ภาพรวมและพัฒนาการด้านเศรษฐกิจในปี 2567 และแนวโน้มด้านเศรษฐกิจในปี 2568 ของสิงคโปร์

ภาพรวมและพัฒนาการด้านเศรษฐกิจของสิงคโปร์ในปี 2567

                  กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม (MTI) ของสิงคโปร์ได้ประกาศสถานการณ์เศรษฐกิจของสิงคโปร์ในไตรมาสที่ 4/2567 และอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์ในปี 2567 เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2568

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)

                  ในไตรมาสที่ 4/2567 ขยายตัวร้อยละ 4.3 เมื่อเทียบแบบปีต่อปี (YoY) ส่งผลให้ในปี 2567 เศรษฐกิจ ของสิงคโปร์ขยายตัวร้อยละ 4.0 ซึ่งเป็นอัตราเติบโตต่อปีที่เร็วที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และสูงกว่าที่รัฐบาลสิงคโปร์และนักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 3.3 – 3.5 สะท้อนถึงความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจสิงคโปร์ ซึ่งมีปัจจัยหลักมาจากภาคการผลิต การก่อสร้าง และบริการ

การวิเคราะห์ตามภาคส่วน

                  ภาคการผลิต เติบโตที่ร้อยละ 4.2 ในไตรมาสที่ 4/2567 เมื่อเทียบแบบปีต่อปี ถือว่าชะลอตัวลงจากร้อยละ 11.1 ในไตรมาสที่ 3/2567 โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนจากการขยายตัวของกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และวิศวกรรมขนส่ง อย่างไรก็ตาม หากเทียบแบบไตรมาสต่อไตรมาสที่ขจัดปัจจัยฤดูกาล (QoQ SA) ภาคการผลิตหดตัวลงร้อยละ 2.5


                  ภาคการก่อสร้าง เติบโตร้อยละ 5.9 ในไตรมาสที่ 4/2567 เมื่อเทียบแบบปีต่อปี ถือว่าขยายตัวจากร้อยละ 4.7 ในไตรมาส 3/2567 โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนจากการก่อสร้างภาครัฐ (Public Sector Construction) ที่เพิ่มมากขึ้น หากเทียบแบบไตรมาสต่อไตรมาสที่ขจัดปัจจัยฤดูกาล ภาคการก่อสร้างขยายตัวที่ร้อยละ 3.4


                  ภาคการค้าปลีก การค้าส่ง การขนส่ง และคลังสินค้า โดยรวมเติบโตที่ร้อยละ 5.6 ในไตรมาสที่ 4/2567 เมื่อเทียบแบบปีต่อปี ถือว่าขยายตัวจากร้อยละ 5.2 ในไตรมาสที่ 3/2567 โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนจากการค้าส่งเครื่องจักร อุปกรณ์และวัสดุสิ้นเปลือง บริการคลังสินค้าและบริการสนับสนุนอื่น ๆ รวมถึงการขนส่งทางอากาศและทางน้ำ การเติบโตดังกล่าวบ่งชี้ถึงการฟื้นตัวของการบริโภคภายในประเทศและการฟื้นตัวของภาคโลจิสติกส์หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างไรก็ตาม หากเทียบแบบไตรมาสต่อไตรมาสที่ขจัดปัจจัยฤดูกาล ภาคการค้าปลีก การค้าส่ง การขนส่ง และคลังสินค้าหดตัวลงร้อยละ 0.2


                  ภาคข้อมูลและการสื่อสาร การเงินและประกันภัย และบริการวิชาชีพ โดยรวมเติบโตที่ร้อยละ 3.7 ในไตรมาสที่ 4/2567 เมื่อเทียบแบบปีต่อปี ถือว่าชะลอตัวลงจากร้อยละ 4.3 ในไตรมาสที่ 3/2567 ทั้งนี้ หากเทียบ แบบไตรมาสต่อไตรมาสที่ขจัดปัจจัยฤดูกาล ภาคข้อมูลและการสื่อสาร การเงินและประกันภัย และบริการวิชาชีพขยายตัวร้อยละ 3.8 โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากกลุ่มบริการด้านไอทีและข้อมูล (IT & Information Services) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มสำนักงานใหญ่และสำนักงานตัวแทนธุรกิจ (Head Offices & Business Representative Offices) บริษัทบริหารกองทุนและบริการเสริม ทางการเงิน สะท้อนความสำเร็จในการเป็นศูนย์กลางข้อมูลข่าวสาร (Data Centre) ของภูมิภาคและโลก


                  กลุ่มอื่น ๆ (การบริการที่พักและอาหาร อสังหาริมทรัพย์ บริการสนับสนุน ภาคบริการอื่น ๆ ) โดยรวมแล้วเติบโตที่ร้อยละ 2.6 ในไตรมาสที่ 4/2567 เมื่อเทียบแบบปีต่อปี ขยายตัวจากร้อยละ 1.4 ในไตรมาส 3/2567 สะท้อนการฟื้นตัวของกลุ่มธุรกิจด้านบันเทิงและการท่องเที่ยวในช่วงท้ายปี อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบแบบไตรมาสต่อไตรมาสที่ขจัดปัจจัยฤดูกาล ในไตรมาสที่ 4/2567 ขยายตัวเพียงร้อยละ 0.4

อัตราเงินเฟ้อ

                  ธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) เผยแพร่รายงาน Consumer Price Developments in November 2024 เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2567 ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อหลัก (MAS Core Inflation) โดยเฉลี่ยทั้งปี 2567 คาดว่าจะต่ำกว่าร้อยละ 2 จากที่เคยมีการคาดการณ์อยู่ที่ร้อยละ 2.5 – 3.0 และคาดว่าจะปรับลดลงเป็นร้อยละ 1.5 – 2.5 ในปี 2568 ในขณะที่ อัตราเงินเฟ้อจากดัชนีราคาผู้บริโภคของสินค้าและบริการทุกประเภท (CPI-All Items Inflation) โดยเฉลี่ยทั้งปี 2567 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 2.5 และจะปรับลดลงเหลือร้อยละ 1.5 – 2.5 ในปี 2568 นอกจากนี้ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อในภาคขนส่งส่วนบุคคล (Private Transportation Inflation) จะปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากความต้องการรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะชดเชย กับอัตราเงินเฟ้อด้านที่พักอาศัยและอัตราเงินเฟ้อหลักที่ลดลงในปี 2568 ได้

อัตราการว่างงาน

                  เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2568 กระทรวงแรงงานสิงคโปร์ (MOM) เผยแพร่รายงานอัตราการว่างงานที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลระหว่างเดือนมกราคม – พฤศจิกายน 2567 สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้


                  อัตราการว่างงานโดยรวม
ค่อนข้างคงที่ตลอดทั้งปี โดยในเดือนมกราคม 2567 มีอัตราว่างงานที่ร้อยละ 2.0 และลดลงเล็กน้อยเหลือร้อยละ 1.9 ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม – พฤศจิกายน 2567


                  อัตราการว่างงานของผู้อยู่อาศัย (Residents) ในเดือนมกราคม 2567 มีอัตราว่างงานที่ร้อยละ 2.8 และลดลงเล็กน้อยเหลือร้อยละ 2.6 ระหว่างเดือนกรกฎาคม – กันยายน 2567 และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 2.8 อีกครั้งระหว่าง เดือนตุลาคม – พฤศจิกายน 2567


                  อัตราการว่างงานของพลเมืองสิงคโปร์ (Singapore Citizens) ในเดือนมกราคม 2567 อัตราการว่างงานของพลเมืองสิงคโปร์อยู่ที่ร้อยละ 3.0 และลดลงอย่างต่อเนื่องเหลือเหลือร้อยละ 2.7 ในเดือนกันยายน 2567 แต่เพิ่มสูงขึ้นเล็กน้อยเป็นร้อยละ 2.9 ระหว่างเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน 2567


                  การลดลงของอัตราการว่างงานในทุกกลุ่มช่วงเดือนกรกฎาคม – กันยายน 2567 อาจเกี่ยวข้องกับการปรับตัวของเศรษฐกิจสิงคโปร์ในช่วงดังกล่าว ทั้งนี้ อัตราการว่างงานของผู้อยู่อาศัยและพลเมืองสิงคโปร์สูงกว่าอัตราการว่างงานโดยรวมอย่างสม่ำเสมอ แสดงให้เห็นว่ากลุ่มที่ไม่ใช่พลเมือง (เช่น แรงงานต่างชาติ) อาจมีอัตราการว่างงานที่ต่ำกว่า

สกุลเงินดอลลาร์สิงคโปร์

                   เมื่อเดือนกันยายน 2567ดอลลาร์สิงคโปร์แข็งค่าขึ้นและแตะจุดสูงสุดในรอบเกือบ 10 ปี (1.281 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อดอลลาร์สหรัฐ) ทำให้เกิดผลกระทบต่อการส่งออกและอุตสาหกรรมที่พึ่งพาตลาดต่างประเทศของสิงคโปร์ เนื่องจากค่าเงินที่แข็งอาจทำให้สินค้าสิงคโปร์มีราคาแพงขึ้นสำหรับตลาดโลก ทั้งนี้ ในช่วงเวลาดังกล่าว อัตราการว่างงานของผู้อยู่อาศัยและพลเมืองสิงคโปร์ ลดลงเหลือร้อยละ 2.6 และร้อยละ 2.7 ตามลำดับ ซึ่งคาดว่าเป็นผลมาจากการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ดี ภาพรวมสกุลเงินดอลลาร์สิงคโปร์อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องในไตรมาส 4/2567 ซึ่งเกิดผลกระทบทางบวกกับการส่งเสริมการส่งออก

แนวโน้มด้านเศรษฐกิจของสิงคโปร์ในปี 2568

                   แม้ว่าในปี 2567 เศรษฐกิจของสิงคโปร์จะขยายตัวถึงร้อยละ 4.0 ซึ่งเป็นอัตราเติบโตที่สูงที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แต่หลายภาคส่วนคาดว่าจะเกิดการชะลอตัวลงในปี 2568 โดยกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม (MTI) ของสิงคโปร์คาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่แท้จริง (Real GDP) จะมีอัตราการเติบโตที่ร้อยละ 1 – 3 และนักเศรษฐศาสตร์จากหลายสำนักข่าวคาดการณ์ว่า จะมีการเติบโตที่ร้อยละ 2.5 – 3

                   เศรษฐกิจสิงคโปร์ในปี 2568 จะมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากภาคการผลิต เนื่องจากความต้องการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก และจากภาคบริการ ในด้านการเงิน การค้า และการสื่อสาร อย่างไรก็ดี ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกจะเป็นความท้าทายสำคัญต่อเศรษฐกิจสิงคโปร์ในปี 2568

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจสิงคโปร์ในปี 2568

                   สิงคโปร์ซึ่งมีความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหรัฐฯ อาจไม่ได้รับผลกระทบทางตรงจากการประกาศเพิ่มภาษีศุลกากรของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 47 ซึ่งจะปรับภาษีศุลกากรต่อประเทศคู่ค้าเป็นร้อยละ 20 และต่อจีนเป็นร้อยละ 60 แต่นโยบายดังกล่าวจะส่งผลให้ราคาสินค้านำเข้าทั่วโลกสูงขึ้น อุปสงค์ลดลง และปริมาณการค้าลดลง และจะส่งผลอย่างมากกับประเทศที่พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศอย่างสิงคโปร์ ยิ่งไปกว่านั้น หากเกิดการตอบโต้ทางภาษีในระดับรุนแรงระหว่างกลุ่มเศรษฐกิจใหญ่ของโลกทั้งสาม ได้แก่ สหรัฐฯ จีน และสหภาพยุโรป (EU) อาจส่งผลให้ GDP ของสิงคโปร์ลดลงอีกอย่างน้อยร้อยละ 1

                    ที่ผ่านมา นโยบายทางการค้าของประเทศมหาอำนาจทำให้สิงคโปร์และประเทศอื่น ๆ มีบทบาทมากขึ้นในการเปลี่ยนเส้นทางการส่งออกจากจีนไปสหรัฐฯ แต่การบริหารภายใต้การนำของนายโดนัลด์ ทรัมป์ มีแนวโน้มที่จะตรวจสอบสินค้านำเข้ามากขึ้นว่าเป็นช่องทางให้สินค้าจีนเข้าสู่สหรัฐฯ หรือไม่ ประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบในประเด็นนี้ ได้แก่ เวียดนาม อินโดนีเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเด็นที่ี่ต้องจับตามองต่อไป

                   นอกจากนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจีนในปี 2568 จะเติบโตร้อยละ 4.5 ลดลงจากการประมาณการที่ร้อยละ 4.8 ในปี 2567 และร้อยละ 5.2 ในปี 2566 โดยมีปัจจัยหลักจากนโยบายทางการค้าของสหรัฐฯ กำลังการบริโภคภายในประเทศที่ลดลง อัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น และวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ภายในประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้การนำเข้าสินค้าลดลง และเกิดภาวะอุปทานส่วนเกิน ทั้งนี้ การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนในปี 2568 จะส่งผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคแถบเอเชียเป็นอย่างมาก

                    นอกเหนือจากนี้ นโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ และมาตรการควบคุมการส่งออกของสหภาพยุโรปที่อาจเกิดขึ้น อาจทำให้สินค้าส่วนเกินของจีนกระจายไปยังตลาดในเอเชีย ทำให้ประเทศในเอเชียต้องเผชิญกับการขาดดุลการค้ามากขึ้น ผลกำไรบริษัทลดลง การผลิตในประเทศลดลง และการลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตลดลง โดยขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของประเทศนั้น ๆ กับจีนด้วย

                   จากผลการสำรวจธุรกิจระดับชาติประจำปีของ Singapore Business Federation (SBF) ระบุว่า แม้ความเชื่อมั่นทางธุรกิจของสิงคโปร์จะปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสที่ 4/2567 แต่ประเด็นด้านต้นทุนค่าแรงและต้นทุนค่าเช่าที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนอุปสงค์ที่ไม่แน่นอน นโยบายแรงงานต่างชาติ และการขาดแคลนแรงงานยังคงเป็น        ความท้าทายสำคัญของสิงคโปร์ในปี 2568

ความท้าทายด้านนโยบายทางการเงิน

                   ธนาคารกลางของประเทศที่พึ่งพาการส่งออกในเอเชียจะประสบความท้าทายในการบริหารนโยบาย ทางการเงิน จากเดิมที่วางแผนลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2568 เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ จะต้องเผชิญข้อจำกัดมากขึ้นในการลดดอกเบี้ย เนื่องจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้ออันเนื่องมาจากภาษีศุลกากร ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้น และแนวทางนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ซึ่งลดจำนวนการปรับลดดอกเบี้ยจาก 4 ครั้งเหลือ 2 ครั้งในปี 2568 และการปรับเพิ่มอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ของสหรัฐฯ จากเดิมร้อยละ 2.1 เป็นร้อยละ 2.5

                   แม้ธนาคารกลางสิงคโปร์จะใช้การกำหนดกรอบอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate Band) ในการจัดการเงินเฟ้อ โดยปรับให้ค่าเงินดอลลาร์สิงคโปร์อ่อนค่าหรือแข็งค่าตามความเหมาะสม แต่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้นทำให้ค่าเงินในประเทศอื่นอ่อนค่าลง เมื่อผนวกกับปัจจัยเงินหยวนอ่อนค่า อาจส่งผลให้ประเทศคู่ค้าหลักของสิงคโปร์ต้องปกป้องค่าเงินของตนเอง ซึ่งจะสร้างแรงกดดันให้ธนาคารกลางสิงคโปร์ต้องดำเนิน นโยบายรักษาความสามารถในการแข่งขันทางการค้า แต่หากค่าเงินสิงคโปร์แข็งค่ามากเกินไปในช่วงที่อุปสงค์ทั่วโลกลดลงก็จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกและการเติบโตทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์ได้

ข้อสังเกต

                    เศรษฐกิจของสิงคโปร์ในปี 2567 สะท้อนถึงความสามารถในการฟื้นตัวหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าคาดการณ์ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของโครงสร้างเศรษฐกิจและการบริหารจัดการนโยบายที่มีประสิทธิภาพของรัฐบาล ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเติบโต ได้แก่ การฟื้นตัวในภาคการผลิตและการก่อสร้าง รวมถึงภาคบริการที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคและการท่องเที่ยว ซึ่งได้รับแรงหนุนจากความต้องการทั้งในประเทศและต่างประเทศ
                    ในขณะเดียวกัน การชะลอตัวในบางภาคส่วน เช่น การผลิตและการบริการด้านข้อมูลและการเงิน สะท้อนถึงผลกระทบจากความไม่แน่นอนในเศรษฐกิจโลกและความท้าทายในตลาดส่งออก นอกจากนี้ การพึ่งพาภาคส่วนที่ใช้เทคโนโลยีสูง เช่น กลุ่มไอทีและการบริการทางการเงิน ยังแสดงถึงการปรับตัวของภาคเอกชนสิงคโปร์ในการสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
                    การจัดการด้านเงินเฟ้อและการว่างงานอยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยอัตราเงินเฟ้อในปี 2567 สามารถควบคุมได้ และมีแนวโน้มลดลงในปี 2568 ซึ่งจะช่วยสนับสนุนกำลังซื้อของประชาชน ขณะที่อัตราการว่างงานโดยรวมอยู่ในระดับต่ำ แม้จะมีความแตกต่างระหว่างแรงงานพลเมืองและแรงงานต่างชาติ

                    โดยรวมแล้ว เศรษฐกิจของสิงคโปร์ในปี 2568 ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนจากปัจจัยต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ ซึ่งอาจส่งผลให้การเติบโตของเศรษฐกิจชะลอตัว แต่ในขณะเดียวกันก็มีการคาดการณ์ว่าภาคการผลิตและบริการจะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตต่อไป


ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์


แหล่งที่มาข้อมูล/ภาพ