เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568 รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ นาย Gan Kim Yong ได้แถลงข่าวต่อประเด็นการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้ายาในอัตราร้อยละ 100 ของสหรัฐฯ เว้นแต่บริษัทนั้นจะสร้างโรงงานในสหรัฐฯ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม ว่ามาตรการภาษีใหม่อาจไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกในทันที เนื่องจากบริษัทเภสัชภัณฑ์หลายแห่งในสิงคโปร์มีแผนลงทุนในสหรัฐฯ อยู่แล้ว และอยู่ระหว่างการสอบถามฝ่ายสหรัฐฯเพื่อขอความชัดเจนเกี่ยวกับการได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าหลังประกาศของสหรัฐฯ

รัฐบาลสิงคโปร์ได้ประสานงานกับบริษัทเภสัชภัณฑ์ในประเทศและยืนยันว่าหลายบริษัทได้มีแผนลงทุนและเพิ่มกำลังการผลิตในสหรัฐฯ แล้ว จึงคาดว่าผลกระทบต่อการส่งออกยาของสิงคโปร์ไปยังสหรัฐฯจะจำกัด อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสิงคโปร์กังวลต่อผลกระทบระยะยาวต่อบรรยากาศการลงทุนโดยรวม โดยการส่งออกผลิตภัณฑ์ยาของสิงคโปร์ไปสหรัฐฯมีมูลค่าประมาณ 4,000 ล้านเหรียญสิงคโปร์ หรือราวร้อยละ 13 ของการส่งออกทั้งหมดไปยังสหรัฐฯ และประมาณร้อยละ 19 ของการส่งออกผลิตภัณฑ์ยาทั้งหมด

ทั้งนี้ บริษัทยารายใหญ่อย่าง Johnson & Johnson, AstraZeneca และ Roche ซึ่งมีแผนการลงทุนในสิงคโปร์มูลค่าไม่ต่ำกว่า5,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ล้วนมีการดำเนินงานในสิงคโปร์

ผลกระทบระยะสั้น

การส่งออกยาของสิงคโปร์ไปสหรัฐฯ ส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีสิทธิบัตรและเป็นยาที่มีแบรนด์ แต่ยังมีผลิตภัณฑ์หรือชิ้นส่วนที่ไม่ใช่แบรนด์ซึ่งจะไม่ได้รับผลจากภาษี บริษัทต่าง ๆ กำลังประสานกับรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อทำความเข้าใจเงื่อนไขและยืนยันว่าแผนการก่อสร้างโรงงานในสหรัฐฯ จะทำให้ได้รับการยกเว้นภาษีหรือไม่

สมาคมอุตสาหกรรมเภสัชภัณฑ์สิงคโปร์ระบุว่ากำลังติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดและยังคงทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ผู้ป่วยในสิงคโปร์เข้าถึงยาหรือวัคซีนที่จำเป็นได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับมาตรการภาษีอื่นๆ สำหรับวัสดุตกแต่งบ้าน เช่น ตู้ครัว ชุดอ่างล้างหน้า และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องที่มีการประกาศเก็บภาษีร้อยละ 50 รวมถึงภาษีร้อยละ 30 สำหรับเฟอร์นิเจอร์บุผ้านั้น รัฐบาลฯ กำลังประเมินผลกระทบต่อผู้ส่งออกเฟอร์นิเจอร์ไปสหรัฐฯ และได้ติดต่อผู้ประกอบการรายใหญ่เพื่อหารือแนวทางสนับสนุนให้สามารถแข่งขันได้ต่อไป

ผลกระทบระยะยาว

หลายประเทศที่ทำข้อตกลงกับสหรัฐฯ ได้ให้คำมั่นการลงทุนที่กว้างกว่าภาคเภสัชกรรม เงินทุนบางส่วนที่อาจถูกนำมาลงทุนในสิงคโปร์และภูมิภาคนี้อาจต้องเบนไปยังสหรัฐฯ ทำให้รูปแบบการลงทุนในระยะยาวเปลี่ยนไปและมีการแข่งขันสูงขึ้น ดังนั้นสิงคโปร์จำเป็นต้องเร่งการส่งเสริมการลงทุนและรักษาความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องของความยืดหยุ่นและความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

ทั้งนี้ สิงคโปร์จะต้องมุ่งเน้นในสาขาที่มีจุดแข็งพร้อมช่วยเหลือบริษัทบางแห่งในการปรับโครงสร้างสำหรับอุตสาหกรรมยา สหรัฐฯ ไม่ใช่ตลาดเดียว เนื่องจากยังมีการส่งออกไปหลายประเทศ รัฐบาลสามารถทำงานร่วมกับบริษัทที่ไม่ได้รับการยกเว้นภาษีเพื่อขยายสู่ตลาดใหม่หรือดึงดูดการลงทุนจากภูมิภาคอื่น และหากสิงคโปร์ยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ ก็ยังมีโอกาสรักษาส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯ

รัฐบาลสิงคโปร์หวังจะได้ข้อตกลงที่เปิดโอกาสให้ยังคงแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ และให้บริษัทเภสัชภัณฑ์สามารถส่งออกต่อไปได้ส่วนอัตราภาษีจะอยู่ที่ร้อยละ 15 หรือระดับใดก็เป็นส่วนหนึ่งของการเจรจา แต่สิงคโปร์คาดหวังที่จะได้รับเงื่อนไขพิเศษมากกว่าภาษีสูงสุดที่สหรัฐฯ กำหนด

สำหรับมาตรการจูงใจด้านภาษีเพื่อกระตุ้นให้บริษัทเภสัชภัณฑ์ลงทุนต่อในสิงคโปร์ รัฐบาลฯ มองว่า สิงคโปร์ไม่สามารถให้เงินอุดหนุนระยะยาวเพียงเพื่อชดเชยภาษีได้ เพราะจะทำให้ธุรกิจไม่ยั่งยืน แต่รัฐบาลสามารถสนับสนุนและให้สิ่งจูงใจในระหว่างกระบวนการปรับโครงสร้างและปรับตัวได้ พร้อมย้ำว่าต้องประเมินอย่างเป็นจริง หากธุรกิจพื้นฐานไม่สามารถทำกำไรได้ก็ไม่อาจอุดหนุนในระยะยาว

มุมมองจากนักวิเคราะห์

นักวิเคราะห์มองว่ามาตรการเก็บภาษียาล่าสุดอาจไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการส่งออกยาของสิงคโปร์ในระยะสั้น เนื่องจากผู้ส่งออกรายใหญ่ส่วนใหญ่ได้ให้คำมั่นสร้างโรงงานใหม่ในสหรัฐฯ ซึ่งจะทำให้มีสิทธิได้รับการยกเว้นภาษี ในขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์คนอื่น ๆ ก็เตือนเช่นกันว่า แรงกดดันให้บริษัทต่าง ๆ ย้ายสายการผลิตกลับสหรัฐฯหรือสร้างโรงงานใหม่ทั้งหมดอาจทำให้กระแสการลงทุนในภาคเภสัชกรรมของสิงคโปร์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 12 ของการส่งออกภายในประเทศไปยังสหรัฐฯ ต้องหยุดชะงักหรืออย่างน้อยก็ล่าช้า

ความคิดเห็นของสคต. และข้อเสนอแนะ

รัฐบาลสิงคโปร์ได้ประกาศมาตรการสนับสนุนเพื่อช่วยภาคธุรกิจปรับตัวต่อมาตรการภาษีใหม่ของสหรัฐฯ โดยหนึ่งในนั้นคือ “ทุนสนับสนุนการปรับธุรกิจ” ซึ่งจะเปิดตัวในเดือนตุลาคม เพื่อช่วยให้บริษัทสามารถปรับโซ่อุปทานและฐานการผลิตให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางการค้าที่เปลี่ยนไป อีกทั้งรัฐบาลยังยืนยันความพร้อมที่จะดำเนินมาตรการเพิ่มเติมหากจำเป็น เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นและรักษาความสามารถในการแข่งขันของสิงคโปร์ในระยะยาว

แม้ว่าการส่งออกยาของไทยไปสหรัฐฯจะมีสัดส่วนไม่มากนัก แต่ไทยก็อาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากราคายานำเข้าที่สูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ต้นทุนด้านสาธารณสุขเพิ่มขึ้นตามไปด้วย หากราคายายังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน การที่สหรัฐฯ ขยายมาตรการภาษีไปยังสินค้ากลุ่มอื่น เช่น รถบรรทุกขนาดใหญ่ เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์ครัว ถือเป็นความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการไทยต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานและความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก ผู้ประกอบการจึงควรเร่งติดตามสถานการณ์และปรับกลยุทธ์การส่งออกหรือหาตลาดใหม่รองรับความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น


สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงสิงคโปร์


แหล่งข้อมูล: