ่มมากขึ้น และส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานและระบบสังคม การวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมองเสื่อมในช่วงวัยทำงานมักนำไปสู่การเลิกจ้างหรือเกษียณอายุก่อนกำหนด ซึ่งไม่เพียงส่งผลกระทบต่อรายได้ของผู้ป่วย แต่ยังส่งผลกระทบต่ออัตลักษณ์ส่วนบุคคล ความภาคภูมิใจในตนเอง และโอกาสในการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี ผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมจำนวนไม่น้อยยังคงสามารถมีส่วนร่วมในภาคแรงงานได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในลักษณะงานที่อาศัยทักษะเฉพาะทางหรือประสบการณ์ที่สั่งสมมา เช่น การเย็บผ้า การเตรียมวัตถุดิบในครัว หรือการดูแลรายละเอียดในกระบวนการทำงานต่าง ๆ ทั้งนี้ ศักยภาพดังกล่าวจะสามารถคงอยู่และพัฒนาได้ หากได้รับการสนับสนุนในด้านสภาพแวดล้อมการทำงาน เทคโนโลยีที่เหมาะสม และการจัดการที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมของผู้ป่วยอย่างแท้จริง

นโยบายจากภาครัฐ

รัฐบาลสิงคโปร์มีโครงการต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนให้นายจ้างจ้างงานผู้สูงอายุและผู้พิการ ได้แก่

(1) โครงการ Senior Employment Credit (SEC) รัฐบาลจ่ายคืนเงินค่าจ้าง (wage offset) สูงสุดร้อยละ 7 แก่นายจ้างที่จ้างแรงงานชาวสิงคโปร์อายุ 60 ปีขึ้นไป ที่มีเงินเดือนไม่เกิน 4,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ และมีการจ่ายเงินเดือนในช่วงวันที่ 1 มกราคม 2567 ถึง 31 ธันวาคม 2569

(2) โครงการ Enabling Employment Credit (EEC) รัฐบาลให้เงินอุดหนุนแก่นายจ้างที่จ้างพนักงานผู้พิการชาวสิงคโปร์ที่อายุ 13 ปีขึ้นไป ที่มีเงินเดือนไม่เกิน 4,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ โดยให้เงินอุดหนุนสูงสุดร้อยละ 20 ของเงินเดือน แต่ไม่เกิน 400 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อคนต่อเดือน และหากว่าจ้างผู้พิการที่ว่างงานมาอย่างน้อย 6 เดือน นายจ้างจะได้รับเงินอุดหนุนรวมสูงสุดถึงร้อยละ 40 แต่ไม่เกิน 400 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อคนต่อเดือน ภายในการจ้างงาน 9 เดือนแรก ซึ่งโครงการนี้จะมีผลไปจนถึงปี 2571

(3) โครงการ CPF Transition Offset (CTO) รัฐบาลจะให้เงินอุดหนุนชั่วคราวร้อยละ 50 ต่อปี ของเงินส่วนที่นายจ้างต้องสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Central Provident Fund – CPF) เพิ่มให้พนักงานชาวสิงคโปร์หรือผู้มีถิ่นพำนักถาวรที่อายุระหว่าง 55 ถึง 70 ปี โดยโครงการนี้มีระยะเวลาจนถึงปี 2569

          นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้กำหนดยุทธศาสตร์ระดับชาติด้านภาวะสมองเสื่อม (National Dementia Strategy: NDS) ซึ่งเป็นกรอบแนวทางสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนการดูแลผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมอย่างครอบคลุม โดยเน้นการตรวจคัดกรองและวินิจฉัยโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การจัดบริการดูแลในชุมชนที่เข้าถึงได้ รวมถึงการเสริมสร้างการเข้าถึงสิทธิด้านสุขภาพผ่านโครงการระบบสาธารณสุขของรัฐ อาทิ โครงการ MediSave, Community Health Assist Scheme (CHAS) และกองทุนช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล MediFund ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ป่วยและครอบครัวสามารถเข้าถึงบริการที่จำเป็นได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

