
EnterpriseSG ผู้ขับเคลื่อน SME สิงคโปร์สู่เวทีโลก (ตอนที่ 2) มาตรการสนับสนุนทางการเงิน ทางภาษี และกลไกช่วยเหลือธุรกิจระหว่างประเทศ
ต่อเนื่องจากตอนที่ 1 ที่ได้วิเคราะห์ถึงโครงสร้างองค์กรและรูปแบบการดำเนินงานของ Enterprise Singapore (EnterpriseSG) ในส่วนของตอนที่ 2 นี้ จะเจาะลึกถึงการใช้มาตรการสนับสนุนทางการเงินและทางภาษี เพื่อเป็นเครื่องมือเพื่อสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) อย่างเป็นรูปธรรม ในการก้าวสู่ตลาดสากลทั้งในมิติของสิทธิประโยชน์ทางภาษี เงินทุนอุดหนุน การเจาะตลาดสากล ตลอดจนกลไกการบรรเทาความเสี่ยงเมื่อเผชิญข้อพิพาทในต่างแดน
มาตรการสนับสนุนทางการเงินและภาษี EnterpriseSG เป็นผู้บริหารจัดการทุนและสิทธิประโยชน์เพื่อการลงทุนในต่างประเทศโดยเฉพาะ ได้แก่
1. โครงการ Double Tax Deduction for Internationalisation (DTDi) [1]
ร่วมกับสรรพากรสิงคโปร์ (Inland Revenue Authority of Singapore-IRAS) จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนให้บริษัทที่จดทะเบียนในสิงคโปร์ขยายธุรกิจไปต่างประเทศ โดยต้องเป็นนิติบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีในสิงคโปร์และมีเป้าหมายขับเคลื่อนการค้าหรือบริการสู่ต่างแดน บริษัทจึงจะได้รับสิทธิ์หักลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 2 เท่า (ร้อยละ 200) สำหรับค่าใช้จ่ายที่เข้าเกณฑ์สำหรับค่าใช้จ่ายที่เข้าเกณฑ์ในการขยายตลาดต่างประเทศและกิจกรรมพัฒนาการลงทุน
2. โครงการ Enterprise Development Grant (EDG)
สนับสนุนทุนให้นิติบุคคลที่จดทะเบียนในสิงคโปร์(มีสัดส่วนการถือหุ้นในสิงคโปร์อย่างน้อยร้อยละ 30 ที่ถือครองโดยตรง/อ้อมโดยชาวสิงคโปร์และ/หรือผู้มีถิ่นพำนักถาวรในสิงคโปร์) ยกระดับนวัตกรรมและเปลี่ยนแปลงธุรกิจ โดย EDG จะให้ทุนสนับสนุนสำหรับค่าใช้จ่ายโครงการที่เข้าเกณฑ์ ได้แก่ ค่าที่ปรึกษาจากบุคคลากรภายนอก ค่าซอฟแวร์และอุปกรณ์ และค่าใช้จ่ายสำหรับจ้างบุคคลากรภายในองค์กร ซึ่งจะได้รับการสนับสนุนทุนสูงสุดร้อยละ 50 สำหรับ SMEs ทั่วไป และทุนการสนับสนุนสูงสุดถึงร้อยละ 70 สำหรับโครงการที่เกี่ยวข้องกับการยั่งยืน (Enterprise Sustainability Programme-ESP[2]) ในรูปแบบเงินคืน (Reimbursement) ซึ่งขอยื่นเบิกค่าใช้จ่ายไปยัง EnterpriseSG เมื่อส่งมอบโครงการไม่เกิน 6 เดือน
3. โครงการ Global Innovation Alliance
EnterpriseSG มุ่งสร้างโอกาสการเข้าถึงนวัตกรรมและพันธมิตรทางการค้าใน 50 ประเทศทั่วโลก ผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับหน่วยงานภาครัฐ องค์กรธุรกิจ และผู้นำด้านนวัตกรรม เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้แก่ผู้ประกอบการสตาร์ทอัปและผู้พัฒนาเทคโนโลยีในการสร้างเครือข่ายและการขยายตลาดสู่สากล โดยบริษัทจะต้องจดทะเบียนและดำเนินการในสิงคโปร์ และมีสัดส่วนการถือหุ้นในสิงคโปร์อย่างน้อยร้อยละ 30 ที่ถือครองโดยตรงหรือโดยอ้อมโดยชาวสิงคโปร์และ/หรือผู้มีถิ่นพำนักถาวรในสิงคโปร์ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 โครงการย่อย ได้แก่
