
DITP: “เนื้อผสม”ทางเลือกใหม่ เสริมความมั่นคงอาหารเอเชีย
ผลการศึกษาต่อความรับรู้ของผู้บริโภคในสิงคโปร์และประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พบว่า ผู้บริโภคมองว่าเนื้อจากพืชเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ แต่ยังมีราคาสูง โดยเฉลี่ยแพงกว่าเนื้อสัตว์ทั่วไปประมาณร้อยละ 35 อีกทั้งยังไม่สามารถตอบโจทย์ในด้านรสชาติและเนื้อสัมผัสได้อย่างเต็มที่ ปัจจัยเหล่านี้ยังคงผลักดันให้ผู้บริโภคเลือกบริโภคโปรตีนจากสัตว์ที่ผลิตแบบดั้งเดิม ซึ่งใช้ทรัพยากรมากกว่า โดยคาดว่าการผลิตเนื้อสัตว์ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 70 ภายในปี 2593 เมื่อเทียบกับปี 2555 อันเป็นผลจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นและฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ทั้งนี้ แนวโน้มดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความยั่งยืนด้านอาหารของเอเชียในระยะยาว
ตามรายงานของสถาบันทรัพยากรโลก (World Resources Institute) การผลิตเนื้อวัวแบบดั้งเดิมต้องใช้พลังงานอาหารสูงถึง 100 แคลอรีต่อการผลิตเนื้อเพียง 1 แคลอรี ซึ่งเป็นกระบวนการที่ไม่มีประสิทธิภาพอย่างมาก ส่งผลให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่า การใช้ทรัพยากรน้ำอย่างสิ้นเปลือง และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น ซึ่งตรงกันข้ามกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ แม้ว่าบริษัทสตาร์ตอัพและนักวิจัยหลายรายยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาเนื้อจากพืชให้มีคุณภาพและราคาที่แข่งขันได้ แต่ก็มีอีกแนวทางหนึ่งที่เริ่มได้รับความสนใจ คือ การผสานโปรตีนจากพืชเข้ากับเนื้อสัตว์จริง เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่น่าสนใจ
ผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่นี้เรียกว่า “เนื้อผสม” (blended meat) โดยเป็นการผสมเนื้อสัตว์กับโปรตีนทางเลือกคุณภาพสูง เช่น ถั่วเหลือง ถั่วลันเตา หรือโปรตีนจากเชื้อรา เพื่อลดสัดส่วนของเนื้อสัตว์ในผลิตภัณฑ์โดยรวม การนำโปรตีนทางเลือกมาเสริมในห่วงโซ่อุปทานเนื้อสัตว์แบบเดิม อาจช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีนัยสำคัญ ลดความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน และส่งเสริมสุขภาพทั้งในระดับบุคคลและวงกว้าง แบรนด์โปรตีนทางเลือกระดับโลกอย่าง Quorn ซึ่งเคยจำหน่ายเฉพาะอาหารปลอดเนื้อสัตว์มาเป็นเวลาหลายทศวรรษ ได้ประกาศแผนผสานผลิตภัณฑ์ของตนเข้ากับเนื้อหมู ภายใต้ความร่วมมือด้านอาหารกับโรงพยาบาลในเครือระบบสุขภาพแห่งชาติ (NHS) ของสหราชอาณาจักร แม้ในมุมหนึ่งอาจดูเหมือนเป็นการถอยหลังสำหรับแบรนด์ที่มุ่งลดการพึ่งพาเกษตรกรรมปศุสัตว์ แต่ในอีกแง่หนึ่ง ถือเป็นโอกาสในการแนะนำโปรตีนทางเลือกให้เข้าถึงผู้บริโภคที่ปกติเลือกบริโภคเนื้อสัตว์แบบดั้งเดิมได้มากขึ้น
แม้ผลิตภัณฑ์เนื้อผสมจะเพิ่งเริ่มเข้าสู่ตลาดค้าปลีกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แต่ผลสำรวจพบว่าผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง โดยเฉลี่ยร้อยละ 93 ของผู้ตอบแบบสอบถามจากสิงคโปร์ ไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ระบุว่า ยินดีลองบริโภคเนื้อผสม ซึ่งรวมถึงผู้ที่เคยลังเลหรือไม่ประทับใจเนื้อจากพืชล้วนในอดีต
