เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2567 นาย Ong Ye Kung รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ ได้แถลงข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์โรคฝีดาษลิง (monkey pox – mpox) เพื่อทำความเข้าใจต่อสาธารณชนเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดในสิงคโปร์ และมาตรการในการรับมือของรัฐบาลสิงคโปร์

การแพร่ระบาดของ mpox

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2567 องค์การอนามัยโลก (World Health Organization – WHO) ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระดับนานาชาติจากการแพร่ระบาดของโรค mpox ในทวีปแอฟริกา ยุโรป และเอเชีย โดยเฉพาะสายพันธุ์ clade I ที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ทั้งนี้ จากสถิติของ WHO ตั้งแต่ปี 2565 พบการยืนยันผู้ติดเชื้อ mpox ทั้งสายพันธุ์ clade I และ clade II รวม 102,977 ราย เสียชีวิต 219 ราย จาก 121 ประเทศทั่วโลก

สิงคโปร์เริ่มพบโรค mpox ตั้งแต่ปี 2562 โดยผู้ป่วยรายแรกที่พบในสิงคโปร์เป็นนักธุรกิจจากไนจีเรีย อย่างไรก็ตาม ไม่มีการระบาดเพิ่มเติมในสิงคโปร์ จนกระทั่งปี 2565 ซึ่งพบผู้ป่วย 19 รายในสิงคโปร์ และในปี 2566 พบผู้ป่วย 32 ราย ทั้งนี้ ในปี 2567 พบผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันในสิงคโปร์แล้วจำนวน 14 ราย โดยผู้ป่วยทั้งหมดติดเชื้อสายพันธุ์ clade II ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ไม่รุนแรง 

โรค mpox มีการติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรงและการใกล้ชิดกับบุคคลที่ติดเชื้อ เช่น ผิวหนังสู่ผิวหนัง ปากสู่ผิวหนัง ปากสู่ปาก เป็นต้น โดยอัตราการติดเชื้อคือ ผู้ติดเชื้อ 1 คน สามารถแพร่กระจายได้ 1.3 คน ขณะที่โรคโควิด-19 (สายพันธุ์โอไมครอน) ผู้ติดเชื้อ 1 คน สามารถแพร่กระจายได้ 5 คน ทั้งนี้ mpox ไม่มีการแพร่เชื้อผ่านการไอหรือจาม ซึ่งแตกต่างจากโรคโควิด-19

มาตรการของรัฐบาลสิงคโปร์ในการรับมือกับโรค mpox

ระดับการแพร่ระบาดของ mpox ในสิงคโปร์ รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ให้ความมั่นใจกับสาธารณชนในสิงคโปร์ว่า แม้ mpox เป็นไวรัสที่อันตรายแต่สามารถบริหารจัดการได้ โดยรัฐบาลสิงคโปร์ได้ติดตามและประเมินสถานการณ์ของโรคนี้ทั้งในระดับประเทศและระดับโลกอย่างใกล้ชิดเพื่อกำหนดมาตรการที่เหมาะสม โดยในเวลานี้ยังไม่จำเป็นต้องยกระดับการเตือนภัยโรค mpox เป็นภัยคุกคามทางสาธารณสุข ทั้งนี้ ธรรมชาติของโรคและการบริหารจัดการโรค mpox จะแตกต่างจากโรคโควิด-19 โดยปัจจุบันระดับการเตือนภัยโรค mpox ของสิงคโปร์อยู่ที่ “outbreak management” ซึ่งเพิ่มขึ้นหนึ่งระดับจากระดับพื้นฐาน

มาตรการเฝ้าระวังการนำเข้า mpox จากต่างประเทศ ตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2567 สิงคโปร์ได้ดำเนินการเฝ้าระวังทั้งด่านชายแดนด้วยการตรวจวัดอุณหภูมิและตรวจคัดกรองที่จุดตรวจทั้งทางบก ทางอากาศ และ ทางทะเล โดยผู้ที่มีไข้ ผื่น และ/หรืออาการที่เข้าข่ายโรค mpox จะถูกส่งตัวไปรับการตรวจประเมินทางการแพทย์ ทั้งนี้ ผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์จะต้องรายงานข้อมูลผู้ป่วยทั้งหมดที่สงสัยว่าติดเชื้อ mpox ให้กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ (Ministry of Health – MOH) ทราบ โดยผู้ป่วยทั้งหมดจะถูกแยกออกจากผู้ป่วยทั่วไปเพื่อทำการประเมินและทดสอบเพิ่มเติมต่อไป

การเดินทางเข้าสิงคโปร์จากประเทศที่มีความเสี่ยง กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ยังไม่มีมาตรการกักตัวประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากพื้นที่แพร่ระบาดของโรค mpox ได้แก่ คองโก บุรุนดี สาธารณรัฐแอฟริกากลาง รวันดา และยูกันดา หากนักท่องเที่ยวยังไม่มีอาการของโรค เช่น ไข้ ผื่นผิวหนัง และต่อมน้ำเหลืองบวม อย่างไรก็ดี ผู้ที่เดินทาง มาจากประเทศที่มีการแพร่ระบาดหรือผู้เดินทางผ่านจากประเทศเหล่านี้จะต้องกรอกข้อมูลประวัติการเดินทางในเอกสารเดินทางเข้าสิงคโปร์ (SG Arrival Card) โดยหากมีอาการที่เกี่ยวข้องกับ mpox ก็จะต้องระบุให้ชัดเจนด้วย

การฉีดวัคซีนป้องกัน mpox สิงคโปร์กำหนดให้บุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อ mpox สามารถเข้ารับการฉีดวัคซีน Jynneos โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพื่อเป็นการดูแลบุคลากรที่เป็นด่านหน้าในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ซึ่งสิงคโปร์ใช้วัคซีนชนิดนี้ในการป้องกันโรค mpox และไข้ทรพิษ (smallpox) ทั้งนี้ สิงคโปร์ยังมีปริมาณวัคซีน Jynneos ที่เพียงพอในการรองรับสถานการณ์ในปัจจุบันและจะประเมินสถานการณ์ความต้องการวัคซีนเป็นระยะ

ข้อแนะนำต่อสาธารณชน ประชาชนควรรักษาความสะอาดของตน หลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงทางผิวหนังกับผู้ที่อาจมีความเสี่ยงติดเชื้อทั้งคนและสัตว์ หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการรับเชื้อ เช่น การมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนหลายคนหรือเพศสัมพันธ์แบบครั้งคราวกับคนแปลกหน้า และหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่าหรือการรับประทานเนื้อสัตว์ป่า ทั้งนี้ ผู้ที่เดินทางกลับจากประเทศที่มีความเสี่ยงต่อ mpox ควรสังเกตอาการของตนเอง  หากมีไข้และ/หรือมีผื่นภายหลังกลับมาแล้วใน 21 วัน ควรพบแพทย์และแจ้งประวัติการเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง

ข้อมูลเพิ่มเติม/ ข้อสังเกต

ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขในสิงคโปร์มองว่า ขณะนี้การระบาดของไวรัส mpox สายพันธุ์ Clade I ยังคงจำกัดอยู่ในทวีปแอฟริกา เนื่องจากสิงคโปร์และทวีปแอฟริกาไม่มีเที่ยวบินตรงระหว่างกัน จึงทำให้มีความเสี่ยงต่ำที่ไวรัสจากพื้นที่ระบาดจะแพร่มายังสิงคโปร์ และในชั้นนี้ผู้ป่วยโรค mpox ในสิงคโปร์ทั้งหมดเป็นสายพันธุ์ Clade II ซึ่งมีความรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์ Clade I และทางการสิงคโปร์มีความพร้อมในการรับมือได้ดีเพียงพอ

ประสบการณ์จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ รัฐบาลสิงคโปร์ตอบสนองต่อกรณีดังกล่าวอย่างรวดเร็ว โดยมุ่งเน้นการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น National Centre for Infectious Diseases (NCID) กระทรวงแรงงาน (Ministry of Manpower) และ National Environment Agency รวมถึงโรงพยาบาลต่าง ๆ ของสิงคโปร์เพื่อแบ่งและแยกแยะการดูแลผู้ป่วยแต่ละกลุ่มให้เหมาะสมกับความเชี่ยวชาญและความพร้อมของแต่ละโรงพยาบาล นอกจากนี้ รัฐบาลสิงคโปร์ยังให้ความสำคัญอย่างมากกับการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สาธารณชนเพื่อป้องกันมิให้เกิดความตื่นตระหนกหรือการกักตุนสินค้าดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกต่าง ๆ โดยสื่อมวลชนสิงคโปร์มีบทบาทอย่างมากในการสื่อสารกับประชาชนเพื่อให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและเชื่อถือได้


ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์


ข้อมูลอ้างอิง