เศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ในสิงคโปร์: การขับเคลื่อนและโอกาสสำหรับไทย

ในปัจจุบัน การมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Wellness) มิได้หมายถึงเพียงการปลอดจากโรค แต่ครอบคลุมถึง
การดูแลสุขภาวะทั้งทางกาย จิตใจ และคุณภาพชีวิตโดยรวม แนวคิดดังกล่าวได้พัฒนาไปสู่มิติของการยืดอายุขัย (Longevity) กระแสนี้จึงไม่เพียงสะท้อนค่านิยมของผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive) มากขึ้น แต่ยังกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญผ่านการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจ
เพื่อสุขภาพ (Wellness Economy) โดยเฉพาะในสิงคโปร์ ซึ่งรัฐบาลได้มุ่งเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมและ
ระบบนิเวศที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน รองรับสังคมผู้สูงวัยและความท้าทายด้านโครงสร้างประชากรในอนาคต

แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจเพื่อสุขภาพ (Wellness Economy) ในสิงคโปร์

ข้อมูลจาก Global Wellness Institute1 (เผยแพร่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2568) ชี้ว่า แม้สิงคโปร์จะเป็นประเทศขนาดเล็ก ซึ่งมีผู้อยู่อาศัยเพียงราว 6 ล้านคน มูลค่าเศรษฐกิจสุขภาพของสิงคโปร์ในปี 2566 อยู่ที่ 20.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวกว่าร้อยละ 35 เมื่อเทียบกับระดับก่อนการระบาดของโควิด-19 ในปี 2562 ที่ 15.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

แผนภูมิแสดงขนาดของเศรษฐกิจสุขภาพในสิงคโปร์ระหว่างปี 2019 ถึง 2023 โดยแสดงมูลค่าเป็นพันล้านดอลลาร์สหรัฐ
(ที่มา: The Global Wellness Economy: SINGAPORE DATA FOR 2019-2023)

การเติบโตนี้สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการในหลายสาขา โดยเฉพาะการดูแลส่วนบุคคลและความงาม (Personal Care & Beauty) มูลค่า 6.68 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ การออกกำลังกาย (Physical Activity) มูลค่า 2.87 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ การสาธารณสุขและการแพทย์ป้องกัน (Public Health, Prevention & Personal Medicine) มูลค่า 2.80 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ก็มีมูลค่าสูงถึง 1.31 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะยังมีโอกาสเติบโตต่อไป

กราฟแสดงการเติบโตของเศรษฐกิจเพื่อสุขภาพในสิงคโปร์ ปี 2023 โดยระบุมูลค่าของแต่ละภาคส่วนในหน่วยพันล้านดอลลาร์สหรัฐ
(ที่มา: The Global Wellness Economy: SINGAPORE DATA FOR 2019-2023)

รัฐบาลสิงคโปร์ขับเคลื่อนอย่างไร

การขยายตัวของ Wellness Economy ในสิงคโปร์ไม่ได้เกิดขึ้นจากความต้องการของผู้บริโภคเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากบทบาทเชิงรุกของรัฐบาลสิงคโปร์ ซึ่งได้กำหนดนโยบายสุขภาพแห่งชาติ (National Health Policy)2 เพื่อส่งเสริมการดูแลเชิงป้องกัน ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษา และเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (Productivity) ตัวอย่างสำคัญ ได้แก่

  1. การแพทย์เชิงป้องกัน (Preventive Health) ผ่านโครงการ Healthier SG3 ที่สนับสนุนให้ประชาชนมีแพทย์ประจำครอบครัว จัดทำแผนสุขภาพส่วนบุคคล รวมถึงได้รับสิทธิในการตรวจคัดกรองและฉีดวัคซีนอย่างต่อเนื่อง มาตรการดังกล่าวมีส่วนสำคัญในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคจากการรักษาเมื่อเจ็บป่วยมาสู่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน
  2. การสร้างความตระหนักด้านโภชนาการ โดยรัฐบาลได้กำหนดให้มีการติดฉลากโภชนาการ (Nutrient labelling) บนผลิตภัณฑ์อาหารและดำเนินมาตรการลดปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่ม ซึ่งล้วนเป็นกลไกที่ช่วยกระตุ้นให้ประชาชนเลือกบริโภคอย่างมีสุขภาพดีมากยิ่งขึ้น (Healthier Choice)
  3. สภาพแวดล้อมเอื้อต่อสุขภาวะ ให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะ โดยออกแบบผังเมืองสีเขียวควบคู่กับโครงการเชื่อมต่อสวนสาธารณะ (Park Connector) และพื้นที่กิจกรรมชุมชน เพื่อให้การออกกำลังกายกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวันของประชาชน นอกจากนี้ รัฐบาลยังดำเนินมาตรการด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม เช่น การจัดเก็บภาษียาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในอัตราสูง ตลอดจนการห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดภาระด้านสาธารณสุขในระยะยาว แต่ยังส่งผลทางอ้อมต่อการเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานและยกระดับคุณภาพชีวิตโดยรวมของประชาชน
  4. โครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ/เอกชน โดยเฉพาะระบบประกันและเงินออมด้านสุขภาพ อาทิ MediSave4, MediShield5 และ MediFund6 มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างกำลังซื้อด้านสุขภาพของประชาชน ช่วยให้สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์และการดูแลสุขภาพได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
     