ผู้ผลิตโปรตีนทางเลือกในรูปแบบอื่น เช่น เนื้อเพาะเลี้ยงจากเซลล์สัตว์ (cultivated meat) กำลังจับตาตลาดเนื้อผสมอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินว่ารูปแบบนี้อาจเป็นต้นแบบที่ช่วยเร่งการผลิตได้หรือไม่ แม้เนื้อเพาะเลี้ยงจะมีรสชาติใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์ทั่วไป เนื่องจากใช้โปรตีนจริงที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่ยังมีต้นทุนการผลิตสูงกว่ามากเมื่อเทียบกับเนื้อจากพืช บริษัทสตาร์ตอัพด้านเกษตรกรรมเซลล์จากเนเธอร์แลนด์ชื่อ Meatable ได้ร่วมมือกับผู้ผลิตเนื้อสัตว์ตามสัญญาในสิงคโปร์ชื่อ TruMeat มุ่งพัฒนาโปรตีนเพาะเลี้ยงที่ออกแบบมาให้สามารถผสมผสานและบูรณาการเข้ากับห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์แบบดั้งเดิมได้โดยตรงเพื่อลดต้นทุนและขยายกำลังการผลิต ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับโมเดลเนื้อผสมในปัจจุบัน
แม้ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่ายุทธศาสตร์การสื่อสารแบบใดจะมีประสิทธิภาพสูงสุดในการถ่ายทอดประโยชน์ของผลิตภัณฑ์เนื้อผสมให้ผู้บริโภคเข้าใจ แต่ผลการทดสอบรสชาติแบบปิดขนาดใหญ่ในหลายกรณีชี้ว่า เนื้อผสมได้รับการตอบรับเชิงบวกจากผู้บริโภคจำนวนมาก และในบางกรณียังได้รับคะแนนสูงกว่าเนื้อสัตว์แบบดั้งเดิมที่ผู้บริโภครู้จักและชื่นชอบ โดยปัจจุบันสถาบัน Good Food Institute Asia Pacific กำลังดำเนินการศึกษาด้านประสาทสัมผัสเกี่ยวกับเนื้อผสมเป็นครั้งแรกในเอเชีย ร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ในสิงคโปร์ แม้อยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา แต่บางบริษัทสามารถผลิตเนื้อผสมที่มีต้นทุนเทียบเท่าหรือถูกกว่าเนื้อสัตว์ทั่วไปได้แล้ว ซึ่งหมายความว่าทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพและรสชาติน่าพึงพอใจ อาจกลายเป็นตัวเลือกที่เข้าถึงได้มากขึ้นในสายตาผู้บริโภค
หากผู้บริโภคตอบรับผลิตภัณฑ์เนื้อผสมอย่างแข็งแกร่ง ก็จะช่วยให้ผู้ผลิตโปรตีนจากพืชสามารถขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดกลไกขยายขนาด (economies of scale) ที่ช่วยลดต้นทุนของโปรตีนจากพืชในภาพรวมได้ในระยะยาว
หากผลิตภัณฑ์เนื้อผสมประสบความสำเร็จในตลาด ก็อาจเป็นก้าวสำคัญในการตอบโจทย์ที่โปรตีนจากพืชยังไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ ซึ่งได้แก่การรองรับความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์ที่เพิ่มขึ้นด้วยทางเลือกที่ยั่งยืน เสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค และมอบทางเลือกใหม่ที่มีคุณค่ากว่าการรวมกันของส่วนประกอบแต่ละส่วนเพียงอย่างเดียว
ข้อแนะนำและข้อเสนอแนะ
สิงคโปร์เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมอาหาร โดยเฉพาะในกลุ่มโปรตีนทางเลือก เช่น เนื้อจากพืช เนื้อเพาะเลี้ยง จากการพึ่งพาการนำเข้าอาหารมากกว่าร้อยละ 90 รัฐบาลจึงได้กำหนดนโยบาย “30×30” เพื่อเพิ่มการผลิตอาหารภายในประเทศ ส่งผลให้ตลาดอาหารแห่งอนาคตในสิงคโปร์มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง อีกทั้งผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความยั่งยืน และราคาที่เหมาะสม ทำให้สิงคโปร์เป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงสำหรับผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้
ผู้ประกอบการไทยมีโอกาสขยายตลาดเข้าสู่สิงคโปร์ โดยเฉพาะในกลุ่มโปรตีนทางเลือกและนวัตกรรมอาหาร ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในด้านคุณภาพ รสชาติ และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม การเข้าร่วมงานแสดงสินค้า เช่น งาน FHA – Food & Beverage Asia ซึ่งเป็นเวทีสำคัญระดับภูมิภาค จะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างเครือข่ายธุรกิจ แนะนำผลิตภัณฑ์สู่ผู้จัดจำหน่ายและผู้บริโภคในสิงคโปร์ ตลอดจนขยายตลาดสู่ระดับโลกได้
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงสิงคโปร์