การจัดอันดับของ Economist Intelligence Unit (EIU) ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2566 ชี้ว่า สิงคโปร์ยังคงครองแชมป์เป็นเมืองที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดในโลก ต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 ตลอดช่วง 11 ปีที่ผ่านมา ราคาสินค้าในสิงคโปร์พุ่งสูงในทุกประเภทและยังเป็นประเทศที่มีราคาเสื้อผ้า สินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องดื่มแอลกอฮอล์แพงที่สุดในโลก ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการบริโภคโดยเฉพาะสำหรับหนุ่มสาวสิงคโปร์ โดยผลการจัดทำแบบสอบถามเพื่อสำรวจพฤติกรรมของสถาบันนโยบายศึกษา (Institute of Policy Studies) ร่วมกับสำนักข่าว Channel News Asia (CNA) เพื่อทำความเข้าใจทัศนคติและพฤติกรรมทางการเงินของวัยรุ่นสิงคโปร์ รวมทั้งพฤติกรรมเกี่ยวกับหนี้สิน การออม การรับมือกับค่าครองชีพ และการวางแผนสำหรับอนาคตพบว่า เกือบ 7 ใน 10 รายของหนุ่มสาวสิงคโปร์ที่มีระหว่างอายุ 21-39 ปี มีพฤติกรรมซื้อก่อนจ่ายทีหลัง

ผลสำรวจพฤติกรรม 5 ประการในการจับจ่ายของหนุ่มสาวสิงคโปร์

1. ผู้ตอบแบบสอบถาม 2 ใน 3 ราย (ร้อยละ 65.4) เคยใช้วิธี “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” (Buy Now Pay Later – BNPL) โดยผู้มีรายได้สูงหรือผู้ที่มีบัตรเครดิตมีแนวโน้มที่จะใช้วิธีนี้มาแล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้ง โดยผู้ตอบแบบสอบถามอายุ 30-34 ปี มีแนวโน้มที่จะใช้วิธีนี้มากที่สุด คือร้อยละ 72.3 ในขณะผู้ที่มีอายุ 21-24 ปี ใช้วิธี “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” คิดเป็นร้อยละ 53.2

2. ผู้ตอบแบบสอบถาม 9 ใน 10 ราย ไม่ได้ใช้รายได้ทั้งหมดในแต่ละเดือน โดยผู้มีอายุน้อยใช้จ่าย น้อยกว่าผู้ที่มีอายุมากกว่า ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 88.8 ใช้จ่ายภายในวงเงินของรายได้ในแต่ละเดือน และประมาณร้อยละ 42.3 ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีอายุระหว่าง 30-34 ปี รู้สึกว่าตนใช้จ่ายมากกว่ารายได้ที่พวกเขาหามาได้ ทั้งนี้ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 3,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ มีแนวโน้มมากที่สุดที่จะคิดว่าตนใช้จ่ายมากกว่ารายได้ที่พวกเขาได้รับ

3. ผู้ตอบแบบสอบถาม 9 ใน 10 ราย พบว่า ตนได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยผู้ที่มีอายุระหว่าง 21-24 ปี และผู้มีรายได้น้อยมีแนวโน้มที่จะรู้สึกว่าตนได้รับผลกระทบมากกว่าผู้ที่มีอายุมากกว่า

4. ผู้ตอบแบบสอบถามที่มีอายุระหว่าง 25-39 ปี พบว่า 8 ใน 10 ราย ปี มีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายรายได้ส่วนใหญ่ไปกับค่าอาหาร เสื้อผ้า รองเท้า และค่าสาธารณูปโภค ในขณะที่ผู้ที่มีอายุระหว่าง 21-24 ปี มีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายกับงานอดิเรกมากกว่า

5. ผู้ตอบแบบสอบถาม 2 ใน 3 ราย (ร้อยละ 65.1) ของผู้ที่มีอายุ 30-34 ปี มีแผนออมเงินเพื่อการเกษียณอายุ ในขณะที่ร้อยละ 40.7 ของผู้ที่มีอายุ 21-24 ปี มีแผนการออมเงิน และประมาณร้อยละ 60 ของผู้ที่มีอายุ 25-29 ปี และ 35-39 ปี พยายามศึกษาเรื่องการออมเงิน

นอกจากนี้ งานวิจัยของบริษัท Milieu พบว่า คนสิงคโปร์ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับข้อเสนอของร้านค้าในการให้รางวัลเงินคืน (Cashback) และโปรโมชันซึ่งมักเป็นข้อพิจารณาสำคัญที่ทำให้คนสิงคโปร์หันมาใช้ BNPL ดังตัวอย่างจากความร่วมมือระหว่างบริษัท Hoolah กับบริษัทอีคอมเมิร์ซอย่าง Zalora และ Pomelo ซึ่งเสนอส่วนลดที่น่าดึงดูด ในขณะที่บริษัท Rely มอบรางวัลเงินคืน ซึ่งสอดคล้องกับกลุ่มหนุ่มสาวสิงคโปร์ผู้บริโภค BNPL ที่ต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นของตลาด ดังนั้น BNPL จึงเป็นรูปแบบการชำระเงินที่น่าดึงดูดเนื่องจากไม่ต้องจ่ายเต็มจำนวนในครั้งเดียวและไม่มีค่าธรรมเนียมหรือดอกเบี้ยแอบแฝง

จากการสำรวจตลาดของธุรกิจ BNPL ในสิงคโปร์โดย Research and Markets พบว่าในปี 2567 มีโอกาสที่ BNPL จะเติบโตร้อยละ 13.5 มีมูลค่ารวม 1.6 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ โดยคาดการณ์ว่า BNPL ในสิงคโปร์จะเติบโตเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 8.8 เป็น 2.4 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ภายในปี 2572 จากแนวโน้มการเติบโตนี้แสดงให้เห็นว่า แพลตฟอร์ม BNPL ตอบสนองความต้องการของทั้งร้านค้าและผู้บริโภคอย่างมาก กอปรกับสิงคโปร์มีอัตราการเข้าถึงบริการบัตรเครดิตและการเปิดบัญชีธนาคารสูงที่สุดประเทศหนึ่งในภูมิภาคจึงมีโอกาสที่จะเติบโตได้ดี

ความกังวลของการ “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” ในกลุ่มหนุ่มสาวสิงคโปร์

สำนักข่าวท้องถิ่นของสิงคโปร์ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการชำระเงินในรูปแบบ BNPL ว่าอาจเป็นการส่งเสริมการใช้เงินที่เกินตัวของหนุ่มสาวสิงคโปร์และทำให้ภาวะหนี้สินในครัวเรือนรุนแรงขึ้น ส่วนผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม BNPL อาจประสบปัญหาเรื่องการปล่อยเงินกู้เกินศักยภาพ รวมถึงปัญหาช่องว่างในการประเมินลูกค้าที่มีความเสี่ยง ซึ่งจะส่งผลต่อสภาพคล่องของธุรกิจในระยะกลางและระยะยาวทั้งนี้ ธนาคารกลางสิงคโปร์ (Monetary Authority of Singapore-MAS) ได้ร่วมกับธุรกิจ BNPL ในสิงคโปร์กำหนดมาตรการในการปกป้องผู้บริโภคจากความเสี่ยงโดยกำหนดให้ผู้ให้บริการ BNPL ไม่เปิดบัญชีให้ผู้ใช้งานที่มีอายุต่ำกว่า 21 ปี นอกจากนี้ ผู้ใช้งานที่มีอายุ 21-24 ปี จะไม่ได้รับการอนุมัติวงเงินเกินกว่า 2,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ เว้นแต่จะมีการประเมินเครดิตเพิ่มเติมและจะไม่อนุญาตให้ทำธุรกรรมเพิ่มเติมหากผิดนัดชำระเงิน หากมีการผิดนัดชำระเงินผู้ให้บริการ BNPL จะต้องไม่คิดค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยทบต้นจากจำนวนเงินคงค้างนั้น รวมถึงไม่ดำเนินคดีล้มละลายกับผู้ใช้งานกลุ่มนี้และต้องช่วยจัดเตรียมแผนการชำระเงินคืนให้สอดคล้องกับรายได้ของผู้ใช้งานกลุ่มนี้อีกด้วย

โอกาสและความท้าทายของบริษัทไทย

สำหรับธุรกิจไทยที่ต้องการขยายตลาดไปยังสิงคโปร์ การนำสินค้าเข้าร่วมกับแอปพลิเคชัน BNPL  เป็นช่องทางที่น่าสนใจ เนื่องจากสามารถเข้าถึงผู้บริโภคแบบผ่อนจ่ายได้เป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการต้องศึกษารายละเอียดขั้นตอนการเข้าร่วม รวมถึงเงื่อนไขและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของแต่ละแพลตฟอร์ม เพื่อประเมินความคุ้มค่าและความเสี่ยง นอกจากนี้ ต้องพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ เช่น ระบบการจัดส่งสินค้าไปยังสิงคโปร์ ภาษีและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการตลาดและการบริการลูกค้าข้ามประเทศ      ทั้งนี้การตัดสินใจขึ้นอยู่กับความพร้อมและศักยภาพของแต่ละธุรกิจ จึงขอแนะนำให้ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ก่อนดำเนินการ เพื่อประเมินโอกาสและความเสี่ยงอย่างรอบด้าน


ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์


ข้อมูลอ้างอิง