สิงคโปร์ในฐานะตลาดเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy)

โครงการ “The Business Journey | เปิดตำราธุรกิจไทยในสิงคโปร์” โดยศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์ (Business Information Centre – BIC) ได้ลงพื้นที่สัมภาษณ์ผู้ประกอบการไทยที่ประสบความสำเร็จในตลาด Wellness ของสิงคโปร์ หนึ่งในนั้นคือ “คุณนก” พรรณทิพย์ ตรีรัตนาพิทักษ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง MakeSense Pilates Studio ซึ่งได้ถ่ายทอดมุมมองที่สะท้อนให้เห็นว่า ปัจจัยหลายประการส่งผลให้สิงคโปร์เป็นฐานธุรกิจที่น่าลงทุนสำหรับผู้ประกอบการด้าน Wellness

คุณนกอธิบายว่า สิงคโปร์มีอุปสงค์เชิงโครงสร้างที่แข็งแรง เนื่องจากประชาชนให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ
ในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากแนวเชื่อมต่อสวนสาธารณะ (Park Connector)
และพื้นที่สีเขียวที่กระจายอยู่ทั่วเมือง ทำให้ผู้คนทุกช่วงวัยตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุสามารถออกกำลังกายและทำกิจกรรมกลางแจ้งได้อย่างสม่ำเสมอ สอดคล้องกับความต้องการบริการด้าน Wellness ที่เติบโตไม่หยุด ขณะเดียวกัน ตลาดฟิตเนสและพิลาทิสยังคงมีช่องว่างในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญและมาตรฐานที่แตกต่างสามารถเข้ามาเติมเต็มได้

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่เอื้อต่อการทำธุรกิจคือ โครงสร้างพื้นฐานและระบบคมนาคมที่ทันสมัย ช่วยให้ลูกค้าเดินทางเข้าถึงบริการได้โดยไม่ติดข้อจำกัดด้านทำเล ประกอบกับกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อยู่ในระดับสูง และเศรษฐกิจที่แม้อัตราการเติบโตอาจไม่โดดเด่นมากนัก แต่มีความมั่นคงและคาดการณ์ได้ ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนธุรกิจได้อย่างมั่นใจ นอกจากนี้ นโยบายของรัฐที่เปิดกว้างและเป็นมิตรต่อผู้ประกอบการต่างชาติภายใต้กฎเกณฑ์
ที่ชัดเจนและระบบนิเวศที่เอื้อให้ธุรกิจใหม่สามารถตั้งหลักและขยายตัวได้ ถือเป็นข้อได้เปรียบเชิงสถาบันที่สำคัญ

ภาพผู้สอนพิลาทิสที่ชื่อ 'คุณนก' ยืนอยู่ในสตูดิโอ MakeSense Pilates ในสิงคโปร์ โดยมีผู้เรียนทำท่าพิลาทิสอยู่บนเครื่องมือออกกำลังกาย

โอกาสของผู้ประกอบการไทย

เมื่อพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ร่วมกัน จะเห็นได้ว่าสิงคโปร์มีข้อได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบในฐานะตลาด Wellness ที่ผสานทั้งอุปสงค์ที่ยั่งยืน โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม และสภาพแวดล้อมด้านนโยบายที่ชัดเจนและมั่นคง สำหรับผู้ประกอบการไทยแล้ว สิ่งเหล่านี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการนำจุดแข็งที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพของสินค้าและบริการ มาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับ รวมถึงความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเข้ามาต่อยอดในตลาดสิงคโปร์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

สิงคโปร์สามารถทำหน้าที่เป็น “ประตูสู่ภูมิภาค” ให้กับผู้ประกอบการไทยด้าน Wellness ทั้งในเชิงการสร้างแบรนด์ การทดสอบตลาดระดับพรีเมียม และการขยายเครือข่ายลูกค้าระหว่างประเทศ ด้วยความมั่นใจ
ในระบบนิเวศทางธุรกิจที่โปร่งใสและเปิดกว้าง การเข้ามาวางตำแหน่งทางธุรกิจในสิงคโปร์จึงไม่เพียงช่วยสร้างฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นในการต่อยอดสู่การเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในระดับภูมิภาคอาเซียนและเอเชียแปซิฟิกด้วย

**นอกจากนี้ สามารถติดตามวีดีทัศน์ Thai Business Journey | เปิดตำราธุรกิจไทยในสิงคโปร์ ทั้ง 2 ตอนได้ที่


ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์


แหล่งข้อมูลอ้างอิง:


ภาคผนวก (Appendix):

  1. สถาบัน Global Wellness Institute (GWI) เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มุ่งเน้นการพัฒนาและส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีทั่วโลก ผ่านการให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและการมีสุขภาวะที่ดี ↩︎
  2. นโยบายสุขภาพแห่งชาติ (National Health Policy) ได้ถูกพัฒนาโดย กระทรวงสาธารณสุข (Ministry of Health – MOH) ในปี 2526 และกำหนดวัตถุประสงค์เพื่อสร้างประชากรที่มีสุขภาพดี กระฉับกระเฉง แข็งแรง และมีร่างกายที่สมบูรณ์
    นโยบายนี้ยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการด้านการดูแลสุขภาพในอนาคต ทั้งด้านบุคลากรและบริการ ↩︎
  3. ข้อมูล Healthier SG เพิ่มเติม https://file.go.gov.sg/healthiersg-whitepaper-pdf.pdf ↩︎
  4. Medisave คือ โครงการออมเงินเพื่อการรักษาพยาบาลระดับชาติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ 3 โครงการหลักด้านการดูแลสุขภาพของสิงคโปร์ ซึ่งเรียกรวมกันว่า 3Ms ภายใต้การบริการจัดการของ Central Provident Fund (CPF) และการกำกับดูแลโดย กระทรวงสาธารณสุข (Ministry of Health – MOH) โดยมีอีก 2 โครงการได้แก่ MediShield และ MediFund ซึ่ง Medisave เป็นเงินสะสมจากรายได้ของประชาชน (บังคับหักจากเงินเดือน) ซึ่งสามารถใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก (Outpatient care), ค่ารักษาผู้ป่วยใน (Inpatient care) และจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพ (Premium payments) เช่น MediShield Life, ElderShield และ CareShield Life รวมถึงการดูแลระยะยาว (Long-term care) เช่น การดูแลแบบประคับประคอง (hospice palliative care) ↩︎
  5. MediShield คือ แผนประกันสุขภาพขั้นพื้นฐาน คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลนอกผู้ป่วยที่มีค่าใช้จ่ายสูงบางประเภท เช่น การฟอกไต (dialysis) และ เคมีบำบัดสำหรับโรคมะเร็ง (chemotherapy) และค่าใช้จ่ายจากการนอนโรงพยาบาลที่มีมูลค่าสูง โดยผู้ป่วยสามารถจ่ายค่า MediShield น้อยลงได้ โดยการใช้ Medisave ในการใช้จ่ายส่วนที่เหลือของค่ารักษาพยาบาลก้อนใหญ่ ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อครอบคลุมการรักษาที่มีเงินอุดหนุนในโรงพยาบาลรัฐ เช่น ห้องผู้ป่วย Class B2 หรือ C (ห้องรวมวอร์ดใหญ่)
    แต่หากผู้ป่วยเลือกพักในห้อง Class A หรือ B1 หรือโรงพยาบาลเอกชน วงเงินจากการจ่าย MediShield จะครอบคลุมน้อยลง ↩︎
  6. MediFund คือ กองทุนถาวร (Endowment Fund) ของรัฐบาล ดอกผลที่ได้จากเงินต้นกองทุนจะถูดจัดสสรให้กับคณะกรรมการ MediFund ซึ่งจะนำเงินเหล่านี้ มาช่วยผู้ป่วยที่มีปัญหาทางการเงิน หลังจากหักเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ประกันสุขภาพ และ MediSave แล้ว MediFund จะใช้กรณีที่ผู้ป่วยยังไม่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่เหลือได้ ซึ่งเป็น safety net สุดท้ายสำหรับผู้มีรายได้น้อยหรือขาดแคลน ทั้งนี้ยังมีการแยกกองย่อยออกมา ได้แก่ (1) MediFund Silver เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุที่เดือดร้อน (2) MediFund Junior เพื่อช่วยเหลือเด็กที่เดือดร้อน ↩︎