ไทยย้ำเสถียรภาพและโอกาสการลงทุนในเวที SET Government Roadshow 2025 ที่สิงคโปร์

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ร่วมกับ Bank of America และ Kiatnakin Phatra Securities จัดกิจกรรม SET Government Roadshow 2025 ณ โรงแรม InterContinental สิงคโปร์ โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปฐกถานำเสนอวิสัยทัศน์ด้านเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศไทย ทั้งนี้ ภายในงานมีผู้แทนจากภาคเอกชนสิงคโปร์เข้าร่วมกว่า 150 คน ถือเป็นเวทีสำคัญในการสื่อสารทิศทางการพัฒนาประเทศ ตลอดจนโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยกำลังเร่งผลักดันในปัจจุบัน

เสถียรภาพทางการเมืองของไทย: ก้าวสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านใหม่

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “Confidence in Thailand’s Path Forward” โดยย้ำว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น คาดว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2568 จะอยู่ที่ร้อยละ 2.4 ซึ่งสูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ ขณะที่การส่งออกขยายตัวต่อเนื่อง และรัฐบาลจะดำเนินมาตรการทางเศรษฐกิจภายใต้ Targeted, Timely, Temporary, Transparent เพื่อให้ความช่วยเหลือเป็นไปอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญต่อการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และดิจิทัลเพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานกับสิงคโปร์อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้รับคำขอลงทุนมากกว่า 2,600 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 41,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในจำนวนนี้เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายรวมมูลค่ากว่า 14,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีโครงการภายใต้ BOI Fast Pass จำนวน 74 โครงการ ซึ่งโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดอุปสรรคและเพิ่มความคล่องตัวในการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน นอกจากนี้ ไทยยังคงรักษาอัตราเงินเฟ้อและการว่างงานในระดับต่ำ พร้อมยืนยันการดำเนินนโยบายการคลังอย่างรอบคอบและโปร่งใส เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคเอกชน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวสุนทรพจน์ที่งาน SET Government Roadshow 2025 ในโรงแรม InterContinental สิงคโปร์ โดยมีผู้ฟังอยู่ในเบื้องหน้า

มุมมองจากฝ่ายการคลัง: Stability and Opportunity

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “Thailand: Stability and Opportunity” โดยคาดว่าไตรมาสที่ 4 ปี 2568 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจ เนื่องจากการขยายตัวของอุปสงค์ภายในประเทศจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นคืนกลับ (rebound) และมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในปีถัดไป

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้กำหนดนโยบาย Quick Big Win Program ซึ่งประกอบด้วยมาตรการสำคัญ 5 เสาหลัก ได้แก่ การกระตุ้นกำลังซื้อผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนผ่านการซื้อหนี้เสียของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (Asset Management Company: AMC) การสนับสนุนสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมผ่านโครงการสินเชื่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Loan Program) และการค้ำประกันสินเชื่อโดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (Thai Credit Guarantee Corporation: TCG) การส่งเสริมการออมผ่านบัญชี Thai Individual Savings Account (TISA) และพันธบัตรออมทรัพย์แบบ Lottery Bond รวมถึงการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายหลายสาขา เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicles: EV) อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เศรษฐกิจสีเขียว เทคโนโลยีชีวภาพ ตลอดจนการแพทย์และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยรองนายกรัฐมนตรีฯ มองว่ามาตรการเหล่านี้ยังส่วนสำคัญในการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและความรู้ทางการเงินของประชาชน ซึ่งเป็นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

นอกเหนือจากนี้ รองนายกรัฐมนตรีฯ ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือไทยกับสิงคโปร์ด้านตลาดทุนและระบบการเงิน โดยเฉพาะการพัฒนาระบบการชำระเงินแบบ real-time และความร่วมมือในโครงการโครงสร้างพื้นฐานภายใต้รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (Public–Private Partnership) ก่อนกล่าวปิดท้ายว่า “Invest in Thailand, invest in trust, invest in long-term inclusive growth”

บทสรุปและข้อคิดเห็นเพิ่มเติม

กิจกรรม SET Government Roadshow 2025 ที่จัดขึ้นในสิงคโปร์ครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไทยในการเสริมสร้างเสถียรภาพทางการเมือง ฟื้นฟูเศรษฐกิจ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับภูมิภาคอย่าง ไทยและสิงคโปร์มีวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ร่วมกัน (shared strategic outlook) และได้พัฒนาความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในหลายมิติ ตัวอย่างที่เด่นชัดคือความสำเร็จของโครงการ PromptPay–PayNow ซึ่งถือเป็นต้นแบบการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินข้ามพรมแดนที่มีประสิทธิภาพ

พร้อมกันนี้ ทั้งสองประเทศมีแผนจะขยายความร่วมมือไปสู่สาขาที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจในอนาคต อาทิ เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล (Digital Transformation) ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่มีศักยภาพในการยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยและสิงคโปร์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไม่อาจพัฒนาได้จากนโยบายของรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะผลักดันให้ประเทศไทยสามารถขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

Group photo of Thai officials and attendees at the SET Government Roadshow 2025 event in Singapore, showcasing a formal setting with participants dressed in business attire.
นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะรัฐมนตรีและกลุ่มนักลงทุนสถาบันในเวที SET Government Roadshow 2025 ณ โรงแรม InterContinental Singapore by IHG

ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์