กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ (MTI) ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) สำหรับปี 2568 ลงเหลือระหว่างร้อยละ 0-2 จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 1-3 จากความตึงเครียดทางการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการค้าโลกและการเติบโตทางเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจไตรมาสแรกหดตัว

กราฟแสดงการเปลี่ยนแปลงร้อยละของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในสิงคโปร์ โดยระบุการเติบโตในไตรมาสและการคาดการณ์ในอนาคต

     ในไตรมาสแรกของปี 2568 เศรษฐกิจของสิงคโปร์หดตัวลงร้อยละ 0.8 เมื่อปรับตามฤดูกาลและเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แม้ว่าจะมีการเติบโตร้อยละ 3.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การหดตัวนี้เกิดจากการชะลอตัวในภาคการผลิตและบางภาคบริการ เช่น การเงินและการประกันภัย การที่รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์

ทรัมป์ ได้กำหนดอัตราภาษีนำเข้าทั่วไปที่ร้อยละ 10 สำหรับสินค้าทุกประเภท รวมถึงอัตราภาษีตอบโต้ที่สูงขึ้นสำหรับประเทศที่มีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ ได้ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก สิงคโปร์ซึ่งไม่เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ก็ยังคงได้รับผลกระทบจากอัตราภาษีพื้นฐานร้อยละ 10 นี้

MTI ระบุอีกว่า แม้จะมีการชะลอการขึ้นภาษีแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) เป็นเวลา 90 วัน (ยกเว้นจีน) แต่สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังคงทวีความรุนแรง โดยทั้งสองฝ่ายยังคงตอบโต้ด้วยการเก็บภาษีเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง

    MTI เตือนว่า สงครามภาษีที่ทวีความรุนแรงเป็นความเสี่ยงร้ายแรงต่อเศรษฐกิจโลก ความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ภาคธุรกิจและครัวเรือนชะลอการใช้จ่าย ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ห่วงโซ่อุปทานถูกรบกวน ต้นทุนสูงขึ้น และความเสี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยเพิ่มขึ้นทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่มั่นคงในระบบการเงินทั่วโลก

     ทั้งนี้ ในไตรมาสแรกของปี 2568 ภาคการผลิตของสิงคโปร์เติบโตร้อยละ 5 ลดลงจากร้อยละ 7.4 ในไตรมาสที่ 4 ปี 2567 ขณะที่ ภาคการก่อสร้างขยายตัวร้อยละ 4.6 ภาคการค้าส่งและค้าปลีกรวมถึงภาคขนส่งเติบโตร้อยละ 4.2 ส่วนภาคบริการด้านข้อมูลและการสื่อสาร การเงินและประกันภัย ขยายตัวชะลอลงอยู่ที่ร้อยละ 3 โดยรวมแล้วภาคบริการอื่นๆ เช่น ที่พัก ร้านอาหาร อสังหาริมทรัพย์ และบริการสนับสนุน คงที่อยู่ที่ร้อยละ 2.5 เท่ากับไตรมาสก่อนหน้า

ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ

     นาย Song Seng Wun ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจจากบริษัท CGS International ระบุว่า สิงคโปร์มีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) ซึ่งหมายถึงการหดตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) สองไตรมาสติดต่อกัน แต่สถานการณ์นี้ยังถือว่าดีกว่าการหดตัวตลอดทั้งปี ด้าน นาง Selina Ling หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคาร OCBC กล่าวว่า ยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวชัดเจน และมีความเป็นไปได้ที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค โดยคาดการณ์ว่าการเติบโตของปี 2568 อาจอยู่ที่ประมาณร้อยละ 1.6 ต่ำลงจากฐานสูงในปี 2567 อย่างไรก็ตาม นาย Brian Lee นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคาร Maybank มองสถานการณ์ในแง่ดีกว่าเล็กน้อย โดยยังคงคาดการณ์อัตราการเติบโตของ GDP ปี 2568 ไว้ที่ร้อยละ 2.1 ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์ของ MTI โดยคาดว่าปัจจัยบวกจากการระงับภาษีของสหรัฐฯ การเบนทิศทางของการค้า และการเงิน รวมถึงมาตรการสนับสนุนทางการคลังภายในประเทศและการขยายตัวของภาคการก่อสร้างจะช่วยลดแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจสิงคโปร์

ธนาคารกลางสิงคโปร์ปรับนโยบายการเงินเพื่อรับมือ

     เพื่อรับมือกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่ถดถอย ธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ได้ผ่อนคลายนโยบายการเงินเป็นครั้งที่สองในปีนี้  โดยปรับลดอัตราการแข็งค่าของอัตราแลกเปลี่ยนที่มีผลต่อค่าเงินดอลลาร์สิงคโปร์ (S$NEER) เพื่อบรรเทาแรงกดดันจากความต้องการที่ลดลงและสภาวะการเงินโลกที่ตึงตัว นอกจากนี้ MAS ยังปรับลดคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานสำหรับปี 2568 ลงเหลือร้อยละ 0.5-1.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากเดิมอยู่ที่ร้อยละ 1.5-2.5 และร้อยละ 1-2 ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ นาย Lawrence Wong ได้ยอมรับถึงความท้าทายที่เกิดจากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน โดยเน้นว่า ในฐานะที่สิงคโปร์มีเศรษฐกิจขนาดเล็กและเปิดกว้างจึงมีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก เขาได้กล่าวว่า “ความไม่แน่นอนทำให้การวางแผนธุรกิจเป็นไปได้ยาก การลงทุนเปราะบาง และความร่วมมือระดับโลกถูกแบ่งแยก”

การจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ

     นาย Gan Kim Yong รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ ได้ประกาศจัดตั้งคณะทำงานเพื่อความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ (Economic Resilience Taskforce) ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 8 คน จากภาครัฐ สมาคมธุรกิจ และสหภาพแรงงาน มีหน้าที่ประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ปัจจุบัน และวางแผนกลยุทธ์ระยะยาวเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์

ข้อแนะนำและข้อเสนอแนะ

สิงคโปร์เป็นหนึ่งประเทศที่มีเศรษฐกิจพึ่งพาการค้าและการลงทุนจากต่างชาติอย่างมาก จึงได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ทั้งทางตรงและทางอ้อม ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลฯ จึงได้ดำเนินการรับมือผ่านมาตรการต่างๆ เช่น การจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ และการปรับนโยบายทางการเงินให้เหมาะกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป และเสริมสร้างความยืดหยุ่นให้กับเศรษฐกิจของประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อรองรับแนวโน้มการหดตัวทางเศรษฐกิจ

สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจเปิดที่พึ่งพาการส่งออกอย่างมากเช่นเดียวกับสิงคโปร์ สถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด แม้ว่าจะมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการเบี่ยงเบนของห่วงโซ่อุปทาน และการย้ายฐานการผลิตจากจีน แต่หากเกิดภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง ก็อาจส่งผลกระทบต่อคำสั่งซื้อสินค้าไทยโดยตรง ในระยะต่อไป รัฐบาลไทยควรเร่งดำเนินนโยบายที่สนับสนุนความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ เช่น การกระจายตลาดส่งออกใหม่ในภูมิภาค การเพิ่มขีดความสามารถของแรงงานผ่านการ reskill และ upskill รวมถึงการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตในภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้ไทยสามารถปรับตัวและแข่งขันได้ในสภาวะแวดล้อมที่ไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

แหล่งที่มาข้อมูล/ภาพ:


สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงสิงคโปร์