DITP: ยุทธศาสตร์อาหารสิงคโปร์“30×30” เลื่อนสู่ปี 2035 มุ่งผลิตผัก-ไข่-อาหารทะเล

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม Ms.Grace Fu กล่าวในการประชุม Asia-Pacific Agri-Food Innovation Summit ว่า สิงคโปร์จะปรับเป้าหมาย “30×30”1 ด้านความมั่นคงทางอาหาร มาเป็นเป้าหมายใหม่ที่กำหนดตามประเภทของอาหาร โดยคำนึงถึงจุดแข็งของระบบการเกษตรภายในประเทศ และศักยภาพในการขยายแหล่งผลิตในอนาคต

ทั้งนี้ การปรับเป้าหมายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการปรับยุทธศาสตร์ ด้านความยั่งยืนทางอาหารของประเทศให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น สิงคโปร์ได้ปรับขยายกรอบเวลาการบรรลุเป้าหมายการผลิตอาหารภายในประเทศจากปี ค.ศ. 2030 (พ.ศ. 2573) เป็นปี 2035 (พ.ศ. 2578) พร้อมทั้งปรับลดสัดส่วนของอาหารบางประเภทที่ตั้งเป้าจะผลิตในประเทศ เนื่องจากภาคการเกษตรภายในประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน

ในขณะเดียวกัน รัฐบาลสิงคโปร์ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาแนวทางใหม่ ๆ เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรในประเทศสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน ตัวอย่างเช่น การศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งศูนย์รวมฟาร์มหลายแห่งในพื้นที่เดียวกัน เพื่อใช้สาธารณูปโภคและบริการส่วนกลางร่วมกัน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร

กราฟแสดงแผนเป้าหมายการผลิตอาหารในสิงคโปร์ ซึ่งเลื่อนจากปี 2030 เป็น 2035 โดยมีข้อมูลเกี่ยวกับสัดส่วนของอาหารประเภทต่าง ๆ ที่ผลิตได้ในระดับประเทศในปี 2024

หนึ่งในเป้าหมายใหม่ภายในปี 2578 คือ การผลิตอาหารประเภทเส้นใย ซึ่งประกอบด้วยผักใบ ผักผล ถั่วงอก และเห็ด ให้ได้ร้อยละ 20 ของปริมาณการบริโภคภายในประเทศ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 8 ในปัจจุบัน อีกเป้าหมายหนึ่งคือ การผลิตอาหารประเภทโปรตีนภายในประเทศ ให้สามารถตอบสนองความต้องการบริโภคได้ร้อยละ 30 จากเดิมร้อยละ 26 โดยอาหารประเภทโปรตีนครอบคลุมทั้งไข่และอาหารทะเลบางกลุ่ม เช่น ปลาและสัตว์น้ำเปลือกแข็ง

รายงานสถิติอาหารประจำปี 2567 ของ สำนักงานอาหารสิงคโปร์ (Singapore Food Agency : SFA) ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนมิถุนายน ระบุว่า ผักที่บริโภคในประเทศมีเพียงร้อยละ 3 ที่มาจากการเพาะปลูกภายในประเทศ ลดลงจากร้อยละ 3.2 ในปี 2566 และร้อยละ 3.9 ในปี 2565 ขณะที่ฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในประเทศมีส่วนแบ่งการบริโภคอาหารรวมเพียงร้อยละ 6.1 ในปี 2567 ลดลงจากร้อยละ 7.3 ในปี 2566 และร้อยละ 7.6 ในปี 2565 ทั้งนี้ SFA ชี้แจงว่า การจัดกลุ่มอาหารประเภทเส้นใยในปัจจุบันได้ตัดผักบางชนิดออก เช่น ผักหัวและพืชหัว ทำให้สัดส่วนการผลิตภายในประเทศคำนวณได้เป็นร้อยละ 8

รายงานดังกล่าวยังระบุด้วยว่า ในปี 2567 ไข่ที่บริโภคในประเทศจากฟาร์มไข่สามแห่งในสิงคโปร์มีสัดส่วนร้อยละ 34.4 ที่ผลิตภายในประเทศ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 31.9 ในปี 2566 และร้อยละ 28.9 ในปี 2565 และในปี 2567 ร้อยละ 6.1 ของอาหารทะเลมีสัดส่วนมาจากการเพาะเลี้ยงในประเทศ ขณะที่ฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในประเทศมีส่วนแบ่งการบริโภคอาหารรวมเพียงร้อยละ 6.1 ในปี 2567 ลดลงจากร้อยละ 7.3 ในปี 2566 และร้อยละ 7.6 ในปี 2565

ยุทธศาสตร์ด้านความยั่งยืนทางอาหารฉบับปรับปรุงของสิงคโปร์ได้ต่อยอดจากแนวคิดหลักสามประการภายใต้ “Singapore Food Story” เดิม ได้แก่ 1) การผลิตอาหารภายในประเทศ หรือวิสัยทัศน์ “30×30” 2) การกระจายแหล่งนำเข้าอาหาร ซึ่งในปัจจุบันสิงคโปร์นำเข้าอาหารจากกว่า 180 ประเทศทั่วโลก และ 3) การสำรองอาหาร (Stockpiling) เพื่อให้มีอาหารสำเร็จรูปพร้อมใช้ในกรณีฉุกเฉิน แต่จะจำกัดเฉพาะสินค้าอาหารที่มีอายุการเก็บรักษานาน เช่น ข้าว ไก่แช่แข็ง และอาหารกระป๋อง

ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางอาหารใหม่นี้มีชื่อว่า “Singapore Food Story 2” จะเพิ่มแนวคิดหลักด้านใหม่คือ 4) “ความร่วมมือระดับโลก (Global Partnerships)” เพื่อให้สิงคโปร์สามารถตอบสนองต่อความเชื่อมโยงที่เพิ่มมากขึ้นในห่วงโซ่การค้าเกษตรอาหารระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ตัวอย่างหนึ่งของความร่วมมือดังกล่าว คือ บันทึกความร่วมมือด้านการค้าข้าว ที่สิงคโปร์และเวียดนามลงนามเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมาและไทยในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งมีเป้าหมายให้สนับสนุนการส่งออกข้าวในปริมาณที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไว้ให้แก่สิงคโปร์ โดยไม่มีการจำกัดการส่งออกสินค้าอาหาร2 เมื่อมีการร้องขอ และกับออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ในด้านสินค้าอาหารที่จำเป็น

ภาพฟาร์มเกษตรในเมืองในสิงคโปร์ แสดงให้เห็นถึงการปลูกพืชในระบบไฮโดรโปนิกที่มีผักใบเขียวเติบโตอยู่ในเรือนกระจก

ปัจจุบัน พื้นที่สำหรับการเกษตรของสิงคโปร์มีเพียงร้อยละ 1 ของพื้นที่ทั้งหมดของประเทศ อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ฟาร์มภายในประเทศต้องเผชิญกับอุปสรรคหลายประการ ทั้งการลดลงของปริมาณการผลิตและการปิดกิจการของฟาร์ม โดยเฉพาะฟาร์มผักไฮเทคและฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ3 ทั้งนี้ รายงานสถิติอาหารประจำปี 2567 ของ SFA ระบุว่า จำนวนฟาร์มโดยรวมก็ลดลงเช่นกัน โดยในปี 2567 มีฟาร์มบนบกจำนวน 153 แห่ง ลดลงจากปีก่อนหน้า 3 แห่ง และมีฟาร์มเพาะเลี้ยงในทะเล 72 แห่ง ลดลงจาก 98 แห่งในปี 2566

เพื่อสนับสนุนการเกษตรในเมือง และช่วยลดต้นทุนการผลิต ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้หลายฟาร์มไม่สามารถขยายการดำเนินงานได้ SFA กำลังดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้ง ศูนย์รวมฟาร์มหลายประเภทในสถานที่เดียวกัน (multi-tenant facility) ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ฟาร์มหลายรูปแบบสามารถดำเนินงานภายใต้พื้นที่เดียวกันและใช้ทรัพยากรร่วมกันได้ โดยฟาร์มที่สามารถเข้าร่วมในศูนย์ดังกล่าว อาจรวมถึงฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำบนบก และโรงเรือนเพาะปลูกพืช

นาย Damian Chan ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ SFA เปิดเผยว่า หากโครงการดังกล่าวซึ่งอาจอยู่ภายใต้การบริหารของรัฐบาลเกิดขึ้น ก็อาจกลายเป็นโครงการแห่งแรกของโลก หากฟาร์มสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ผ่านศูนย์รวมฟาร์มนี้ เกษตรกรท้องถิ่นก็จะสามารถปรับราคาสินค้าให้ต่ำลงและเพิ่มยอดขายได้ โดยจะมีบริการส่วนกลาง และอาจรวมถึงสาธารณูปโภคที่ใช้ร่วมกัน พื้นที่บรรจุและแปรรูปสินค้า รวมถึงโลจิสติกส์ ศูนย์นี้ยังจะช่วยลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบที่หลายฟาร์มต้องเผชิญในปัจจุบันเมื่อต้องการเริ่มต้นฟาร์มใหม่ในสิงคโปร์ อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนการลงทุนเริ่มต้นบางส่วนด้วย การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการนี้คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1–1.5 ปี และ SFA ได้เริ่มพูดคุยกับฟาร์มที่อาจเข้ามาเป็นผู้เช่าแล้ว

ในช่วงที่อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารกำลังเฟื่องฟู ในปี 2563 สิงคโปร์เป็นประเทศแรกของโลกที่อนุมัติการจำหน่ายเนื้อเพาะเลี้ยงในห้องแล็บ อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมโปรตีนทางเลือก ซึ่งครอบคลุมทั้งโปรตีนเพาะเลี้ยงและโปรตีนจากพืช กลับต้องเผชิญอุปสรรคในการขยายการผลิต เนื่องจากต้นทุนที่สูงและการยอมรับจากผู้บริโภคทั่วโลกที่ต่ำกว่าคาดการณ์ SFA จึงระบุว่า โปรตีนทางเลือกจะยังไม่ถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางอาหารในระยะสั้น ขณะเดียวกัน หน่วยงานยังคงเดินหน้าส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อปูทางสำหรับการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ในอนาคต

สำหรับเป้าหมายใหม่ด้านความมั่นคงทางอาหารและการขยายกรอบเวลาไปถึงปี 2578 นั้น ผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นแนวทางที่มีความเป็นจริงมากขึ้นและจะช่วยลดแรงกดดันให้แก่เกษตรกร แต่ยังคงต้องอาศัยการสนับสนุนด้านนโยบาย กฎระเบียบ และแหล่งเงินทุนเพื่อให้บรรลุผล ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นาย Matthew Tan จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งสิงคโปร์ (SIT) ระบุว่า แม้เป้าหมายใหม่จะดูเป็นไปได้มากขึ้น แต่ก็ยังถือว่าท้าทาย เช่น การเพิ่มสัดส่วนโปรตีนในประเทศอีก 4 จุดภายในปี 2578 จำเป็นต้องมีนโยบายที่เฉพาะเจาะจง เช่น การสนับสนุนการลงทุนและการทำฟาร์มในต่างประเทศเพื่อเสริมแหล่งอาหารทะเล โดยไม่จำเป็นต้องผลิตทั้งหมดในประเทศ ขณะเดียวกัน การเพิ่มผลผลิตผักภายในประเทศก็ต้องเติบโตเฉลี่ยถึงร้อยละ 9.5 ต่อปี พร้อมกับบริหารต้นทุน พลังงาน แรงงาน และความต้องการของผู้บริโภคอย่างสมดุล

โซลูชันการเกษตรแนวตั้งในร่มที่บูธ ArianeTech ในงานแสดงเทคโนโลยีการเกษตรที่ Sands Expo and Convention Centre เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 “ศูนย์นวัตกรรมเมล็ดพันธุ์” (Seed Innovation Hub)4 ภายใต้การดำเนินงานของมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS)  ได้รับเงินสนับสนุนมูลค่า 22 ล้านเหรียญสิงคโปร์ เพื่อใช้ในการปรับปรุงพันธุ์พืชคุณภาพสูง ที่เหมาะกับการเพาะปลูกในร่ม และสร้างเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณลักษณะเด่น เช่น การปรับปรุงพันธุ์แบบเร่งความเร็ว (Speed Breeding)5  มีรสชาติที่ดีกว่า และมีคุณค่าทางโภชนาการสูงขึ้น เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของฟาร์มในอาคาร อีกทั้งยังเป็นการช่วยลดต้นทุนและสร้างฐานเมล็ดพันธุ์ที่เหมาะการเพาะปลูกแบบฟาร์มแนวตั้งของสิงคโปร์ในระยะยาว

อุตสาหกรรมฟาร์มแนวตั้งทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทาย เนื่องจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น การชะลอตัวของการลงทุน และอัตรากำไรที่ต่ำ โดยในปี 2566 บริษัท Aerofarms และ AppHarvest จากสหรัฐฯ ได้ยื่นขอล้มละลาย และในปี 2568 บริษัทสตาร์ทอัพ Plenty Unlimited จากสหรัฐฯ ก็ประสบปัญหาทางการเงินเช่นกัน แม้จะระดมทุนได้เกือบ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลต่อภาคเกษตรเทคโนโลยีของสิงคโปร์เช่นกัน โดยมีหลายโครงการต้องหยุดชะงักหรือปิดตัวลงตัวอย่างเช่น บริษัท Growy Singapore ซึ่งอยู่ระหว่างการชำระบัญชี หลังจากเปิดดำเนินการได้ไม่ถึงหนึ่งปี สะท้อนถึงความท้าทายที่ยังคงต้องแก้ไขเพื่อให้ระบบฟาร์มแนวตั้งในสิงคโปร์สามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

ทุนสนับสนุนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของงบประมาณมูลค่ากว่า 80 ล้านเหรียญสิงคโปร์ของสำนักงานอาหารแห่งสิงคโปร์ (SFA) เพื่อส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรมด้านอาหารในประเทศ โดยมีเป้าหมายเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตภายในประเทศให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ “Singapore Food Story 2” ที่มุ่งสร้างระบบอาหารที่มั่นคง ยั่งยืน และใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเป็นหัวใจหลัก

รัฐบาลสิงคโปร์ยังได้มอบทุนสนับสนุนเพิ่มเติม6ในสาขาอื่น ๆ ได้แก่ โครงการ AquaPolis ด้วยทุนวิจัย 18.5 ล้านเหรียญฯ เพื่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (aquaculture) ที่มุ่งปรับปรุงคุณภาพของปลากะพงเอเชียผ่านการปรับปรุงพันธุ์ให้มีความต้านทานต่อปรสิต ทุนสนับสนุนมูลค่า 42 ล้านเหรียญสิงคโปร์ สำหรับ 11 โครงการวิจัยด้านอาหารแห่งอนาคต อาหารทางเลือก และความปลอดภัยด้านอาหาร โดยรัฐบาลจะเดินหน้าส่งเสริมการพัฒนา “เนื้อจากเซลล์เพาะเลี้ยง” (cell-based meat) และผลิตภัณฑ์จาก “การหมักแบบแม่นยำ” (precision fermentation) ให้สามารถขยายการผลิตได้ในระดับอุตสาหกรรมและมีต้นทุนที่คุ้มค่า โดยกระบวนการหมักแบบแม่นยำนี้ใช้จุลินทรีย์เป็น “โรงงานเซลล์” เพื่อผลิตส่วนผสมอาหาร เช่น โปรตีนจากเชื้อรา และส่วนประกอบอาหารฟังก์ชันอื่น ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าอาหารรูปแบบใหม่เหล่านี้มีความปลอดภัย สิงคโปร์จะพัฒนาวิธีการทดสอบแบบใหม่ที่ออกแบบมาให้เหมาะกับพันธุกรรมของชาวเอเชีย โดยไม่ใช้การทดสอบในสัตว์

ความคิดเห็นของสคต. และข้อเสนอแนะ

สิงคโปร์พึ่งพาการนำเข้าอาหารมากกว่าร้อยละ 90 ของความต้องการบริโภคภายในประเทศ และเคยประสบผลกระทบจากความล่าช้าและความไม่แน่นอนของการนำเข้าอาหารมาแล้ว ส่งผลให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านอาหารเป็นอย่างมาก การปรับเป้าหมายครั้งนี้จึงช่วยให้สิงคโปร์สามารถรักษาเสถียรภาพด้านอาหารและสร้างความยืดหยุ่นในระบบเกษตรและอาหารของประเทศได้มากยิ่งขึ้น

การปรับเป้าหมายด้านความมั่นคงทางอาหารของสิงคโปร์ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการและสินค้าไทย เนื่องจากสิงคโปร์มีความต้องการอาหารสดและคุณภาพสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับจุดแข็งของภาคเกษตรไทย โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวด้วยว่า ความร่วมมือจะไม่จำกัดอยู่เพียงเฉพาะข้าวเท่านั้น แต่จะขยายความครอบคลุมไปยังสินค้าเกษตรอื่น ๆ ของไทยในอนาคต เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและโอกาสทางการค้าใหม่ ๆ รวมถึงจะขยายความร่วมมือไปยังประเทศคู่ค้ารายอื่นในภูมิภาคและนอกภูมิภาค ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านความมั่นคงทางอาหาร (Food Security Hub) ของภูมิภาคอย่างแท้จริงต่อไป


สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงสิงคโปร์


แหล่งข้อมูล:

  • ST/CNA/MGR Online
  • Cover Imdage: Freepik

แหล่งอ้างอิง (Appendix):

  1. นโยบาย 30×30 คือการตั้งเป้าผลิตอาหารภายในประเทศให้ได้ร้อยละ 30 ของความต้องการทางโภชนาการภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) ซึ่งถูกประกาศขึ้นครั้งแรกในปี 2562 ซึ่งในขณะนั้น การแพร่ระบาดของโควิด-19 และปัญหาความล้มเหลวของห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกยังไม่เกิดขึ้น อีกทั้งนักลงทุนยังมีความเชื่อมั่นสูงต่อเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ ↩︎
  2. ในปี 2565 มาเลเซียสั่งห้ามการส่งออกไก่ชั่วคราว เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนภายในประเทศ ในช่วงเวลานั้น มากกว่าหนึ่งในสามของปริมาณไก่ที่บริโภคในสิงคโปร์มาจากมาเลเซีย ส่งผลให้ราคาขายไก่ปรับสูงขึ้น และร้านค้าขนาดเล็กรวมถึงร้านแผงลอยหลายแห่งตัดสินใจหยุดดำเนินกิจการชั่วคราว เนื่องจากพึ่งพาแหล่งไก่จากมาเลเซียเป็นหลัก ↩︎
  3. ในช่วงสองปีที่ผ่านมา บริษัทเทคโนโลยีการเกษตรบางแห่ง เช่น I.F.F.I และ VertiVegies ต้องปิดกิจการหรือยกเลนแผนการจัดตั้งฟาร์มในอาคาร ขณะที่ฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในทะเลประมาณหนึ่งในสี่ได้ยุติกิจการในปี 2567 เนื่องจากต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายในการใช้พื้นที่ทะเลภายใต้มาตรการใหม่ของรัฐบาล และปัจจัยอื่น ๆ ↩︎
  4. ก่อตั้งขึ้นราวปี 2565อุตสาหกรรมฟาร์มแนวตั้งทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทาย เนื่องจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น การชะลอตัวของการลงทุน และอัตรากำไรที่ต่ำ ↩︎
  5. เทคนิคที่ใช้เร่งการเจริญเติบโตของพืชให้เร็วกว่าปกติ โดยการควบคุมปัจจัยแวดล้อมภายในอาคาร เช่น แสง อุณหภูมิ และความชื้น เพื่อให้สามารถปลูกพืชได้หลายรุ่นภายในหนึ่งปี ↩︎
  6. ภายใต้ระยะที่สองของโครงการวิจัยและพัฒนา “Singapore Food Story R&D Programme” ↩︎