ทรัมป์ 2.0: นโยบายการค้าสหรัฐฯ กับความเสี่ยงใหม่ต่อเศรษฐกิจสิงคโปร์และการค้าโลก

                    การกลับมาของนายโดนัลด์ เจ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อาจนำไปสู่การเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศต่าง ๆ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศของสิงคโปร์

                   นายลอเรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสิงคโปร์ ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจระดับโลกและภูมิภาคที่อาจเกิดขึ้นเมื่อนายโดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อีกครั้ง (ทรัมป์ 2.0) โดยเน้นถึงการเตรียมความพร้อมของสิงคโปร์ในการรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว นโยบายในอดีตของทรัมป์ที่มุ่งเน้นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีน การส่งเสริมเศรษฐกิจแบบชาตินิยม และมาตรการการค้าแบบปกป้องล้วนเป็นปัจจัยที่สิงคโปร์ต้องเผชิญ และวางกลยุทธ์อย่างรอบคอบ โดยนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ชื่นชมพัฒนาการของความสัมพันธ์ทวิภาคีที่เกิดขึ้น  ในช่วงสมัยแรกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเฉพาะในประเด็นสำคัญ เช่น การปรับปรุงข้อตกลงบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านกลาโหม ซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างประเทศทั้งสอง ทั้งนี้ สิงคโปร์พร้อมมีบทบาทสนับสนุนความสัมพันธ์ที่สมดุลระหว่างสหรัฐฯ กับจีน เพื่อส่งเสริมเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองของระเบียบโลกในระยะยาว

                   กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) วิเคราะห์ว่า การเพิ่มอัตราภาษีตอบโต้ระหว่างประเทศสหรัฐฯ ต่อจีนจะส่งผลเสียต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก รวมถึงกลุ่มประเทศที่เป็น “ตัวเชื่อม (connector countries)” อย่างอาเซียน ซึ่งแม้ว่าในระยะสั้นอาจได้รับผลดีจากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน แต่ในระยะยาวจะต้องเผชิญกับต้นทุนทางการค้าที่สูงขึ้นและไร้ประสิทธิภาพ ทั้งนี้ IMF เห็นว่า อาเซียนจะได้รับผลกระทบจากแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างมาก รวมถึงอุปสงค์ต่อสินค้าส่งออกที่ลดลง   

                   Deutsche Bank Research ระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะเติบโตภายใต้นโยบายการคลังของประธานาธิบดีทรัมป์ แต่ผลประโยชน์ดังกล่าวจะไม่ส่งมาถึงเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกอย่างสิงคโปร์ โดยคาดการณ์ว่า GDP ของสิงคโปร์จะหดตัวลงร้อยละ 0.4 ต่อปี จนถึงปี 2571 หากสหรัฐฯ ใช้นโยบายกำแพงภาษี ร้อยละ 60 ต่อสินค้าจากจีน 

                   อย่างไรก็ดี โดยที่สิงคโปร์มีข้อได้เปรียบด้านเสถียรภาพของระบบการเงินและภาษีรายได้นิติบุคคลต่ำกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค มีความมั่นคงทางการเมืองและมุ่งรักษาสมดุลในความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ Morgan Stanley Asia คาดว่า ในปี 2568 บริษัทที่ต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนักในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ จะเลือกจดทะเบียนบริษัทในสิงคโปร์แทนจีน รวมถึงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญสำหรับการลงทุนผ่านตลาดหุ้น


ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์


แหล่งที่มาข้อมูล/ภาพ