ทิศทางเศรษฐกิจดิจิทัลสิงคโปร์ในปี 2569:การก้าวสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์อย่างเต็มรูปแบบ

ทิศทางเศรษฐกิจดิจิทัลของสิงคโปร์ในปี 2569 สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ใช่เพียง
ส่วนเสริม แต่เป็นแกนกลางสำคัญในการสร้างประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Operational Efficiency) และความสามารถในการทำกำไร (Profitability) อย่างยั่งยืน

บริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้ง (จำกัด) (Temasek Holdings (Private) Limited) ร่วมกับ Google และ Bain & Company ได้เผยแพร่รายงาน e-Conomy SEA 2025: From Digital Decade to AI Reality: Accelerating the Future in ASEAN วิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาค โดยระบุว่าหนึ่งในกระแสที่ทรงอิทธิพลที่สุด
ในสิงคโปร์ในขณะนี้คือ การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อขับเคลื่อนมูลค่าทางเศรษฐกิจ

ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนความสำเร็จนี้มาจากความพร้อมของผู้บริโภคชาวสิงคโปร์ที่มีการยอมรับ AI สูงกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาค โดยร้อยละ 45 เห็นว่า AI ช่วยประหยัดเวลา และร้อยละ 41 เชื่อว่าช่วยลดค่าใช้จ่ายได้จริง แม้ผู้บริโภคร้อยละ 52 จะยังมีความกังวลด้านความปลอดภัยของข้อมูล แต่สำหรับภาคธุรกิจแล้ว ปี 2569 คือปีแห่งการช่วงชิงความได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยเปลี่ยนจากการทดลองใช้มาเป็นการสร้างมูลค่าจริง (Real Value) จาก AI เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลให้เติบโตท่ามกลางสภาวะการค้าโลกที่ผันผวน

ทิศทางในปี 2569 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เศรษฐกิจดิจิทัลจะไม่เป็นเพียงการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบออนไลน์เท่านั้น
แต่กำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคความจริงของปัญญาประดิษฐ์ (AI Reality) อย่างเต็มรูปแบบ

แนวโน้มสำคัญที่จะเห็นมากขึ้นในปี 2569 (Key Trends for 2026)

1. การเป็นศูนย์กลางด้านปัญญาประดิษฐ์ของภูมิภาค (AI Hub of the Region) สิงคโปร์จะยกระดับสู่การเป็นศูนย์กลางปัญญาประดิษฐ์ (AI Hub) อย่างเต็มตัว โดยต่อยอดจากรากฐานที่แข็งแกร่งซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของสตาร์ทอัพด้าน AI กว่า 495 แห่ง ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดในอาเซียน จุดแข็งสำคัญคือสตาร์ทอัพเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกก่อตั้งขึ้นโดยมุ่งเน้นตลาดระดับโลกมาตั้งแต่ต้น (Global Focus from Day One) ทำให้สามารถดึงดูดความสนใจจาก
นักลงทุน (Venture Capital) ได้อย่างต่อเนื่องและสร้างนวัตกรรมที่แข่งขันได้ในระดับสากล

2. การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานและคลาวด์ (Cloud & Data Centre Infrastructure) ในปี 2569 จะเห็นการบริหารจัดการด้านพลังงานที่เข้มข้นขึ้น เนื่องจากสิงคโปร์กำลังเข้าใกล้เพดานการใช้พลังงาน (Energy Consumption Ceiling) ส่งผลให้ผู้ให้บริการระบบคลาวด์ (Cloud Providers) เริ่มขยายฐานการดำเนินงานไปยังประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น แต่สิงคโปร์ยังคงรักษาบทบาทในการเป็นยุทธศาสตร์การควบคุมและบริหารจัดการข้อมูล

3. บริการทางการเงินดิจิทัลที่เน้นการสร้างมูลค่าและความสัมพันธ์ (Value-driven DFS) ภาคบริการการเงินดิจิทัล (Digital Financial Services) จะเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียงระบบชำระเงิน ไปสู่การสร้างความสัมพันธ์
เชิงลึกกับผู้ใช้งานผ่านเทคโนโลยีขั้นสูงอาทิ การบริหารความมั่งคั่งดิจิทัล (Digital Wealth) สินทรัพย์ภายใต้
การบริหาร (Assets Under Management – AUM) เติบโตอย่างก้าวกระโดด จาก 36,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในปี 2567 สู่ 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในปี 2568 หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตถึงร้อยละ 22 (YoY) ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่สูงมากสำหรับตลาดที่พัฒนาแล้วและมีความเป็นระบบ (Mature Market) และรายงานดังกล่าวมองว่ามีแนวโน้มจะขยายตัวต่อเนื่องไปในปี 2569

4. ธุรกรรมผ่านตัวแทนอัจฉริยะ (Agentic Transactions) ในปี 2569 จะเห็นการนำตัวแทนปัญญาประดิษฐ์ (AI Agents) มาใช้เพื่อทำธุรกรรมที่ซับซ้อนแทนมนุษย์มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกรรมการเงิน โดยอาศัยความเชื่อมั่นและระบบอัตลักษณ์ดิจิทัลแห่งชาติอย่าง Singpass ของรัฐบาลสิงคโปร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการยืนยันตัวตนและความปลอดภัย

โดยสรุป แม้จะต้องเผชิญความท้าทายด้านเพดานการใช้พลังงาน (Energy Consumption Ceiling) และความกังวลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล (Data Security) แต่ด้วยยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน สิงคโปร์จะยังคงเป็นต้นแบบของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคล (Hyper-personalization) ผ่านนวัตกรรมที่ชาญฉลาด
และมีความรับผิดชอบต่อผู้ใช้


ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์


แหล่งข้อมูล: