
รัฐบาลสิงคโปร์ออกกฎหมายให้แพลตฟอร์ม Carousell และ Facebook ต้องตรวจสอบผู้ขายและผู้โฆษณาที่มีความเสี่ยง
เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2567 กระทรวงมหาดไทยสิงคโปร์ (Ministry of Home Affairs – MHA) ได้ประกาศกฎหมายย่อยภายใต้กฎหมาย Online Criminal Harms Act (OCHA) ซึ่งกำหนดให้แพลตฟอร์มผู้ให้บริการซื้อขายสินค้าทางออนไลน์ จะต้องดำเนินการตรวจสอบผู้ขายและผู้ลงโฆษณาที่มีความเสี่ยงจะเป็นการหลอกลวง
รัฐบาลสิงคโปร์เพิ่มความเข้มงวดในการขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์
กฎหมาย OCHA มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้รัฐบาลสิงคโปร์สามารถดำเนินการต่อการกระทำทางอาชญากรรมออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ได้แก่
(1) การเพิ่มความเข้มงวดต่อผู้ใช้งานที่อาจเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์
(2) การระงับหรือจำกัดการเข้าถึงแพลตฟอร์มที่พบว่าเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์
(3) การแจ้งข้อมูลกับผู้บังคับใช้กฎหมายและอำนวยความสะดวกในการสืบสวนและการดำเนินคดีความ
(4) การกำหนดแนวปฏิบัติเพื่อสร้างความร่วมมือกับผู้ให้บริการทางออนไลน์ในการต่อสู้กับการหลอกลวงทางไซเบอร์
ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2567 เป็นต้นไป MHA สิงคโปร์ได้ประกาศใช้กฎหมายย่อยภายใต้ OCHA โดยกำหนดให้แอปพลิเคชันซื้อขายสินค้าทางออนไลน์อย่าง Carousell และ Facebook จะต้องตรวจสอบยืนยันตัวตนผู้ขายและผู้ลงโฆษณาที่มีความเสี่ยง และกำหนดให้แอปพลิเคชัน Facebook WhatsApp Instagram Telegram และ WeChat ดำเนินการเชิงรุกเพื่อแยกแยะบัญชีผู้ใช้ปลอมที่ดำเนินการโดยอาชญากรหรือโปรแกรมโกง (bot) และรวบรวมส่งเป็นรายงานประจำปีให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยมีเป้าหมายที่การกำจัดอาชญากรที่ใช้ประโยชน์จากการไม่เปิดเผยตัวตนทางออนไลน์ นอกจากนี้ ในระยะต่อไปแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจะต้องมีกลไกให้ดำเนินการชำระเงินหลังจากที่สินค้าหรือบริการได้รับการตรวจสอบว่ามีการจัดส่งแล้วเท่านั้น ทั้งนี้ การไม่ปฏิบัติตามถือเป็นความผิดทางอาญาภายใต้กฎหมาย OCHA
มาตรการเพื่อส่งเสริมให้เกิดผลบังคับใช้
หลังการประกาศใช้ Code of Practices for E-Commerce Services หากกรณีการหลอกลวงบน Facebook Marketplace และ Carousell มีจำนวนไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ MHA จะสั่งการให้ทั้งสองบริษัทต้องทำการตรวจสอบตัวตนของผู้ขายและผู้ลงโฆษณาทั้งหมดภายในต้นปี 2568
ภายในสิ้นปี 2567 แพลตฟอร์มการรับ-ส่งข้อความ เช่น WhatsApp Facebook Instagram Telegram และ WeChat จะต้องออกมาตรการตรวจสอบเพื่อกำจัดบัญชีปลอมที่ดำเนินการโดยมิจฉาชีพหรือโปรแกรมการโกง และจะต้องออกมาตรการตรวจสอบที่เหมาะสมเพื่อกำจัดบัญชีปลอมและรวบรวมเป็นรายงานประจำปีเสนอต่อเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ให้บริการที่ไม่ปฏิบัติตามจะถูกสั่งให้ดำเนินการแก้ไขปรับปรุง หากไม่แก้ไขตามคำสั่งถือเป็นความผิดทางอาญา โดยอาจต้องเสียค่าปรับถึง 1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์
ความเห็นของผู้ให้บริการ
นาย Simon Milner รองประธานฝ่ายนโยบายสาธารณะของ Facebook ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกให้ความเห็นว่า สิงคโปร์เป็นประเทศแรกที่จะตรวจสอบผู้ใช้และผู้ลงโฆษณาที่มีความเสี่ยง หากประสบความสำเร็จ มาตรการในรูปแบบเดียวกันจะถูกนำไปใช้ในประเทศอื่น ๆ อย่างไรก็ดี Facebook ยังคงปฏิเสธที่จะเปิดเผยถึงเกณฑ์การพิจารณาบัญชีผู้ใช้งานที่เข้าข่ายมีความเสี่ยง เนื่องจากเกรงว่าอาชญากรจะใช้ข้อมูลดังกล่าวเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับ นอกจากนี้ Facebook จะปรับปรุงวิธีการตรวจสอบเนื้อหาและบัญชีที่ละเมิดนโยบายของบริษัทอย่างต่อเนื่อง รวมถึงจะทำงานร่วมกับภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเพื่อทำความเข้าใจเทคนิคใหม่ ๆ ที่อาชญากรอาจปรับตัวและนำไปใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับ
นาง Tan Su Lin ตำแหน่ง Chief of Staff ของ Carousell ให้ข้อมูลว่า อาชญากรมักปลอมแปลงตัวเป็นผู้ซื้อ โดยหลอกให้เหยื่อทำธุรกรรมนอกแอปพลิเคชัน ด้วยการสแกนรหัส QR หรือคลิกลิงก์เพื่อขโมยข้อมูลส่วนบุคคลของเหยื่อ ส่วนผู้ขายที่น่าสงสัยมักเป็นผู้ที่ใช้บัญชีใหม่ที่มีคะแนนต่ำ และมีรายการสินค้ายอดนิยมหลายรายการที่มีราคาดีเกินจริง Carousell จะเพิ่มความพยายามในการปฏิบัติตามกฎโดยกำหนดให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายที่ถือว่ามีความเสี่ยงแสดงตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน Singpass ซึ่งเป็นฐานข้อมูลบุคคลที่จัดทำโดยรัฐบาลสิงคโปร์ โดยที่ผ่านมา Carousell ได้มีนโยบายยืนยันตัวตนผ่าน Singpass สำหรับการจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์ และสำหรับการจำหน่ายตั๋วและบัตรกำนัล โดยพบว่าจำนวนคดีหลอกลวงที่เกี่ยวข้องกับสินค้าดังกล่าวลดลงหลังประกาศใช้นโยบาย
ข้อมูลเพิ่มเติมและข้อสังเกต
แอปพลิเคชันภายใต้บริษัท Meta ได้แก่ Facebook WhatsApp และ Instagram เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มออนไลน์ที่พบกรณีหลอกลวงมากที่สุด โดยคิดเป็นประมาณร้อยละ 50 ของคดีหลอกลวงในปี 2566 และมีมูลค่าความเสียหายประมาณ 280 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์
นับตั้งแต่การบังคับใช้ OCHA สามารถขัดขวางอาชญากรรมออนไลน์ได้มากกว่า 13,000 ราย หลังจากที่คดีหลอกลวงออนไลน์ในสิงคโปร์ทำสถิติสูงสุดในปี 2566 จำนวน 46,563 คดี เพิ่มขึ้นร้อยละ 46.8 จาก 31,728 คดีในปี 2565 โดยคดีการหลอกลวงทางอีคอมเมิร์ซถือเป็นอันดับสองของการหลอกลวงออนไลน์ที่เกิดขึ้นในปี 2566 โดยมีจำนวนคดีเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าเป็น 9,783 คดีจากประมาณ 4,700 คดีในปี 2565
สิงคโปร์มีการพัฒนาและปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางไซเบอร์ (cybercrimes) มาอย่างต่อเนื่อง โดยมี The Computer Misuse Act (CMA) เป็นกฎหมายพื้นฐานที่ประกาศใช้ตั้งแต่ปี 2536 เพื่อกำกับดูแลความผิดที่เกี่ยวข้องกับ cybercrimes การประกาศใช้ Code of Practices for E-Commerce Services สะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลสิงคโปร์ที่จะตอบสนองและต่อสู้กับภัยคุกคามของอาชญากรรมทางไซเบอร์ด้วยการเสริมสร้างศักยภาพและขีดความสามารถของรัฐในการควบคุมและปราบปราม โดยมุ่งเน้นการมีความรับผิดชอบร่วมกันของแพลตฟอร์มออนไลน์ในการกำกับดูแลและตรวจสอบผู้ขายและผู้โฆษณา โดยต้องให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการสร้างสภาพแวดล้อมทางออนไลน์ที่มั่นคงและปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคและสาธารณชน
ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์
ข้อมูลอ้างอิง