(1) โครงการ GIA Acceleration Programmes มุ่งเน้นการเติบโตสู่ตลาดเป้าหมายผ่านศูนย์นวัตกรรมในต่างประเทศ โดยให้บริการจัดเวิร์กชอป การให้คำปรึกษาเชิงลึก และการเชื่อมโยงเครือข่ายกลุ่มลูกค้าและพันธมิตรที่มีศักยภาพในต่างประเทศ ทั้งนี้ โครงการนี้ได้ขยายธุรกิจเข้าสู่ประเทศไทยผ่านทางกรุงเทพฯ ด้วยเช่นกัน
(2) โครงการ Co-innovation Programmes สนับสนุนความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ระหว่างบริษัทในสิงคโปร์และคู่ค้าต่างประเทศ เพื่อร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือโซลูชันนวัตกรรมใหม่ที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์สูงในตลาดโลก โดยสนับสนุนงบประมาณสูงสุดร้อยละ 70 ตั้งแต่ 1 เม.ย. 2569 เป็นต้นไป สำหรับค่าใช้จ่ายที่เข้าเกณฑ์ ภายใต้ทุน EDG ในส่วนโครงการนี้
(3) โครงการ GIA+ Initiative สตาร์ทอัปในสิงคโปร์ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการจะได้รับสิทธิประโยชน์ในการขยายธุรกิจสู่เวทีสากลอย่างครบวงจร ผ่านการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกเฉพาะแต่ละประเทศ และได้รับคำปรึกษาเชิงกลยุทธ์จากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง ตลอดจนการเชื่อมต่อกับทรัพยากรเพื่อช่วยให้สตาร์อัปเร่งขยายธุรกิจเข้าสู่ระบบนิเวศนวัตกรรมระดับสากลที่แข่งขันได้ โดยสนับสนุนเงินทุนให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่เข้าเกณฑ์สูงสุดร้อยละ 70 ตั้งแต่ 1 เมษายน 2569 โดยมีวงเงินสูงสุด 35,000 ดอลลาร์สิงคโปร์สำหรับโครงการเทคโนโลยีทั่วไป และสูงสุด 50,000 ดอลลาร์สิงคโปร์สำหรับโครงการเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech)
4. โครงการ Local Enterprise and Association Development (LEAD) Trade Fairs & Business Missions[3]
มุ่งสนับสนุนเงินทุนผ่าน TACs เพื่อเป็นแพลตฟอร์มให้บริษัทสิงคโปร์เข้าถึงกลุ่มลูกค้าทั่วโลก และสำรวจโอกาสใหม่ในต่างประเทศผ่านงานแสดงสินค้านานาชาติและคณะผู้แทนธุรกิจ โดย EnterpriseSG จะสนับสนุนเงินทุนสูงสุดร้อยละ 70 ของค่าใช้จ่ายที่เข้าเกณฑ์ เช่น ค่าเช่าพื้นที่นิทรรศการ ค่าก่อสร้างบูธ ค่าประชาสัมพันธ์ และค่าที่ปรึกษา โดยบริษัทผู้เข้าร่วมสามารถสมัครโดยตรงกับ TACs ได้โดยไม่ต้องผ่าน EnterpriseSG และใช้ระบบการจ่ายเงินคืนย้อนหลัง (Reimbursement) ซึ่ง EnterpriseSG จะโอนเงินอุดหนุนให้แก่ TACs เพื่อนำไปจัดสรรคืนให้แก่บริษัทที่เข้าร่วมโครงการตามสิทธิ์ต่อไป
5. โครงการ Market Readiness Assistance (MRA) Grant[4]
สนับสนุนให้บริษัทที่จดทะเบียนและดำเนินการในสิงคโปร์ (ยอดขายประจำปีของบริษัทต้องไม่เกิน 100,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และยอดขายรวมของกลุ่มบริษัทต้องไม่เกิน 100 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์หรือพนักงงานในกลุ่มบริษัทไม่เกิน 200 คน) ขยายธุรกิจไปตลาดใหม่ในต่างประเทศ โดยให้การอุดหนุนเงินทุนสูงสุดร้อยละ 70 ของค่าใช้จ่ายที่เข้าเงื่อนไขสำหรับ SMEs ในสิงคโปร์ (วงเงินสนับสนุนสูงสุด 100,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อบริษัทต่อหนึ่งตลาดใหม่) โดยครอบคลุม 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ (1) ด้านการส่งเสริมตลาดในต่างประเทศไม่เกิน 20,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (2) ด้านการพัฒนาธุรกิจในต่างประเทศไม่เกิน 50,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ และ (3) ด้านการจัดตั้งสำนักงานในต่างประเทศไม่เกิน 30,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบบัญชี ซึ่งจะได้รับการสนับสนุนสูงสุดร้อยละ 70 มีผลบังคับใช้ 1 เมษายน 2569 (วงเงินสูงสุด 500 ดอลลาร์สิงคโปร์ โดยค่าใช้จ่ายโครงการและค่าใช้จ่ายตรวจสอบจะอยู่ในวงเงินสูงสุดเดียวกัน) และจะได้รับเงินชดเชยคืนผ่านระบบ Corporate PayNow[5] หรือระบบ General Interbank Recurring Order (GIRO)[6]
6. โครงการ Navigate Non-Tariff Measures (NTMs)[7]
เป็นความร่วมมือกับ SBF และ MTI เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการในการรับมือกับความเสี่ยงด้านกฎระเบียบและอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีเมื่อขยายธุรกิจไปต่างประเทศ แม้ว่าโดยทั่วไปมาตรการควบคุมสินค้านำเข้าของแต่ละประเทศจะเป็นไปเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคตามสิทธิ์อันชอบธรรม แต่ในบางกรณีมาตรการเหล่านี้อาจถูกนำมาใช้เพื่อเลือกปฏิบัติหรือกีดกันทางการค้าอย่างไม่เป็นธรรม โดยครอบคลุมอุปสรรคในตลาดเป้าหมาย 10 ประการ ได้แก่ (1) มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน (2) ความล่าช้าในพิธีการศุลกากร (3) ความยุ่งยากในการจัดการเอกสารนำเข้า (4) ความไม่ชัดเจนในการจำแนกพิกัดศุลกากร (5) การจำกัดปริมาณผ่านโควตานำเข้า (6) ข้อกำหนดการติดฉลากที่ทำได้ยากในทางปฏิบัติ (7) ข้อกำหนดใบอนุญาตที่เลือกปฏิบัติ (8) ความซับซ้อนในการพิสูจน์กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (9) มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช และ (10) อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้าที่ไม่เท่าเทียมกับสินค้าท้องถิ่น โดยบริษัทสามารถรายงานผ่านระบบออนไลน์[8]
7. เครื่องมือและเครือข่ายพันธมิตร
EnterpriseSG ให้บริการเครื่องมือ Internationalisation Toolkit[9] เพื่อประเมินความพร้อม และดำเนินโครงการ GlobalConnect@SBF ร่วมกับภาคเอกชนเพื่อเป็นที่ปรึกษาด้านการจับคู่ธุรกิจและการเข้าสู่ตลาดใหม่ ผลลัพธ์จากการดำเนินงานในปี 2568 สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของกลไกข้างต้นอย่างเป็นรูปธรรม โดย EnterpriseSG สามารถสนับสนุนผู้ประกอบการได้รวมทั้งสิ้น 11,700 ราย ในจำนวนนี้ มี 2,400 บริษัทที่ดำเนินโครงการพัฒนาขีดความสามารถเชิงรุก ซึ่งคาดว่าจะก่อให้เกิดรายได้รวมราว 12,300 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี หรือเฉลี่ยประมาณ 7.5 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อบริษัท และสร้างงานที่มีทักษะสูงในสิงคโปร์อีกราว 10,000 อัตรา ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า EnterpriseSG ไม่เพียงทำหน้าที่เป็นหน่วยงานให้ทุนสนับสนุน แต่ยังเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่ขับเคลื่อนการเติบโตและความสามารถในการแข่งขันของ SME สิงคโปร์ในระดับสากลได้อย่างเป็นรูปธรรม
บทสรุป
จากมาตรการและเครื่องมือสนับสนุนเชิงลึกที่กล่าวมาข้างต้น สะท้อนให้เห็นอย่างเด่นชัดว่ารัฐบาลสิงคโปร์ผ่านการขับเคลื่อนของ EnterpriseSG มิได้วางบทบาทตนเองเป็นเพียงแหล่งสนับสนุนเงินทุน แต่ทำหน้าที่เป็น หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partner) ที่ออกแบบระบบนิเวศทางธุรกิจมาเพื่ออุดช่องโหว่และลดความเสี่ยงให้แก่ SMEs อย่างครบวงจร ตั้งแต่การใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเชิงรุกเพื่อกระตุ้นการลงทุน (DTDi) การอุดหนุนเงินทุนเพื่อเตรียมความพร้อมและพัฒนานวัตกรรม (EDG, MRA, GIA) ไปจนถึงการมีเครื่องมือประเมินและกลไกรับมือกับอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี (NTMs)
ผลสัมฤทธิ์จากการดำเนินงานในปี 2568 ที่สามารถสนับสนุนผู้ประกอบการได้ถึง 11,700 ราย และคาดการณ์การสร้างรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 12,300 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ พร้อมทั้งสร้างงานทักษะสูงอีกนับหมื่นอัตรา ถือเป็นเครื่องพิสูจน์เชิงประจักษ์ถึงประสิทธิภาพของการวางนโยบายที่สามารถนำไปปฏิบัติและวัดผลได้จริง
หากต้องการข้อมูลด้านอื่น ๆ ของ EnterpriseSG ผู้ขับเคลื่อน SME สิงคโปร์สู่เวทีโลก ในบทความชุดเดียวกันได้ที่
- ตอนที่ 1/3: โครงสร้างและภาพรวม
- ตอนที่ 2/3: มาตรการสนับสนุนทางการเงิน ภาษี และกลไกช่วยเหลือธุรกิจระหว่างประเทศ
- ตอนที่ 3/3: แนวทางการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี และกลไกการบริหาร
ความเสี่ยงในต่างประเทศ
ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์
แหล่งอ้างอิง:
[1] https://www.enterprisesg.gov.sg/financial-support/double-tax-deduction-for-internationalisation
[2] ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.enterprisesg.gov.sg/grow-your-business/boost-capabilities/sustainability/enterprise-sustainability-programme
[3] https://www.enterprisesg.gov.sg/grow-your-business/go-global/market-entry-support/lead-trade-fairs-and-business-missions
[4] https://www.enterprisesg.gov.sg/financial-support/market-readiness-assistance-grant
[5] Corporate PayNow หรือ Paynow สำหรับธุรกิจ คือ การขยายแพลตฟอร์มการชำระเงินไปยังธุรกิจในสิงคโปร์ เพื่อช่วยให้บริษัท ร้านค้า และหน่วยงานราชการ สามารถรับและโอนเงินสกุลดอลลาร์สิงคโปร์ (SGD) ได้ทันทีโดยการเชื่อมหมายเลขทะเบียนนิติบุคล (Unique Entity Number-UEN) โดยบริษัทลงทะเบียน PayNow Corporate กับธนาคาร
[6] เป็นระบบหักบัญชีอัตโนมัติสำหรับธุรกรรมที่มีการเรียกเก็บเป็นประจำ
[7] https://www.enterprisesg.gov.sg/grow-your-business/go-global/market-entry-support/navigate-non-tariff-measures
[8] https://form.gov.sg/665687f138301f308b5dbcee
[9] เครื่องมือออนไลน์ดังกล่าวบริหารจัดการร่วมกับ Duxton Consulting โดยประเมินความพร้อมของผู้ประกอบการผ่านกรอบ C-O-R-E (Company,Operations, Research, Execution) เพื่อจัดทำรายงานวิเคราะห์จุดแข็งและข้อแนะนำส่งกลับทางอีเมล รายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://esgtoolkit.mychoicesurveys.com/