การปรับตัวของภาคธุรกิจ

ในปี 2564 องค์กรโรคสมองเสื่อมแห่งสิงคโปร์ (Dementia Singapore) ได้จัดทำชุดคำแนะนำ (toolkit) เพื่อสนับสนุนให้สถานประกอบการสามารถจ้างผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแนะนำให้มีการประเมินทักษะ ปรับลักษณะงานให้สอดคล้องกับความสามารถ และปรับสภาพแวดล้อมในที่ทำงานให้เหมาะสม เช่น ป้ายบอกทางที่ชัดเจน ห้องสุขาที่เป็นมิตรกับผู้มีข้อจำกัดทางร่างกาย เป็นต้น

          ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมคือโครงการความร่วมมือระหว่างบริษัท Orchid Laundry และบ้านพัก Apex Harmony Lodge ในการจ้างผู้มีภาวะสมองเสื่อมมาพับผ้าโรงแรม สัปดาห์ละสองครั้ง โดยมีอาสาสมัครและเจ้าหน้าที่คอยสนับสนุน การมีบทบาทในงานช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกมีคุณค่าและเป็นส่วนหนึ่งของทีมงาน

แนวทางสร้างสถานที่ทำงานที่เป็นมิตรกับผู้มีภาวะสมองเสื่อม

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ซึ่งหมายถึงการที่ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ แนวโน้มดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะด้านแรงงานและสวัสดิการ ซึ่งจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบและยั่งยืน  

Dementia Singaporeให้คำแนะนำเรื่องแนวทางปฏิบัติสำหรับองค์กรในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดรับและเอื้อต่อผู้มีภาวะสมองเสื่อม ดังนี้

  1. ไม่ควรเลิกจ้างโดยอัตโนมัติ ควรพิจารณาปรับเปลี่ยนลักษณะงานให้เหมาะสมกับศักยภาพของพนักงาน หรือพิจารณาการโยกย้ายไปยังตำแหน่งที่สอดคล้อง พร้อมจัดให้มีระบบผู้ดูแล (buddy) เพื่อให้พนักงานช่วยดูแลระหว่างวัน
  2. ส่งเสริมวัฒนธรรมที่เปิดกว้างและลดอคติ สร้างบรรยากาศในที่ทำงานที่เอื้อต่อการพูดคุยอย่างตรงไปตรงมา ลดการตีตรา และเสริมสร้างความเข้าใจในประเด็นภาวะสมองเสื่อมในระดับองค์กร
  3. ติดตามและพูดคุยอย่างสม่ำเสมอ การสื่อสารต่อเนื่องระหว่างผู้บริหารและพนักงานช่วยให้สามารถปรับแนวทางการทำงานหรือการสนับสนุนได้อย่างเหมาะสมตามพัฒนาการของโรค
  4. เสริมสร้างระบบทรัพยากรบุคคลที่คุ้มครองสิทธิ ระบบบริหารทรัพยากรบุคคลควรมีมาตรการป้องกันการเลือกปฏิบัติ และให้การคุ้มครองตามหลักสิทธิมนุษยชนสำหรับพนักงานที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญา
  5. ปรับวิธีการสื่อสารและโครงสร้างของงาน คำสั่งหรืองานที่มอบหมายควรแบ่งเป็นขั้นตอนง่าย ๆ มีความชัดเจน หรือสามารถอธิบายซ้ำได้ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

          การจ้างงานและสนับสนุนผู้มีภาวะสมองเสื่อมจึงควรเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสังคมที่เห็นคุณค่าในทุกคน และส่งเสริมให้ประชากรทุกกลุ่มสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความหมาย การเตรียมความพร้อมเช่นนี้ จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถเผชิญกับความท้าทายของสังคมสูงวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปสู่ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

ภาพแสดงขั้นตอนการสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรสำหรับผู้มีภาวะสมองเสื่อม แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ การตระหนักรู้, ความเป็นมิตร และความมีส่วนร่วม มีตัวละครหลายคนช่วยกันขึ้นบันไดเพื่อแสดงถึงการก้าวไปข้างหน้าในกระบวนการนี้
ภาพนี้แสดง 3 ระดับขององค์กรที่เป็นมิตรกับผู้มีภาวะสมองเสื่อม Stage 1: Awareness (เริ่มตระหนักและสนใจเรียนรู้) Stage 2: Friendliness (ปรับบริการให้เป็นมิตร) Stage 3: Inclusiveness (เปิดโอกาสให้มีส่วนร่วม
อย่างแท้จริง) (ที่มา: https://dementia.org.sg/)

แหล่งข้อมูล